อาหารถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะในเวลาอาหารค่ำเช่นเดียวกับทุกวัน ถึงแม้สมาชิกของบ้านจะอยู่กันไม่ครบ แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติจนทั้งอาทั้งหลานเคยชินเสียแล้ว เกือบทุกเย็นจะมีเพียงพิธานกับแพรววดีเท่านั้นที่ทานอาหารด้วยกัน เพราะพักนี้พิชญะมักจะกลับบ้านดึกหรือไม่บางวันก็ไม่กลับเลย แต่กระนั้นพิธานก็ไม่คิดจะตำหนิหลานชาย ด้วยเข้าใจธรรมชาติของผู้ชายวัยนั้น อีกทั้งตอนนี้พิชญะก็โตแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เขาจะต้องควบคุมพฤติกรรมส่วนตัว แม้บางครั้งจะออกนอกลู่นอกทางอยู่พอสมควรก็ตาม
พิธานต้องรับบทเป็นผู้ปกครองยังหนุ่ม เมื่อพี่ชายกับพี่สะใภ้มาด่วนจากไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นพิชญะยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ ส่วนหลานสาวคนเล็กอย่างแพรววดีเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น และหลังจากนั้นหลานทั้งสองรวมทั้งกิจการบริษัททุกอย่างจึงตกมาอยู่ในความดูแลของเขา พิชญะเพิ่งจบปริญญาโทเมื่อสามปีก่อน เขาปล่อยให้หลานเที่ยวต่อหลังเรียนจบอีกสองเดือน ก็เรียกตัวให้กลับมาช่วยงาน ซึ่งพิชญะทำได้ดีมากจนตอนนี้เขาวางใจให้ดูแลงานบางอย่างแทนเขาแล้ว
“อาพิคะ” เสียงเรียกใสๆ ของหลานสาวดังขึ้น ดึงพิธานให้เงยหน้าขึ้นมอง
“ว่าไง”
“วันศุกร์นี้แพรวขอไปค้างบ้านกานต์นะคะ”
ชื่อของเด็กสาวอีกคนทำให้หัวใจของคนเป็นอากระตุกไหวครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเก็บอาการเอาไว้ได้อย่างมิดชิด หลานสาวจึงไม่ได้เห็นพิรุธใดๆ บนใบหน้าหล่อเหลานั้น
“ทำไม” พิธานถามหลานสาวสั้นๆ และรอฟังคำอธิบาย
“แพรวจะไปติววิชาคณิตศาสตร์กับกานต์น่ะค่ะ”
“ทำไมไม่ให้เขามาบ้านเรา”
“กานต์ต้องเป็นคนติวให้ แพรวก็ควรจะเป็นฝ่ายไปหาไม่ใช่เหรอคะ อีกอย่างกานต์ไม่อยากมาบ้านเรา”
ประโยคสุดท้ายของแพรววดีทำให้คิ้วเข้มเลิกขึ้น ทำไมเด็กคนนั้นไม่อยากมาบ้านเขา หรือว่าไม่อยากเห็นหน้าว่าที่อาเขยอย่างเขา หรือว่าโกรธที่วันนั้นเขาพูดจารุนแรง
“ทำไมไม่อยากมา วันก่อนยังเห็นเอาดอกไม้มาให้นายพิชอยู่เลย”
“ก็เรื่องนี้ล่ะค่ะ เห็นยัยกานต์เปรยๆ ว่าจะตัดใจจากพี่พิชแล้ว”
หัวใจพองขึ้นคับอกด้วยความลิงโลด เรียวปากหยักเกือบจะหลุดยิ้มออกมา แต่ทว่าประโยคต่อมาของหลานสาวนี่สิทำให้อารมณ์เปลี่ยนไปโดยพลัน
“แต่แพรวไม่ยอมให้ยัยกานต์ตัดใจหรอกค่ะ เนี่ยแพรวก็ว่าจะอาศัยจังหวะนี้ไปเกลี้ยกล่อมยัยกานต์ไม่ให้เลิกชอบพี่พิช”
