หลินตงหยางวิ่งขึ้นเขามาจนถึงบริเวณที่มีเห็ดหยางตู่เกิดอยู่ เด็กชายใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็สามารถเก็บเห็ดหยางตู่จนหมด หลินตงหยางมองดูเห็ดที่เก็บได้เต็มตะกร้าและยังมีเหลืออยู่อีกกองใหญ่ เขาลืมไปว่าตะกร้าที่เอามานั้นมีเพียงใบเดียวแต่ในเมื่อเก็บเห็ดมามากมายเช่นนี้แล้วทำได้แค่เพียงหาวิธีเอามันกลับไปทั้งหมด
“แย่แล้ว เพราะความดีใจแท้ ๆ เลย ทีนี้จะเอากลับไปยังไงล่ะเนี่ย จะทิ้งเอาไว้ก็ไม่ได้เสียด้วย” หลินตงหยางกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด
หลังจากที่คิดใคร่ครวญอยู่นานสองนาน เขาก็ตัดสินใจไปตัดไม้และเถาวัลย์เพื่อมาทำตะกร้าอย่างง่ายที่เขาพอจะทำได้ เริ่มจากตัดไม้ไผ่มาจากนั้นก็ตัดไม้ไผ่ออกเป็นท่อนยาว 5 ฉื่อ จากนั้นก็ผ่าไม้ไผ่ออกเป็นซี่เล็ก ๆ นำเถาวัลย์ที่เก็บมาผูกเข้ากับไม้ไผ่ที่ผ่าเป็นซี่เล็ก ๆ ทำไปเรื่อย ๆ จนได้แพขนาดเล็กมาหนึ่งอัน นี่คือส่วนของด้านล่างตะกร้า จากนั้นนำไม้ไผ่มามัดเข้าด้วยกันจนกลายเป็นคอกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ขนาด กว้าง 5 ฉื่อ สูง 6 ฉื่อ จากนั้นนำแพเล็ก ๆ ที่เป็นส่วนด้านล่างของตะกร้ามาประกบเข้าด้วยกัน ใช้เถาวัลย์มัดให้แน่นหนาอีกที ก็จะได้ตะกร้าที่พิลึกพิลั่นแต่สามารถใส่เห็ดได้ขึ้นมา 1ใบ
ตอนนี้ตะกร้าก็มีแล้ว หลินตงหยางเก็บใบไม้ขนาดใหญ่มารองก้นตะกร้าและด้านข้างจากนั้นก็เอาเห็ดที่กองเอาไว้ใส่ลงไป ตะกร้าที่เขาทำขึ้นง่าย ๆ นี้มีขนาดใหญ่พอสมควร จึงทำให้สามารถเอาเห็ดใส่ลงไปได้จนหมดจากนั้นก็ใช้ใบไม้ปิดด้านบนอีกที จัดการเรื่องเห็ดเรียบร้อยแล้วหลินตงหยางก็เอาท่อนไม้ใช้แทนไม้คานหาบตะกร้าเห็ดลงจากเขากลับบ้านไปด้วยความรวดเร็ว
ตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก ตอนที่หลินตงหยางลงเขาไปนั้นชาวบ้านเพิ่งจะขึ้นเขามาหาของป่า ทำให้เด็กชายต้องคอยแอบชาวบ้านที่เดินสวนทางขึ้นเขามาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าเขากลัวชาวบ้านพวกนั้นจะรังแกหรืออะไร เพียงแต่เขาไม่อยากตอบคำถาม หรืออาจจะมีผู้ใหญ่บางคนที่นิสัยไม่ดีแย่งเห็ดของเขาไป เพราะท่านแม่บอกเอาไว้แล้วว่าเห็ดหยางตู่ไม่ใช่ว่าจะหาพบกันได้ง่าย ๆ หลินตงหยางกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาปลายยามเฉินแล้ว
“ท่านแม่ น้องสาวข้ากลับมาแล้ว”
“ตงหยางกลับมาแล้วหรือลูก เหตุใดกลับมาเร็วเช่นนี้ล่ะ”
“วันนี้ข้าไปเก็บเห็ดหยางตู่ที่เหลือจากเมื่อวาน ท่านแม่ตอนนี้ยังเช้าอยู่ พวกเราเอาไปขายในเมืองดีหรือไม่ ตอนนี้บ้านเราไม่มีเงินเหลือเลย หากขายได้ราคาดีจะได้มีเงินซื้อยาบำรุงให้ท่านแม่กับน้องสาว ที่สำคัญข้าวสารบ้านเราหมดไปนานแล้ว ท่านแม่พอจะเดินไหวหรือไม่ขอรับ หากไม่ไหวข้าไปคนเดียวได้ขอรับ”
“ไหวสิ อาการแม่ดีขึ้นมากแล้ว น้องสาวของเจ้าเองก็ดีขึ้นมากแล้วเช่นเดียวกัน พวกเราจะเข้าเมืองกันทั้งหมด”
