ทันทีที่กลับมาถึงบ้านหลินตงหยางรีบช่วยท่านแม่และน้องสาวยกของลงจากเกวียนเอาเข้าไปเก็บในบ้าน จากนั้นเขาก็รีบไปที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านเพื่อพูดคุยเรื่องซ่อมแซมรั้วและว่าจ้างคนในหมู่บ้านเพื่อมาซ่อมแซมรั้วบ้านให้แข็งแรงและสูงขึ้นอีก เวลาที่เขาไม่อยู่บ้านจะได้ไม่ต้องกังวลว่าคนบ้านซ่งจะมารังแกท่านแม่และน้องสาวของเขา
“ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านอยู่หรือไม่ขอรับ”
“อ้าว ตงหยางเจ้ามาหาท่านปู่ของข้า มีเรื่องอันใดหรือไม่” หลี่เจี้ยนอัน หลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านเดินออกมาเปิดประตูให้หลินตงหยางเข้าไปข้างในบ้าน ได้ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“พี่ชายหลี่เจี้ยน ข้ามีเรื่องมาปรึกษาและรบกวนท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านนิดหน่อยขอรับ”
“เช่นนั้นเข้ามานั่งรอตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปตามท่านปู่มาให้เจ้า”
“ขอบคุณมากขอรับ แล้ววันนี้ท่านไม่ต้องไปสถานศึกษาหรือขอรับ”
“อ้อ วันนี้เป็นวันหยุดน่ะ ข้าเลยกลับมาบ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
“ขอรับ”
หลังจากหลี่เจี้ยนอันเดินไปได้ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับผู้ใหญ่บ้านหลี่เจี้ยนผิง ตอนแรกที่หลานชายไปเรียกหลี่เจี้ยนผิงเองก็สงสัยเช่นเดียวกันว่าเจ้าเด็กหลินตงหยางมีเรื่องอันใดให้เขาช่วยเหลือ
ความจริงแล้วหลี่เจี้ยนผิงเองก็สงสารสามแม่ลูกเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนนอกจะยื่นมือเข้าไปยุ่งมากก็ไม่ได้ คนบ้านซ่งเองเก่งในเรื่องหน้าหนา และไม่กลัวที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับชาวบ้าน
ยิ่งตอนนี้ซ่งเหอซีมีตำแหน่งนายอำเภอนางฉีซื่อแม่ของซ่งเหอซีก็ยิ่งทำตัวไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่หลินตงหยางถูกนางฉีซื่อผู้เป็นย่าทุบตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดในครั้งนั้น
หลังจากรักษาตัวจนหายดี หลินตงหยางก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน จากที่เคยเป็นเด็กขี้อาย ขี้ขลาดและหวาดกลัวกลับกลายมาเป็นเด็กที่ลุกขึ้นทำทุกอย่างเพื่อปกป้องท่านแม่และน้องสาว
ที่สำคัญเขากล้าที่จะต่อสู้กับคนบ้านซ่งโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย จากเด็กที่เคยถูกคนบ้านซ่งทุบตี ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าหลินตงหยางทุบตีคนบ้านซ่งไม่เว้นแม้กระทั่งหัวหงอกหัวดำ บางทีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจจะนำพาสิ่งดี ๆ มาสู่ครอบครัวสามแม่ลูกก็เป็นได้
“ตงหยางมาหาข้ามีเรื่องอันใดรึ”
“ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ข้าอยากซ่อมรั้วกับซ่อมบ้านให้แข็งแรงขึ้นมากกว่านี้ขอรับ ข้าอยากรบกวนให้ท่านช่วยหาคนให้หน่อยจะได้หรือไม่ขอรับ ส่วนค่าจ้างนั้นวันละ 30 อีแปะขอรับ”
“ตกลง ข้าจะช่วยหาคนให้ พรุ่งนี้จะได้เริ่มงานทันที แต่ว่าวันละ 30 อีแปะไม่แพงไปรึ ค่าแรงในเมืองตอนนี้แค่ 25 อีแปะเท่านั้น”
“ไม่แพงไปขอรับ เพราะข้ากับท่านแม่ไม่สะดวกเลี้ยงอาหารกลางวันขอรับ”
“แต่ในเมืองก็ไม่มีใครเลี้ยงอาหารกลางวันไม่ใช่รึ”
“ไม่เป็นไรขอรับท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนจะได้ตั้งใจทำงานกันมากขึ้น ข้าเองก็ค่อนข้างรีบ ท่านเองน่าจะรู้เหตุผลของข้า”
“ข้าเข้าใจ และดีใจที่เจ้าลุกขึ้นมาปกป้องครอบครัว ข้าเองก็ช่วยเหลืออันใดไม่ได้มาก เพราะมันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเจ้า แต่ตอนนี้ดีแล้วที่แยกออกมาได้ ข้าเองก็หวังว่าชีวิตเจ้าจะดีขึ้น”
“ขอบคุณท่านปู่ที่อวยพรขอรับ เช่นนั้นข้ากลับบ้านก่อน ท่านแม่รอกินข้าว ข้ากลับก่อนนะพี่ชายหลี่เจี้ยน”
“ไปเถอะ กลับดี ๆ ล่ะ”
เช้าวันต่อมา หลินตงหยางตื่นขึ้นมาตั้งแต่ยามอิ๋น เพราะต้องขึ้นเขาไปเก็บเห็ดเพื่อนำไปขายในเมือง ทำให้ที่บ้านมีเพียงท่านแม่และน้องสาวเท่านั้น ปลายยามเฉิน ผู้ใหญ่บ้านหลี่เจี้ยนผิงก็พาชาวบ้านมาซ่อมรั้วบ้าน เมื่อซ่อมรั้วบ้านเสร็จแล้วถึงจะซ่อมบ้านเป็นลำดับต่อไป
หลินตงหยางยังคงขึ้นไปเก็บเห็ดหยางตู่ขาย ถึงแม้จะสามารถเก็บขายได้อีกเพียงสองครั้งแต่นับว่าแต่ละครั้งทำเงินให้เขามากกว่า สิบตำลึง หลังจากขายเห็ดครั้งสุดท้าย รั้วก็ถูกซ่อมจนเสร็จเรียบร้อยดี
หลังจากนั้นนายช่างที่รับผิดชอบซ่อมบ้านก็เริ่มลงมือซ่อมบ้าน เสริมคานบ้าน และต่อเติมห้องเก็บเสบียง เมื่อบ้านมั่นคงและแข็งแรงก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าคนบ้านซ่งจะมาระรานท่านแม่และน้องสาวของเขาได้อีก ในเวลาที่เขาไม่อยู่บ้าน ตราบใดที่ไม่เปิดประตู คนเช่นยายแก่ฉีกุ้ยเถียนย่อมไม่สามารถปีนรั้วเข้ามาได้อย่างแน่นอน
หลังจากซ่อมบ้านและรั้วเสร็จแล้วและจ่ายเงินค่าแรงไปเพียง 5 ตำลึงเท่านั้น เงินในมือยังเหลืออีก 30 ตำลึงซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการขายเห็ดหยางตู่สองครั้งสุดท้าย หลินตงหยางคิดว่าเขาควรหาเงินเพิ่มให้มากหน่อย อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อที่จะสามารถทำให้ท่านแม่และน้องสาวอยู่ดีกินดี หากเขามีเงินในมือมากหน่อยเขาสามารถไปเรียนที่โรงเรียนส่วนตัวในหมู่บ้านข้าง ๆ ได้
หลินตงหยางคิดว่าการแก้แค้นที่ดีที่สุดของเขา ที่ทำเพื่อเจ้าของร่างเดิมและท่านแม่กับน้องสาวนั้นไม่ใช่เพียงตบตีกับคนบ้านซ่ง แต่มันคือการที่ตัวเขาประสบความสำเร็จ เมื่อเขาขึ้นสูงเท่าไหร่ เขาก็จะบดขยี้มดปลวกตระกูลซ่งได้มากเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความร่ำรวยหรือแม้แต่การเป็นข้าราชการระดับสูง เขาตั้งใจว่าจะคว้ามันมาให้จงได้ เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้กลืนก้อนความเสียใจที่ทำกับเขาและท่านแม่เช่นนี้