“ทำไมเราจะต้องไปวุ่นวายกะเกณฑ์ชีวิตรักของคนอื่น เป็นแม่สื่อแม่ชักดีนักระวังมันจะเข้าตัว ดีนะว่าตาพิชเป็นพี่ชายเรา ถ้าเป็นผู้ชายอื่นอาคงไม่ยอมให้แพรวทำอะไรแบบที่ทำอยู่แน่ๆ” พิธานตำหนิหลานสาวตรงๆ ทั้งไม่อยากให้เด็กคนนั้นกลับมาชอบหลานชาย ทั้งถือโอกาสอบรมหลานสาวไปในตัว
“แพรวก็แค่อยากได้กานต์มาเป็นพี่สะใภ้เท่านั้นเองค่ะอาพิ” แพรววดีบอกเสียงจ๋อยๆ แต่ก็ยังไม่สลดซะทีเดียว
“มันเป็นเรื่องของพี่ชาย เราไม่ควรก้าวก่ายนะ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ มันบังคับกันไม่ได้หรอก”
“แพรวรู้ค่ะอา แต่ถ้าแพรวทำให้พี่พิชกับยัยกานต์รักกันได้มันก็ดีไม่ใช่เหรอคะ บ้านเราจะได้ดองกันสองคู่ไปเลย อาพิกับอาก้อย พี่พิชกับกานต์"
“แล้วเราล่ะ”
“แพรวทำไมคะอา”
“ไม่คิดจะจับคู่ให้ตัวเองบ้างเหรอ บ้านนั้นก็ว่างอยู่คนหนึ่งนี่ จะได้ลงตัวสามคู่พอดี” พิธานพูดประชด ทำให้หลานสาวทำหน้าแหยงๆ
“หมอกันต์น่ะเหรอคะ”
“ใช่ อาว่าเหมาะกับเราดีนะ”
“ไม่เอาหรอกค่ะ หมอกันต์น่ะหน้านิ่งจะตาย ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้มีหน้าเดียวตลอด แพรวชอบผู้ชายมีชีวิตชีวามากกว่าค่ะอา” สาวน้อยพูดพลางนึกถึงใบหน้าของเจ้าของชื่อ หมอกันต์... เธอไม่ปฏิเสธหรอกว่าเขาหล่อมาก แต่เขาหน้านิ่งเกินไป อยู่ใกล้ๆ หัวใจคงเหี่ยวเฉาน่าดู
“ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่จะชอบหรือไม่ชอบผู้ชายแบบไหนหรอก สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ก่อน”
“แสดงว่าถ้าแพรวเรียนมหา’ลัย อาพิจะอนุญาตให้มีแฟนได้ใช่มั้ยคะ”
“ค่อยว่ากัน”
“อาพิใจดีที่สุด” ถึงอาจะพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้ แต่แพรววดีก็ยิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าคนเป็นอาพร้อมจะไฟเขียว ไม่ใช่อยากจะมีแฟน เรื่องนั้นยังไม่อยู่ในหัวเลยสักนิด ตอนนี้ขอเชียร์ให้คนนี้คนนี้รักกันไปพลางๆ ก่อน
“แล้วจะกลับวันไหน ให้อาไปรับมั้ย” คราวนี้คนเป็นอาวกกลับมาเรื่องเดิมที่คุยกันในตอนแรก
“แพรวไปค้างกับกานต์คืนวันศุกร์ วันเสาร์ก็จะไปเรียนพิเศษด้วยกัน เรียนเสร็จตอนบ่ายๆ อาพิไปรับแพรวที่โรงเรียนสอนพิเศษได้มั้ยล่ะคะ”
“ได้สิ ถ้างั้นบอกเพื่อนเราด้วยว่าอาจะไปรับ”
“ได้ค่ะอา” แพรววดีรับปากอาโดยไม่ได้สะดุดหูกับคำพูดของอาสักนิด เพราะถือใจซื่อว่าอาคงแค่ฝากบอก เพื่อไม่ให้คนบ้านโน้นต้องมาเป็นภาระในการส่งหลานตัวเอง
แพรววดีตามกานต์ระพีกลับบ้าน และแพรววดีก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งในฐานะของเพื่อนลูกสาวและในฐานะของคนที่กำลังจะเป็นญาติกันในเร็ววันนี้
เย็นนั้นแพรววดีทานข้าวกับครอบครัวของกานต์ระพีที่อยู่กันเกือบพร้อมหน้า ขาดเพียงหมอกันต์ที่มีเคสผ่าตัดคนไข้จนถึงช่วงดึก
หลังจากทานอาหารเสร็จสองสาวก็ขึ้นไปขลุกอยู่ด้วยกันบนห้องนอนของกานต์ระพี ใช้เวลาติวเกือบสามชั่วโมง อาการง่วงก็เริ่มถามหา แพรววดีจึงขอหยุดติวแล้วชวนกานต์ระพีคุยในเรื่องที่เป็นจุดประสงค์ของตัวเองทันที
“ถามจริงนะกานต์ จะตัดใจจากพี่พิชจริงๆ เหรอ”
“ก็คงงั้น พี่พิชไม่มีทีท่าว่าจะชอบเราเลย เราก็ไม่รู้จะตื๊อไปทำไม เราว่าพี่พิชคงมีคนที่ชอบอยู่แล้วล่ะ”
“ไม่มี ถ้ามีเราก็ต้องรู้สิ เรารับรองได้ว่าพี่พิชยังโสด” แพรววดีออกหน้าแก้ต่างให้พี่ชายตัวเองด้วยเสียงหนักแน่น หวังจะเกลี้ยกล่อมให้กานต์ระพีหันกลับมาชอบพิชญะอีกครั้ง
“ถึงจะโสดพี่พิชก็ไม่ชอบเราหรอก ขนาดวันนั้นเราฝากดอกไม้ไว้ให้ พี่พิชยังไม่เห็นจะตอบอะไรกลับมาหาเราเลย” กานต์ระพีรำพึงเสียงหงอยๆ โดยไม่รู้ว่าดอกไม้ของตัวเองไม่ได้ถูกส่งให้ถึงมือพิชญะแต่อย่างใด
“พี่พิชคงยุ่งมั้ง ช่วงนี้เห็นว่ากำลังจะเปิดโครงการใหม่”
“ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นค่อยว่ากัน ตอนนี้เราสนใจเรื่องการสอบมากกว่า ว่าแต่แพรวจะติวต่อมั้ย”
“ไม่ดีกว่า กานต์นอนเถอะ เราเกรงใจน่ะ ติวให้เราตั้งสามชั่วโมงแล้ว เราว่ากานต์คงง่วงแล้วล่ะ เห็นตาปรือๆ”
“อืม ก็ง่วงนิดหน่อย ปกติเรานอนไม่ดึก”
“เด็กเนิร์ดของจริงเลยกานต์เนี่ย อ้อ เราลืมบอกกานต์น่ะ พรุ่งนี้อาพิบอกว่าจะมารับที่โรงเรียนสอนพิเศษนะ”
การบอกกล่าวของแพรววดีและชื่อชื่อนั้นทำให้อาการง่วงงุนของกานต์ระพีแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง ถ้าเขามารับแพรววดีจริงๆ มันก็เป็นการยากที่เธอจะหลบหน้า เธอไม่ได้โกรธ ไม่ได้เคืองขุ่นอะไรแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากเจอหน้า เพราะยังรู้สึกอับอายขายหน้าอยู่กับการกระทำที่น่าอายของตัวเอง
“งั้นกานต์นอนเถอะ เราว่าจะลงไปหาโกโก้ดื่มหน่อย”
“โอเค งั้นเรานอนก่อนนะ แพรวก็อย่านอนดึกนักล่ะ”
“รับทราบจ้ะคุณแม่” แพรววดีเอ่ยล้อเลียน ก่อนจะเดินไปปิดไฟ เหลือไฟเฉพาะที่โต๊ะอ่านหนังสือ เพื่อให้กานต์ระพีนอนโดยไม่ต้องมีแสงแยงตา จากนั้นตัวเองก็เดินลงไปชั้นล่าง ชงโกโก้ดื่มแล้วจะกลับมาอ่านหนังสือต่อ แต่สาวสิบแปดไม่รู้หรอกว่าการลงไปครั้งนี้จะทำให้เธอต้องเจอจุดเปลี่ยนของชีวิต