“เช่นนั้นเอาเห็ดจากตะกร้าชั่วคราวที่ข้าทำย้ายไปใส่ตะกร้าที่มีฝาปิดของท่านแม่ก่อนขอรับ”
“เรื่องนี้ให้แม่จัดการเอง เจ้าไปล้างหน้าล้างตา ดื่มน้ำก่อน แล้วก็ไปเรียกน้องสาวของเจ้าให้นางเตรียมตัวด้วย”
“ขอรับท่านแม่”
หลังจากนั้นไม่นานสามแม่ลูกก็เดินเท้าเข้าเมือง หลินเหมยเจียงนั้นค่อนข้างที่จะเป็นกังวลอยู่บ้าง เพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ นางเดินทางเข้าเมืองน้อยมาก ยิ่งหลังจากแต่งให้ซ่งเหอซีแล้ว ยิ่งไม่เคยได้เข้าไปในเมืองสักครั้ง นอกจากทำงานบ้านงานในไร่นาแล้ว นางกับลูก ๆ ทั้งสองแทบไม่เคยได้ออกพ้นเขตหมู่บ้านเลย นางกังวลใจว่าการค้าครั้งนี้อาจจะไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่ ถึงแม้นางจะวิตกกังวลและหวาดกลัวแต่พอมองสีหน้าท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมของลูกชายแล้วทำให้ความกังวลใจที่มีอยู่พลันหายไป
“ท่านแม่ พักก่อนดีหรือไม่ขอรับสีหน้าท่านแม่ดูไม่ดีเลย”
“ไม่เป็นไร แม่แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปหน่อย แล้วเหมยหลิงล่ะลูก เจ้าเดินไหวหรือไม่”
“ไหวเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านแม่กับพี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไหวเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็รีบเดินกันเถอะ หากช้ากว่านี้เกรงว่าแดดจะแรงแล้วจะร้อนเอาได้ ขากลับค่อยนั่งเกวียนโดยสารกลับก็แล้วกัน”
ทั้งสามคนใช้เวลาเดินทางจากหมู่บ้าน 1 ชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงจนได้ หลินตงหยางไม่รอช้ารีบจูงมือน้องสาวกับท่านแม่เอาไว้ หลังจากยื่นป้ายประจำตัวให้ทหารรักษาประตูเมืองตรวจแล้วก็มุ่งหน้าเข้าเมืองไปทันที เพราะสิ่งที่พวกเขานำมาขายวันนี้คือเห็ดหยางตู่ ซึ่งท่านแม่บอกว่าเห็ดหยางตู่นั้นไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ก็แสดงว่ามันจะต้องมีราคาไม่น้อย เช่นนั้นแล้วหากไปขายที่ตลาดก็คงจะไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ตลาดเกือบจะวายแล้ว หลินตงหยางจึงคิดว่านำไปขายให้โรงเตี๊ยมหรือไม่ก็เหลาอาหารคือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
“ท่านแม่ เพราะพวกเราเพิ่งจะเข้าเมืองมาครั้งแรก อีกทั้งตอนนี้พวกเราไม่รู้ราคาเห็ดหยางตู่ เช่นนั้นข้าคิดว่าพวกเราลองเดินดูลาดเลาก่อนดีหรือไม่ ข้าคิดว่าน่าจะลองนำไปขายให้เหลาอาหารหรือไม่ก็โรงเตี๊ยม น่าจะดีกว่า หากเอาไปขายในตลาดคงยากที่จะขายได้ขอรับ”
“แม่เห็นด้วยกับเจ้า”
หลินตงหยางพาแม่กับน้องสาวเดินไปรอบ ๆ และสังเกตดูโรงเตี๊ยมกับเหลาอาหาร ที่เมืองแห่งนี้มีเหลาอาหารอยู่ 3 แห่ง มีโรงเตี๊ยมอยู่ 2 แห่ง เท่าที่เดินวนดู ทำให้หลินตงหยางตัดสินใจง่ายขึ้น เหลาอาหารทั้งสามแห่งล้วนต้อนรับแต่ลูกค้าที่มีฐานะร่ำรวยหากเป็นชาวบ้านธรรมดาจะไม่ได้รับการต้อนรับ บางที่ถึงกับไล่ออกให้พ้นประตูก็มี