“ตงหยางวันนี้ลูกจะขึ้นเขาอีกหรือไม่”
“ไปขอรับ จริงสิท่านแม่ เหตุใดคนถึงไม่ค่อยจับปลามากินกันเล่าขอรับ”
“นี่เจ้าลืมไปแล้วหรือ ปลาจับยากมากเพราะมันว่ายน้ำเร็วมาก อีกอย่างมีเพียงผู้ใหญ่เท่านั้นที่สามารถจับปลาได้ แต่น้อยมาก ยกเว้นนายพรานผู้ที่มีความชำนาญเท่านั้น แม่ไม่อนุญาตให้ลูกลงไปในแม่น้ำนะ ตอนนี้พวกเราไม่ได้ลำบากเพียงนั้นแล้ว เจ้าอย่าได้ทำอะไรที่ทำให้แม่เป็นห่วง หากเกิดอันใดขึ้นกับเจ้าแล้ว แม่กับน้องสาวของเจ้าจะทำเช่นไร เรามีกันเท่านี้นะลูก”
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้าทราบดีและไม่ทำอันใดที่ก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองเด็ดขาด ข้ายังอยากหาเงินให้มากและเข้าเรียนในโรงเรียนของหมู่บ้านข้าง ๆ ข้ายังอยากเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูง ๆ เพื่อที่จะให้ท่านแม่และน้องสาวอยู่อย่างสุขสบาย”
“ขอบใจเจ้านะ เป็นแม่เองที่ไร้ความสามารถ”
“ท่านแม่อย่าได้โทษตัวเองอีกเลย ท่านแม่ไม่ผิด ท่านเองย่อมรู้ดี คนที่ผิดหาใช่ท่านแม่ เพียงแต่เจ้าคนสารเลวผู้นั้น คนเช่นนั้นหากไม่อาศัยเส้นสายมีหรือจะเดินไปบนเส้นทางขุนนางได้ และเส้นสายก็ไม่ได้มีมากมายอันใด ก็แค่นายอำเภอตัวเล็ก ๆ ยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน ท่านแม่รอดูได้ ข้าจะทำให้พวกเขาได้รู้ว่าอะไรคือความรุ่งเรือง”
“แม่รู้ว่าลูกทำได้ เอาละจะขึ้นเขาก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะแดดร้อนเสียก่อน แล้วเจ้าจะกลับมากินมื้อกลางวันที่บ้านหรือไม่”
“ไม่ขอรับ ข้าว่าจะสำรวจป่าให้มากหน่อย อาจจะไปไกลมากกว่าเดิม ท่านแม่เตรียมข้าวให้ข้าเอาไปด้วยก็พอแล้วขอรับ และอย่าลืมปิดประตูลงกลอนให้ดีในตอนที่ข้าไม่อยู่”
“แม่รู้ เจ้าอย่าห่วงเลย วันนี้แม่กับน้องสาวของเจ้าจะช่วยกันขุดแปลงผักหลังบ้านจะได้ปลูกผักเพิ่มให้มากหน่อย”
“ขอรับ ท่านแม่อย่าทำให้ตัวเองต้องเหนื่อยเกินไป ข้ากลับมาจากบนเขาแล้วจะมาช่วย”
“ขอบใจเจ้ามาก”
“ท่านแม่ พี่ใหญ่ คุยอันใดกันเหตุใดพี่ใหญ่ยังไม่ขึ้นเขาอีกเจ้าคะ เช่นนั้นวันนี้ข้าไปกับพี่ใหญ่ดีหรือไม่ อย่างน้อย ๆ ข้ายังสามารถขุดผักป่าได้”
“วันนี้เจ้าอยู่ช่วยแม่ขุดแปลงผักที่บ้าน ไม่ต้องตามพี่ชายลูกขึ้นเขา”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
หลินตงหยางกลับเข้าบ้านเพื่อเตรียมของสำหรับขึ้นไปบนภูเขา ในตะกร้าไม้ไผ่มีพลั่วและเสียมอันเล็ก มีดสำหรับสับฟืน ข้าวสำหรับมื้อกลางวันและน้ำดื่ม ที่ลืมไม่ได้คือกระเป๋าผ้าแบบสะพายข้าง ที่เขาให้ท่านแม่เย็บขึ้นมาตามแบบที่เขาวาด และสุดท้ายคือธนูที่ซื้อมาพร้อมลูก
“ท่านแม่ น้องสาว ข้าไปก่อนนะขอรับ อย่าลืมปิดประตูให้แน่นหนาด้วย”
“พี่ใหญ่ขอให้ท่านโชคดีนะเจ้าคะ ได้สัตว์ป่ากลับมามากมาย”
