มิรันตีนอนคว่ำหน้าบนโซฟาดูซีรีส์แนวโรแมนติกของประเทศเกาหลีจากแท็บเลตแบรนด์ดังของตน พยายามหาสิ่งที่จะจดจ่อได้โดยไม่วนไปเปิดโซเชียลดูสถิติในแบบที่เคยทำ เธอตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมดของตัวเอง แม้จะเพลิดเพลินอยู่บ้างแต่ก็รู้สึกได้ถึงความไร้ค่าของตน
อยู่แบบนี้อาทิตย์สองอาทิตย์คงพอไหว แต่เดือนสองเดือนหรือมากกว่าคงทำไม่ได้
‘ฉันจะทำอะไรดี’
สุดท้ายมิรันตีก็ปิดซีรีส์พลิกตัวนอนหงายยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก ยอมรับว่าเธออยากไปสมัครงานที่ร้านกาแฟในไร่ชาที่พีรพลเป็นผู้จัดการและหุ้นส่วนอยู่ตามที่นิติพลแนะนำ อย่างน้อยหากสนใจทางนี้เธอก็ต้องเริ่มเรียนรู้
เสียงมือถือดังขึ้นหยิบมาดูเห็นว่าเป็นเบอร์ของนิติพลจึงกดรับ
‘โทษที เพิ่งหาเวลาโทรได้ อยู่คนเดียวเป็นไงบ้าง’
ชายหนุ่มถามทันที แม้จะน้ำเสียงระรื่นแต่มิรันตีก็รู้ว่าเพื่อนเป็นห่วง เพราะตอนนี้บ่ายสองกว่า อีกฝ่ายคงโทรทันทีที่เพิ่งเคลียร์งานช่วงเช้าเสร็จเพราะเข้าช้า
“แรกๆ ก็แปลกๆ แต่พอเริ่มซึมซับธรรมชาติสงบๆ เสียงนกเสียงลมพัดใบไม้ก็รู้สึกสบายใจเหมือนเดิม เหมือนตอนที่มีนายอยู่ด้วย”
‘อืม แล้วกินข้าวหรือยัง ไม่ลืมใช่ไหม’
“กินแล้ว”
เธอหลุดยิ้มออกมาที่เพื่อนถามราวกับเธอเป็นเด็ก
‘ถ้าเหงาก็โทรมาได้ตลอดนะ’
“ไม่ทำงานหรือไง ถึงว่างรอรับสายฉัน”
นิติพลถอนหายใจราวเบื่อหน่ายมาตามสาย การเป็นลูกชายเจ้าของบริษัท และผลการเรียนไม่ดีนักแต่กลับได้เลื่อนขึ้นจากพนักงานทั่วไปเป็นรองหัวหน้า หัวหน้า จนตอนนี้ได้ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายมาก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง ทำงานให้มีปัญหาน้อยที่สุด ยังดีที่นิติพลทำงานได้ดีเรียนรู้ได้เร็วต่างจากเวลาเรียนจึงค่อยๆ ลบคำสบประมาทไปได้
“ขอบใจมากนะ”
เธอบอกในสิ่งที่ยังไม่ได้บอกกับอีกฝ่ายในตอนอยู่ด้วยกัน
“ถึงจะลำบากใจหน่อย แต่นายก็พาฉันมาอยู่ในที่ดีๆ อากาศบริสุทธิ์ แล้วก็น่าพักผ่อนมากๆ ฉันรู้สึกสมองโล่งขึ้นเยอะ ไม่ค่อยกลับไปคิดเรื่องเครียดๆ เท่าไร”
‘ดีใจที่รันชอบ’
น้ำเสียงนิติพลดูดีขึ้นอย่างชัดเจน เธอจึงยิ้มกับตัวเอง ไม่อยากให้เพื่อนห่วงจนเกินไปเพราะอีกฝ่ายก็มีงานและชีวิตของเขา ส่วนเธอก็ต้องกลับไปยืนด้วยลำแข้งของตนให้ได้เหมือนเดิมเช่นกัน