ส่วนโรงเตี๊ยมมีเพียงโรงเตี๊ยมสกุลโจวเท่านั้นที่ต้อนรับลูกค้าทุกระดับชั้น ต่างจากโรงเตี๊ยมของสกุลหานที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลินตงหยางไม่รู้ว่าทั้งสองสกุลเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันหรือไม่ ถึงได้มาสร้างโรงเตี๊ยมอยู่ฝั่งตรงข้ามกันและเท่าที่สังเกตดู โรงเตี๊ยมสกุลหานนั้นจะมีลูกค้ามาใช้บริการมากกว่า
“ท่านแม่ เราจะไปสอบถามที่โรงเตี๊ยมสกุลโจวดูก่อนขอรับ”
“ตกลง พวกเราไปกันเถอะ”
ทั้งสามแม่ลูกเดินมาถึงด้านหน้าของโรงเตี๊ยมสกุลโจว หลินตงหยางแอบค่อนแคะรสนิยมการตั้งชื่อโรงเตี๊ยม ของคนสกุลโจวไม่ได้ หรือว่ากลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีเจ้าของเป็นคนสกุลโจว อย่าว่าแต่โรงเตี๊ยมสกุลโจวเลย ไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม เหลาอาหาร ล้วนแล้วแต่เอาแซ่มาตั้งเป็นชื่อเช่นเดียวกัน
“โรงเตี๊ยมสกุลโจวยินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่าฮูหยินต้องการทานอาหาร หรือมาติดต่อเรื่องอันใดขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รีบออกมาต้อนรับสามแม่ลูก
“น้องชายท่านนี้ ข้าไม่ได้มาทานอาหาร ต้องขอโทษเจ้าแล้ว ข้าเพียงแต่มีของป่ามาขาย ไม่ทราบว่าที่นี่รับซื้อหรือไม่”
“รับซื้อขอรับ ไม่ทราบว่าพวกท่านนำสิ่งใดมาขายหรือขอรับ”
“พี่ชาย พอดีว่าพวกเรามีเห็ดมาขายขอรับ” หลินตงหยางเอาเห็ดหยางตู่ออกมาจากตะกร้ายื่นไปตรงหน้า เสี่ยวเอ้อร์
“รับ รับ ขอรับ พวกท่านเข้ามานั่งรอด้านในก่อน ข้าจะไปตามหลงจู๊มา ฮูหยินเชิญทางนี้ขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์วิ่งไปได้ไม่นาน ก็มีชายอ้วนพุงพลุ้ยหน้าตาท่าทางใจดี วิ่งตามหลังมาด้วยความเร่งรีบ หลินตงหยางได้แต่มองตาปริบ ๆ ที่สำคัญในใจเขาเบิกบานมากตอนนี้ จากท่าทางของเสี่ยวเอ้อร์นั้นทำให้รู้ว่า เห็ดหยางตู่นั้นเป็นเห็ดที่หายากดังที่ท่านแม่บอกเอาไว้
“ฮูหยินเห็ดหยางตู่นี้เป็นพวกท่านที่นำมาขายใช่หรือไม่ ข้าชื่อ ต้วนเปียวเป็นหลงจู๊ของที่นี่ พวกท่านมีมากน้อยเท่าไหร่ ทางเรารับซื้อหมด ไม่ต้องห่วงว่าพวกเราจะกดราคาข้าย่อมต้องให้ราคาดีแน่นอน”
“คารวะหลงจู๊เจ้าค่ะ”
“คารวะหลงจู๊ขอรับ ข้าชื่อหลินตงหยาง นี่เป็นท่านแม่กับน้องสาวของข้า พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา หาได้รู้ราคาเห็ดหยางตู่ไม่ แต่ข้าเชื่อว่าหลงจู๊จะให้ราคาที่ยุติธรรมกับพวกเรานะขอรับ”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เห็ดหยางตู่ ถือว่าเป็นเห็ดหายากชนิดหนึ่ง ราคาต่อชั่ง 1 ตำลึง ถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดแล้ว เห็ดชนิดอื่นราคาไม่กี่อีแปะเท่านั้นเอง ฮูหยินคิดเห็นเช่นไรกับราคาที่ทางเราเสนอให้”
“ข้าเชื่อว่าหลงจู๊ให้ราคาที่ดีและยุติธรรมกับพวกเราแม่ลูกแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น ตกลงตามนี้ พวกท่านรอสักครู่ ข้าจะให้คนมาเอาเห็ดไปชั่งน้ำหนักก่อน อาเหลียงมาเอาเห็ดไปชั่ง ได้น้ำหนักเท่าไหร่มาแจ้งข้าเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับหลงจู๊”