“ขอบคุณน้องสาวที่อวยพร”
หลินตงหยางคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเขามีความสามารถเหมือนเช่นตัวละครในเกมที่เขาพัฒนามันจะดีมากขนาดไหน นอกจากตัวละครแต่ละตัวจะมีสมองอันชาญฉลาดแล้ว แต่ละอาชีพของตัวละครนั้นย่อมมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง อย่างน้อย ๆ มันจะช่วยเขาได้มากตอนนี้ หลินตงหยางหัวเราะให้กับความคิดอันไร้สาระของเขา มันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ เขาตายไปแล้วและได้โอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
การได้เกิดใหม่อีกครั้งนับว่าดีมากแล้ว แต่เขาไม่หวังว่าจะได้อะไรติดตัวมาพระเจ้าจะใจดีกับเขาขนาดนั้นเลยหรือ แต่จะว่าไป เขาก็มีความโชคดีอยู่บ้าง ในขณะที่หลินตงหยางเดินขึ้นไปบนภูเขา และหัวเราะให้กับความคิดอันไร้สาระของตัวเองอยู่นั้น ก็มีฝูงหมูป่าวิ่งมาด้วยความรวดเร็ว มันพุ่งมาทางเขา ด้วยความตกใจหลินตงหยางกระโดดหลับตาทันที แต่ดูเหมือนว่าเขาจะกระโดดสูงมากไปหน่อยทำให้ตอนนี้เขาขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ใหญ่ หลังจากที่ฝูงหมูป่าวิ่งผ่านไปแล้ว เขาถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองได้ขึ้นมาอยู่บนต้นไม้แล้ว
“เพ้ย ขึ้นมาได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะว่าเราตกใจก็ได้ ว่ากันว่าคนที่ตกใจมักทำอะไรโดยไม่คาดคิดเสมอ แล้วเมื่อกี้เราจะหลับตาทำไมกัน โธ่เอ๊ย น่าจะยิงหมูป่า”
ในตอนที่บ่นกับตัวเองอยู่นั้น บนต้นไม้ใหญ่ก็มีงูเหลือมขนาดใหญ่เลื้อยเข้ามาหาหลินตงหยาง และมันเลื้อยมาตรงหน้าของเขา จากนั้นก็หันมาแลบลิ้นสองแฉกของมันด้านหน้าหลินตงหยาง ด้วยความตกใจ ทำให้เขาตกลงมาจากต้นไม้ทันที และในตอนนั้นเอง ความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ได้เริ่มปรากฏออกมา เขาไม่เพียงแต่สามารถลงมายืนบนพื้นได้ด้วยความปลอดภัย แต่เขายังค้นพบว่าเขาสามารถใช้วิชาตัวเบาได้อีกด้วย หลังจากที่ลองใช้วิชาตัวเบาหลายครั้งจนแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน หลินตงหยางก็หัวเราะอย่างมีความสุข ในที่สุดพระเจ้าก็ฟังเสียงของเขา และมอบสิ่งดี ๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาให้กับเขาด้วย
เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวเองมีวิชาตัวเบา เขาก็เริ่มใช้มันทันที จากนั้นไม่นานก็มาถึงใจกลางของป่า ภูเขาแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มาก บริเวณนี้ยังมีเห็ดหยางตู่เกิดขึ้นอยู่จำนวนมาก นอกจากเห็ดหยางตู่แล้ว เขายังเก็บเห็ดหลินจือได้จากต้นไม้ที่ยืนต้นตาย ความสูงไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เมื่อเขามีวิชาตัวเบา เก็บเห็ดหยางตู่จนหมดแล้ว หลินตงหยางก็ออกเดินต่อทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสุขใจ