ช่วงเที่ยงของวันถัดมาผมมากินข้าวที่โรงอาหารตามปกติในโต๊ะมีกลุ่มเหมือนเดิมแล้วก็มีเพื่อนห้องผมด้วย ผมอยู่ห้องมอสี่ทับหนึ่งห้องนี้มีผู้ชายประมาณเก้าคนนอกนั้นเป็นผู้หญิงหมด คนที่มานั่งด้วยเป็นกลุ่มผู้หญิงในห้องเพราะว่าโรงอาหารคนเยอะ
“น้องแอมป์ใช่มั้ยคะ” ระหว่างที่ผมกำลังตักข้าวเข้าปากอยู่นั้นก็มีคนเรียก “ที่ช่วยเพื่อนพี่เมื่อวาน”
เงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นพี่ผู้หญิงคนเมื่อวาน ถ้าจำไม่ผิดที่ไอ้ปาร์คบอกว่าชื่อพี่มินใช่มั้ยนะ ส่วนอีกคนไม่ใช่พี่โบว์คนนั้นแต่เป็นพี่พาลินญาติของไอ้ธีร์ผมเคยเห็นพี่เขาคุยกับมันตอนเปิดเทอมวันแรก
“ครับ?” ผมรับคำพร้อมกับเลิกหัวคิ้วขึ้น ในมือของพี่มินมีแก้วน้ำอัดลมสองแก้วหนึ่งแก้วดูดไปแล้วอีกหนึ่งแก้วยังไม่พร่องลงไป
“โบว์ฝากมาให้” ว่าแล้วก็วางแก้วน้ำที่ยังไม่ถูกดื่มไปลงให้ผม “โบว์คือคนที่น้องช่วยบังลูกบอลเมื่อวานไง โบว์บอกว่าอยากตอบแทน”
ว่าจบพี่เขาก็บุ้ยหน้าทางโต๊ะหนึ่งที่อยู่ทางด้านซ้ายของผมเธอนั่งอยู่กับเพื่อนอีกหนึ่งคนที่ผมยังไม่รู้จักชื่อเธอกำลังคุยกับเพื่อนของเธออยู่ไม่ได้หันมาทางผม ในตอนนั้นผมเป็นเธอยิ้มด้วย
ทำไมยิ้มได้โลกสดใสแบบนี้วะ?
“ขอบคุณครับ” ผมค้อมหัว “แต่ฝากไปบอกพี่โบว์ได้มั้ยครับว่าถ้าเอามาให้เองคงจะดีกว่านี้”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่จะบอกให้นะ” เป็นพี่พาลินที่เป็นคนเอ่ยออกมาพร้อมกับใบหน้ายิ้มกริ่มราวกลับว่าอยากจะแกล้งเพื่อนของตัวเองยังไงอย่างนั้น
ดูท่าแล้วเพื่อนของพี่โบว์คนนั้นน่าจะอยากทำอะไรสักอย่างแน่ๆ
“แต่ว่าวันนี้ก็กินที่พี่เอามาให้ไปก่อนแล้วกัน” พี่มินเป็นคนพูดต่อผมเลยค้อมหัวอีกครั้งก่อนที่พี่สาวสองคนจะเดินจากไป ผมมองไปยังพี่โบว์อีกครั้งจังหวะนี้ได้สบตากับเธออีกแต่เสี้ยววิเธอก็ต้องหลบตาไป
“ดูออกแหละว่าพี่โบว์ไม่ได้อยากจะคุยกับมึง” ไอ้ปาร์คที่นั่งอยู่ข้างกันเอาไหล่มากระแซะผม “แต่ไหนบอกว่าไม่อยากจะจีบเขาแล้วทำไมต้องบอกเขาเอามาให้เอง”
“กูช่วยเขาถ้าจริงใจจริงๆก็ต้องเอามาให้เองดิ” จังหวะที่สบตากับไอ้ธีร์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามมันมองผมด้วยสีหน้าค่อนข้างว่ามันจะจับไต๋ผมได้
อันที่จริงพี่โบว์น่ารักดีนั่นแหละ ตัวหอมด้วย ผมน่ะนึกถึงตัวหอมๆของพี่เขาทั้งคืนเลยนะ
หลังเลิกเรียนวันเดียวกันผมนั่งอยู่ริมสนามบาสดูไอ้ธีร์กับไอ้ปาร์คเล่นบาสตัวผมไม่ค่อยชอบเล่นบาส ชอบเตะบอลมากกว่าเลยได้แต่นั่งเล่นเกมส์รอพวกมัน จริงๆแม่บ่นให้ผมไปลงเรียนพิเศษไว้หน่อยแต่ผมขี้เกียจอยู่เอาไว้ค่อยเรียน
“น้องคะ” ประมาณห้านาทีถัดมาน้ำเสียงละมุนหูก็ดังมาทางด้านข้าง เงยหน้าดูปรากฏว่าเป็นพี่โบว์เธอยืนอยู่ข้างผมพร้อมกับถุงหูหิ้วแบบใสที่ด้านในมีชานมไข่มุกร้านหน้าโรงเรียนอยู่ด้วย
“ครับ” ผมเลิกคิ้วก่อนจะกระโดดลงจากสแตนที่นั่งอยู่ที่ชั้นสองลงไปยืนที่พื้นกับเธอ พี่โบว์ขยับถอยห่างทันทีตอนที่ผมกระโดดลงไปถึงพื้น บางครั้งเธอก็ดูขี้กลัวเกินไปนิด
“พี่เอาชานมมาให้ ที่น้องฝากพาลินกับมินไปบอก” ว่าจบก็ยื่นถุงชานมไข่มุกในมือให้ผม “พี่ไม่รู้ว่าน้องชอบกินอะไรเลยสั่งเมนูปกติมาให้”
“อ้อครับ ผม “ชอบ” แบบปกติพอดีขอบคุณนะครับ” ผมรับมาจังหวะที่ผมยื่นมือไปรับปลายนิ้วผมสัมผัสกับผิวมือเธออย่างเฉียดฉิว เธอเม้มปากตอนมือเราสัมผัสกันไม่ทันที่ให้ผมได้พูดอะไรต่อไปเธอก็เป็นคนพูดก่อน
“พี่ไปนะคะ” ว่าจบเธอก็เดินหันหลังไปเหมือนจะเดินเร็วมากเลยนะนั่น
หลังจากวันนั้นไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรผมถึงได้เจอเธอบ่อยๆแบบว่าเดินสวนกันที่โรงอาหาร เดินสวนกันตอนเปลี่ยนคาบเรียนแล้วก็เจอเธอตอนเลิกเรียนตลอด
เวลาเข้ามาอยู่ในรัศมีวงโคจรเพื่อนเธอจะชอบสะกิดให้มองแต่เธอก็แค่มองมาเพียงนิดหน่อยแล้วหันหนีไปทางอื่น ระหว่างนั้นผมได้รับรู้จากไอ้ธีร์ว่าพี่โบว์เรียนเก่งมากไม่เคยมีแฟนและก็คงไม่คิดจะมีเร็วๆนี้
มันยังเล่าอีกว่าเธอจะสอบเข้าคณะแพทย์เลิกเรียนชอบไปกินขนมกับเพื่อนแล้วก็ไปเรียนพิเศษต่อ
การเจอกันบ่อยเข้าทำให้ผมได้สังเกตเธอ พี่โบว์ไม่ใช่คนสวยแบบดาเมจในครั้งแรกที่เจอเหมือนพี่พาลินญาติไอ้ธีร์ ไม่ใช่คนน่ารักมากจนเผลอหยุดมองแบบพี่มิน ไม่ได้สวยเฉี่ยวแบบพี่แจนเพื่อนอีกคนของเธอที่ผมไม่เคยคุยด้วย
เธอมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและมีเซ็กซ์แอพเพียลสูงมาก คือหมายถึงแรงดึงดูทางเพศน่ะ สบตาแล้วใจสั่นเลย สามารถมองได้เพลินและมองได้ไม่เบื่อ เธอผิวขาวตัวเล็กและดูนุ่มนิ่มยิ้มทีโลกสดใส
แต่เสียอย่างเดียวเวลาเจอกันเธอไม่ค่อยสบตาผมดูไม่ค่อยอยากจะยุ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่รู้มั้ยยิ่งทำแบบนี้ยิ่งอยากจะเข้าใกล้
End Amp Raveekarn talk
Bow Chanthakarn talk
“นั่นกลุ่มพวกน้องธีร์ญาติพาลินนี่นา” มินที่เดินคล้องแขนฉันก็พูด “หล่อมาดแมนกันหมดเลย ขาเรายื่นเข้าคุกข้างนึงแล้วนะกำลังเดินมาทางนี้แล้วด้วย”
มีน้องธีร์ก็ต้องมีน้องแอมป์ใช่มั้ย สมองสั่งให้ไม่สนใจแต่สายตากลับมองไปยังต้นทางที่มินเอ่ยถึง
กลุ่มผู้ชายสามคนกำลังเดินข้ามถนนมาฝั่งนี้ทั้งสามคนแต่งตัวไม่ค่อยถูกระเบียบ วินาทีที่กำลังพิศมองและสำรวจพวกเขาอยู่นั้นฉันสบตากับคนที่อยู่ตรงกลางที่ชื่อว่าน้องแอมป์
จะว่าไปตั้งแต่วันนั้นฉันก็ดูจะเจอกับเขาเรื่อยๆแต่ฉันเลือกที่จะเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงเขาก่อนตลอด
ในบรรดาสามคนนั้นที่ฉันเคยเจอน้องปาร์คเพราะตอนมอสามน้องเขาอยู่ชมรมเดียวกับฉัน
แต่น้องธีร์กับน้องแอมป์เข้ามาตอนมอสี่ฉันไม่ได้รู้จักมักคุ้นเลย ให้พิจารณารายบุคคลฉันเคยเจอน้องปาร์คมากที่สุดในบรรดาสามคน น้องปาร์คดูเฟรนด์ลี่ที่สุด ส่วนน้องธีร์ญาติของพาลินเพื่อนฉันก็ดูจะเป็นคนเงียบๆฉันเคยสบตากับน้องเขาหนึ่งครั้งตอนวันเปิดเทอมพาลินแนะนำให้รู้จัก เขาดูเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็งเลย
ส่วนอีกคนคือน้องแอมป์เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแค่ได้ใกล้ชิดหนึ่งครั้งคือตอนที่น้องเขาช่วยฉันจากลูกบอลที่กำลังจะโดนตัว ส่วนตอนที่ฉันเอาชานมไข่มุกไปให้ไม่นับว่าใกล้ชิด น้องเขาดูไม่ได้พูดเยอะเหมือนน้องปาร์ค ถึงจะดูนิ่งแต่ไม่ได้เท่าน้องธีร์
สามคนนั้นน้องปาร์คดูเป็นคนมีสายตาแพรวพราวดูเจ้าชู้แบบโจ่งแจ้งแบบบอกไม่ถูกแล้วก็ดูเข้าถึงง่ายสุด น้องธีร์สายตาเขาเยือกเย็นและบุคลิกก็เหมือนสายน้ำลึกที่ไม่สามารถอ่านออกได้
น้องแอมป์คือครึ่งหนึ่งระหว่างสองคนนั้นแต่สายตาเขาเวลาได้สบตากลับดูเหมือนจะร้อนแรงในบางทีจนฉันไม่ค่อยอยากจะสบตา เพราะสบตาทีไรดูเหมือนถูกขนนกบางเบาพัดโดนหัวใจเลย
เขาอยู่มอสี่อายุก็คงประมาณสิบห้าสิบหกแต่สายตาเขานั้นชวนให้วูบวาบไปทั้งตัว แถมยังดูมีชั้นเชิงมากทีเดียวเลยล่ะ เป็นคนที่ดูจะอ่านออกง่ายๆก็ไม่ใช่ จะยากก็ไม่เชิง
“น้องแอมป์มองมาทางนี้ ถ้าเดาไม่ผิดมองโบว์แน่” มินที่เดินอยู่ข้างๆก็ดูจะยุไม่หาย พูดตรงๆตั้งแต่คราวที่น้องช่วยฉันในวันนั้นเพื่อนก็ชงไม่เลิก
“ไม่ใช่หรอกมั้ง” ในตอนนั้นเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียนพอดีฉันเลยจูงแขนมินให้รีบเดินเข้าประตูไปด้วยกันก่อนที่น้องสามคนนั้นจะเดินมาถึงตัวเรา ฉันไม่อยากเจอน้องแอมป์ไม่อยากสบตากับเขา มันทำให้ฉันมีจังหวะการเต้นที่แปลกประหลาดไป
น้องเขาไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น ฉันมีเพื่อนผู้ชายในห้องเคยใกล้ชิดแต่ไม่ได้รู้สึกพิเศษ ฉันยังไม่เคยใจสั่นกับผู้ชายคนไหน ยังไม่เคยมีแฟนประสบการณ์ด้านความรักเป็นศูนย์