คุยกันอีกไม่กี่ประโยคก็วางสาย จากนั้นมิรันตีก็นอนคิดเรื่องงานที่ร้านกาแฟว่าตนจะพูดกับพีรพลดีหรือไม่ อีกอย่างเธอยังไม่แน่ใจว่าสภาพจิตใจของตัวเองพร้อมรับมือกับความกดดันที่ต้องอยู่ใกล้ ชายหนุ่มแทบจะตลอดเวลาได้หรือยัง
ทว่าการเริ่มอะไรใหม่ๆ มีอะไรให้ทำ ให้ต้องใช้ความคิดและสมาธิจดจ่อก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ สมองว่างจนอาจกลับไปคิดถึงเรื่องไม่ดีได้ มิรันตีพยายามหลีกเลี่ยงภาวะซึมเศร้า เธออยากเข้มแข็งให้ได้ในเร็ววัน
หลังจากนอนคิดนั่นนี่ครู่ใหญ่หญิงสาวก็เผลอหลับไป
เสียงกุกกักที่ดังขึ้นตรงประตูทำให้มิรันตีสะดุ้งตื่นทว่ายังอยู่ในภวังค์กึ่งฝันที่กำลังถูกเงาดำทะมึนไล่ต้อน รอบด้านมืดไปหมด หญิงสาวลุกขึ้นนั่งพร้อมความมึนและปวดหัวทำให้ยังจับต้นชนปลายไม่ได้
ปัง
ประตูเปิดออกกระแทกผนังแม้เสียงไม่ดังทว่าร่างสูงที่เป็นเงาดำปรากฏขึ้นก็ทำเอามิรันตีผวาตกใจกรีดร้องขึ้นทันที
“กรี๊ดดด”
หญิงสาวหลับตาก้มหน้ากุมหัวอย่างไม่รู้จะหนีอย่างไร เธอกลัวบรรยากาศเงียบสงัดกับความมืดสลัว มันเหมือนห้องที่ผู้ชายคนนั้นพยายามดึงเธอเข้าไป มิรันตีกรีดร้องให้คนช่วยไม่หยุดจึงถูกผลักลงพื้นนั่งคร่อมทับ มือหนาตะปบปิดปากหากเธอก็ยังส่งเสียงในลำคอพร้อมดิ้นรุนแรง นั่นทำให้คนร้ายไม่สามารถปิดประตูได้กระทั่งคนอื่นมาช่วยเธอไว้ได้ในที่สุด
“รัน!”
เธอถูกคว้าตัวไปเขย่าและเสียงเรียกก็ทำให้หญิงสาวหยุดชะงักลืมตาจึงเห็นว่าไฟถูกเปิดแล้ว ความสว่างช่วยให้เห็นคนตรงหน้าชัด ใบหน้าคมเข้มที่ละลายใจตนให้ความรู้สึกปลอดภัยในทันใด มิรันตีโผเข้ากอดคออีกฝ่ายอย่างต้องการหนีจากความกลัวที่ฝังลึกในใจ
“พี่พี”
หญิงสาวกอดรัดลำคอหนาแน่นขณะตัวยังสั่นเทา เหงื่อท่วม เพราะความวิตกหวาดกลัวที่ยังฝังใจ มิรันตีมักเปิดไฟทิ้งไว้เสมอหากต้องกลับคอนโดหลังพระอาทิตย์ตกแล้ว ส่วนวันนี้เธอนอนนานเกินไปและผิดเวลาจึงฝันร้าย
ครู่หนึ่งพีรพลก็แกะแขนเธอโดยก่อนหน้านี้เขายืนนิ่งไม่โอบตัวหรือพูดปลอบใจแม้แต่คำเดียว
“รัน ปล่อยได้แล้ว”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ หากมิรันตีก็จับความรู้สึกได้ว่าไม่พอใจ เธอพยายามสงบสติตัวเองแล้วยอมปล่อยแขนลง เมื่อถอยเล็กน้อยร่างสูงใหญ่ที่โน้มตัวอยู่ก็ผละไปยืนห่างทันที
มิรันตีไม่ชอบท่าทางที่ดูรังเกียจตนของพีรพล ราวเธอฉวยโอกาสกับเขาทั้งที่ความจริงแล้วเธอกำลังกลัวต้องการที่พึ่ง ชายหนุ่มกลับทำเหมือนเธอจ้องจะงาบเขาตลอดเวลาอย่างนั้น
“ถ้าพี่พีไม่พอใจที่รันมาอยู่ที่นี่ก็น่าจะบอกกับน็อตไปตามตรงนะคะ”
พีรพลนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะส่ายหน้าราวเธอพูดเรื่องไร้สาระ
“พี่พีไม่ชอบรันอยู่แล้ว แค่ปฏิเสธหรือบอกน็อตไปตรงๆ ก็ได้นี่คะ จะได้ไม่ต้องลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย”
เธอรู้สึกปวดใจกับการแสดงออกของพีรพล เขาตีหน้าเฉยและแทบจะไม่พูดกับเธอนับแต่ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านเขา และมาตอนนี้ก็ยังแสดงทีท่ารังเกียจไม่ต้องการให้เธอเข้าใกล้ หญิงสาวไม่อยากทนอยู่ในบ้านที่เจ้าของปฏิเสธตนเอง
“รันจะเก็บของ”
บอกแล้วร่างอรชรก็ลุกพรวดขึ้นจะเดินหนีไปจากโซฟาแต่มือหนาฉุดแขนเธอเอาไว้
“นี่ อย่าทำตัวเป็นเด็กได้ไหม ใช้เหตุผลคุยกันสิ”
“รันเป็นเด็กตรงไหนคะ”
เธอหันกลับมาพูดเสียงดังขึ้นอย่างเหลืออด
“พี่พีไม่อยากให้รันอยู่ที่นี่ รันก็จะไป พี่พีก็จบปัญหา”
“แล้วพี่ก็จะมีปัญหากับน็อต”
เขายังเอ่ยน้ำเสียงเช่นเดิม
“แล้วทำไมต้องยอมตกลงด้วยล่ะคะ ยังไงน็อตก็บังคับพี่พีไม่ได้อยู่แล้ว”
“เพราะรันต้องการความช่วยเหลือไง แล้วน็อตก็เป็นห่วงรันมาก เรารู้จักกันมานาน ถึงจะไม่รู้ปัญหาส่วนตัวของรัน แต่น็อตบอกว่ารันต้องพักใจ สภาพจิตใจไม่ค่อยดี ถ้าพี่ปฏิเสธทั้งที่น้องชายขอร้อง น็อตก็คงมองว่าพี่ใจดำ”
มิรันตีไม่รู้ว่าจะหงุดหงิดที่เขาบอกว่าช่วยเพราะมนุษยธรรม หรือรู้สึกดีที่เขาพูดกับเธอยาวขึ้น
“แค่รันไม่ทำเหมือนเมื่อกี้ อยู่ให้ห่างๆ พี่ ต่างคนต่างอยู่ แต่พี่จะทำอาหารเอาไว้ให้ทุกวัน แค่นั้นก็ไม่มีปัญหา”
หญิงสาวกระตุกแขนตนที่เขาจับไว้ออกอย่างแรงทันที
“ค่ะ ขอบคุณมากที่เมตตาให้ที่ซุกหัวนอน ให้อาหารครบสามมื้อเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวนึง รันจะเชื่อง อยู่แต่ในที่ของตัวเองไม่เสนอหน้าออกมาให้พี่พีเห็นอย่างที่พี่ต้องการ”
มิรันตีพูดเสียงเครือขณะบังคับไม่ให้ตัวเองน้ำตาไหลออกมา เมื่อครู่นี้เธอตกใจกลัว ไม่ได้เสแสร้งแกล้งอ่อยเขาอย่างที่อีกฝ่ายเข้าใจ
“ไม่เห็นต้องพูดแรงอย่างนี้เลย”
“ก็พีพี่แรงก่อนทำไม พี่พีคิดว่ารันยั่วพี่พีเหรอ”
เธอเสียงดังขึ้นกว่าเดิม แล้วก็เห็นอีกฝ่ายถอนหายใจด้วยท่าทางระอา
“พี่รู้ว่ารันกับน็อตเลิกกันแล้ว...”
“ใช่ค่ะ เราเลิกกันแล้ว แต่เมื่อกี้รันตกใจ รันกลัว รันฝันร้าย รันแค่กลัวไม่ได้ยั่ว ไม่ได้จะกระโดดตะครุบพี่พี เข้าใจไหม”
มิรันตีตะโกนออกมาพร้อมน้ำตาไหลอาบแก้มแล้วสะบัดหน้าวิ่งหนีเข้าห้องตัวเองไป