หลังจากเสี่ยวเอ้อร์ที่ชื่ออาเหลียงเอาตะกร้าทั้งสองใบเข้าไปในห้องด้านหลัง หลินตงหยางคิดว่าห้องนั้นน่าจะเป็นที่รับซื้อของป่าจากชาวบ้านเพราะมีประตูทางเข้าอยู่ด้านข้างค่อนไปทางด้านหลังของโรงเตี๊ยม เมื่ออาเหลียงกลับมาในมือมีกระดาษที่จดน้ำหนักของเห็ดหยางตู่เอาไว้เขานำมายื่นให้หลงจู๊ต้วนแล้วกลับไปทำงานของตัวเองต่อทันที หลังจากเอาตะกร้าเปล่าทั้งสองใบคืนให้กับหลินตงหยาง
“เห็ดสองตะกร้าหนัก 20 ชั่ง นี่เงิน 20 ตำลึงของท่าน หากครั้งหน้ามีของดีอันใดอย่าลืมนึกถึงโรงเตี๊ยมของเราเป็นที่แรก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าน้อยใหญ่ทางเรารับซื้อในราคาที่ยุติธรรม”
“ขอบคุณหลงจู๊มากขอรับ เอาไว้ถ้าข้ามีอันใดดี ๆ จะรีบมาหาท่านเป็นคนแรก แล้วเหตุใดโรงเตี๊ยมถึงได้คนน้อยเช่นนี้ขอรับ”
“จะอะไรเสียอีกเล่า ก็โรงเตี๊ยมสกุลหานน่ะสิ ซื้อตัวพ่อครัวของเราไป ตอนนี้มีเห็ดหยางตู่ของเจ้าแล้ว ข้าหวังว่าจะดึงลูกค้ากลับมาได้บ้าง”
“เอาไว้ข้าจะหาของดี ๆ มาขายให้ท่านอีกนะขอรับ ตอนนี้ข้ากับท่านแม่และน้องสาวขอตัวกลับก่อน”
“ตกลง ข้าจะรอนะ”
สามแม่ลูกออกมาจากโรงเตี๊ยมสกุลโจว สิ่งแรกที่หลินตงหยางจะทำคือ ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ตัวเองกับท่านแม่และน้องสาว ที่เขาใส่อยู่ตอนนี้แทบจะไม่ใช่เสื้อผ้าแล้วทั้งเก่าทั้งขาด ทั้งมีรอยปะชุนอยู่เต็มไปหมด ยังดีที่โรงเตี๊ยมสกุลโจวไม่กล่าวหาว่าพวกเขาเป็นขอทาน แล้วไล่ตะเพิดออกมา
“ท่านแม่ ข้าว่าเราไปซื้อชุดใหม่กันก่อนดีหรือไม่ ตอนที่เราออกมาจากบ้านซ่ง เสื้อผ้าดี ๆ ก็ไม่มีติดตัวมาเลย ตอนนี้เรามีเงินพอที่จะซื้อของแล้ว สิ่งไหนจำเป็นท่านแม่สามารถซื้อได้เลยขอรับ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน เห็ดหยางตู่ยังเก็บได้อีก น่าจะสองครั้ง ซื้อเสื้อผ้าแล้ว พวกเราค่อยไปซื้อข้าว ซื้อแป้ง ซื้อเครื่องปรุง เครื่องเทศ เอาไปเติมในห้องครัว เงินหมดไม่เป็นไร ข้าสามารถหาใหม่ได้ ท่านแม่กับน้องสาวต้องได้กินอิ่ม มีเสื้อสวย ๆ สวมใส่ ข้าถึงจะวางใจ”
“ขอบใจเจ้ามากนะลูก”
“พี่ใหญ่ดีที่สุด”
“แต่แม่กลัวว่าพวกบ้านซ่งจะมารังควานพวกเราอีก”
“ท่านแม่ไม่ต้องห่วง กลับไปข้าจะไปเรือนผู้ใหญ่บ้าน ให้เขาช่วยหาแรงงานมาซ่อมแซมรั้วบ้านให้ดี ท่านแม่กับน้องสาวแค่ไม่ต้องเปิดประตูออกไปก็พอ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง ในเมื่อเราไม่เปิดหากว่าคนบ้านนั้นพังประตูเข้ามา ท่านแม่แค่พูดว่าจะเข้าเมืองไปแจ้งทางการ เท่านี้ ยายแก่นั่นก็กลัวหัวหดแล้ว หากนางยังดื้อรั้น ท่านแม่ก็แค่บอกว่าจะไปลั่นกลองร้องทุกข์ ข้าก็อยากจะรู้ว่า นางจะยอมเอาอนาคตของซ่งเหอซีมาเสี่ยงหรือไม่ ต่อให้พ่อตาของเขาจะเป็นนายอำเภอก็เถอะ”
“แม่เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ”