“ไม่ใช่หรอกมั้ง” ในตอนนั้นเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียนพอดีฉันเลยจูงแขนมินให้รีบเดินเข้าประตูไปด้วยกันก่อนที่น้องสามคนนั้นจะเดินมาถึงตัวเรา ฉันไม่อยากเจอน้องแอมป์ไม่อยากสบตากับเขา มันทำให้ฉันมีจังหวะการเต้นที่แปลกประหลาดไป
น้องเขาไม่เหมือนผู้ชายคนอื่น ฉันมีเพื่อนผู้ชายในห้องเคยใกล้ชิดแต่ไม่ได้รู้สึกพิเศษ ฉันยังไม่เคยใจสั่นกับผู้ชายคนไหน ยังไม่เคยมีแฟนประสบการณ์ด้านความรักเป็นศูนย์
ฉันเคยมีคนเข้ามาคุยแต่ไม่สามารถเข้ากับฉันได้เพราะเขาบอกว่าฉันเอาแต่เรียน ฉันน่าเบื่อเพราะเลิกเรียนแล้วก็ไปเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์ก็ไปเรียนพิเศษ จริงๆฉันก็อยากจะเป็นแบบเด็กคนอื่น แต่คิดว่าการที่ฉันทำได้ดีแล้วแม่มีความสุขนั่นแหละฉันเลยเลือกที่จะสนใจเรียนมากกว่า
“จันทรกานต์นี่มีพรสวรรค์มากเลยนะ” คุณครูอรอุมาครูสอนวิชาทัศนศิลป์บอกกับฉันทำให้ฉันยิ้มตอนที่ส่งงานวาดภาพล้อเรียนให้กับครูดู “น้ำหนักแล้วก็การลงเส้นค่อนข้างดีทีเดียว”
“จริงด้วยค่ะครู สวยมากเลย” แจนที่เดินมาส่งงานตามหลังฉันก็ชมฉันเองก็ยิ้มไม่หุบ
“เสียดายนะ ถ้ามาอยู่ชมรมกับครูครูจะฝึกให้ปังกว่านี้แน่นอน” ฉันแอบขำกับคำว่าปังของครู
มันค่อนข้างเป็นเกียรตินะที่ครูพูดแบบนี้ ครูอรอุมาวาดรูปสวยมากจบปอ.โท เกี่ยวกับการวาดจากฝรั่งเศษด้วยแถมยังเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระศิลปะอีก จริงๆฉันอยากจะอยู่ชมรมนี้เคยเลือกไว้เป็นอันดับสองอันดับหนึ่งให้ชมรมชีววิทยาเพราะแม่อยากจะให้เข้า
ฉันคาดหวังว่าตอนสมัครครูจะไม่รับฉัน ฉันจะได้เข้าชมรมวาดภาพแต่มันเป็นฝันที่ไม่กล้าฝันน่ะ
“ขอบคุณค่ะครู” ฉันไหว้อย่างนอบน้อมและเห็นว่าครูเขียนคะแนนให้ฉันคือเก้าจุดห้าเต็มสิบเลย
“เด็กๆ” สำหรับใครที่ยังไม่เสร็จครูให้เวลาถึงพรุ่งนี้เย็นแต่ขอหักคะแนนให้ได้มากสุดแค่แปดนะคะ คุณครูอรบอกกับเพื่อนๆมีประมาณครึ่งนึงเลยที่ยังไม่เสร็จ ห้องฉันเป็นสายวิทย์น่ะนะไม่ค่อยมีใครเก่งวาดภาพเท่าไหร่ “ที่ให้เต็มไม่ได้เพราะว่าต้องยุติธรรมหรับเพื่อนที่ส่งตามเวลานะคะ”
“ครับ / ค่ะ” เพื่อนๆรับคำส่วนฉันเองก็ก้มมองดูเวลาเรียนวิชานี้เสร็จต้องไปเข้าชมรมต่อ
“สำหรับงานชิ้นสุดท้ายที่เป็นภาพเหมือนอย่าลืมนะคะว่าต้องส่งก่อนสอบไฟนอล” สิ้นเสียงครูอรสัญญาณหมดชั่วโมงเรียนก็ดังทำให้เราออกมาจากห้อง
“เราไปเข้าชมรมก่อนนะเสร็จแล้วเจอกัน” แจนโบกมือลาเพื่อน แจนน่ะอยู่ชมรมวงโยฯ ส่วนพาลินกับมินถูกอาจารย์ขอให้ไปอยู่ชมรมภาษาอังกฤษฉันเองก็ถูกครูกักตัวไว้ลำดับหนึ่งในการอยู่ชมรมชีววิทยามาตั้งแต่มอสี่เทอมสอง
ในช่วงที่กำลังเดินจากตึกศิลปะไปตึกวิทยาศาสตร์สองสำหรับทำวิชาปฏิบัติการฉันก็เหมือนจะได้เจอกับน้องสามคนนั้นกำลังจะเดินสวนมา คือหมายถึงน้องธีร์น้องปาร์คแล้วก็น้องแอมป์น่ะ จะทำยังไงดีล่ะฉันไม่เคยเจอน้องสามคนนี้แบบคนเดียวเลย อย่างน้อยก็ได้อยู่กับเพื่อนประมาณหนึ่งคน
ในตอนนั้นฉันเองพยายามจะไม่มองแต่พอทำแบบนั้นกลับเหมือนถูกแกล้ง น้องแอมป์เดินมาดักทางฉัน พอฉันจะไปซ้ายเขาก็ย้ายตามพอฉันจะเลี่ยงไปขวาเขาก็ย้ายตามอีก
“เอ๊ะ” ฉันส่งเสียงไม่ดังมาและหยุดอยู่กับที่แถมจ้องหน้าน้องเขาด้วยแต่อย่างหนึ่งที่ไม่ทำคือสบตาฉันน่ะไม่กล้าเลยจริงๆนะ
“ไอ้แอมป์อย่าไปแกล้งพี่เขา” ดูแล้วน่าจะเป็นเสียงน้องปาร์ค
“อยากทักทาย” เสียงคนตรงหน้าเอ่ยส่วนฉันก็สตั้นอยู่ แต่ถ้าอยากทักทายทำไมต้องทำแบบนี้ล่ะ
“หลีกทางได้มั้ยคะ” ฉันเป็นคนพูดอีกตอนมองหน้าก็เห็นว่าน้องเขายิ้มด้วยนะ ยิ้มอะไรของเขา
“ได้สิครับ” ถึงรับคำแต่ก็ไม่ยอมถอยห่างประมาณชั่วหนึ่งอึดใจเขาก็พูดต่อ “สวัสดีครับพี่โบว์”
“อ่า ค่ะ” พึ่งรู้แฮะว่าทักทายแบบนี้ก็ได้ด้วย “พี่ไปนะ”
เพราะตอนอยู่ต่อหน้าน้องแอมป์มีรังสีความร้อนแรงแปลกๆฉันจึงไม่อยากจะอยู่ใกล้นาน เลยเลือกที่จะเดินผ่านไปจากตรงนั้นแถมยังไม่กล้าจะหันกลับมาเสียด้วย
หลังจากเลิกเรียนวันนี้ฉันไม่มีเรียนพิเศษไปกินชานมไข่มุกร้านหน้าโรงเรียนเสร็จแล้วก็แยกกัน วันนี้พี่ชายฉันบอกว่าจะมารับเพราะงั้นเลิกเรียนแล้วฉันจึงยังคงนั่งคอยอยู่หน้าโรงเรียนอยู่เลย
พี่บอสพี่ชายของฉันยืนหนึ่งเรื่องความไม่ตรงเวลากับคนอื่นแต่กับฉันเขาจะตรงเวลาเสมอวันนี้เขาแชทมาบอกว่าจะมารับตอนห้าโมงสิบห้าและตอนนี้ก็เหลืออีกสิบห้านาทีแล้ว
พี่ชายฉันเรียนอยู่วิศวะมหาวิทยาลัยดังแห่งหนึ่งแม่ชอบบอกว่าเขาไม่เอาไหนแต่เขาเรียนเก่งมากนะ ถึงจะภาพลักษณ์จะดูนักเลงแล้วก็ดูเป็นเสือผู้หญิงมากก็เถอะ เขาไม่เคยพาผู้หญิงมาบ้านแต่ฉันรับรู้ว่าเขาเปลี่ยนผู้หญิงบ่อยแค่ไหน เวลาห้าโมงสิบห้าเป๊ะเขาก็ควบบิ๊กไบต์คันโปรดมาจอดที่ถนนด้านหน้าฉัน
“ขึ้นรถเลยน้องสาว” ฉันแอบขำกับคำพูดของเขาแต่ก็ยอมขึ้นรถแต่โดยดี ตอนที่รับหมวกกันน็อคใบใหญ่ที่เขาเอามาด้วยก่อนที่กระจกจะปิดลงฉันได้สบตากับใครบางคนที่อยู่ตรงโรงจอดรถด้านในรั้วโรงเรียนพอดี คือโรงเรียนฉันจะทำโรงจอดรถไว้ติดด้านหน้ารั้วน่ะนะ
ถามว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ตอบเลยว่าคนนั้นคือน้องแอมป์นั่นเอง เขามองมาทางนี้ฉันได้สบตากับเขาอีกครั้งก่อนที่พี่ชายจะหันมาพูดด้วย
“วันนี้แม่กับพ่อไปงานกลับดึกเราไปกินข้าวข้างนอกก่อนแล้วค่อยกลับมั้ย” พี่ชายสุดน่ารักของฉันเอนหน้าหันมาถาม
“ได้ค่ะ” ฉันตอบรับก่อนที่พี่บอสจะขับรถออกไปจากตรงนั้นและฉันก็ไม่เห็นน้องแอมป์อีก
พี่บอสพาฉันมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านมหาวิทยาลัยเขา เขาบอกว่าจะมีเพื่อนมานั่งด้วยปกติแล้วฉันไม่เคยเจอเพื่อนพี่ชายเพราะพี่ชายฉันบอกแนวขี้หวงและเขาบอกว่าเพื่อนเขาไม่ควรเจอฉันเพราะเดี๋ยวเพื่อนเขาจะมายุ่มย่ามกับฉันแต่วันนี้แปลกแฮะ
“โบว์ นี่เค้ก เพื่อนพี่เอง” ที่แท้เพื่อนที่ว่าคือผู้หญิงนี่เอง “เค้กนี่โบว์น้องสาวเค้า”
แทนตัวว่าเค้าแบบนี้ไม่เข้ากับหน้าเลยนะคะพี่ชาย บอกว่าแฟนก็บอกเถอะอย่ามาเพื่อนเลยดูออก
“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ตามที่ควรจะเป็น พี่เค้กที่พี่ชายฉันแนะนำให้คือพูดตามตรงว่าสวยมาก เธออยู่ในชุดนักศึกษาพอดีตัวแต่เกือบจะรัดกระโปรงทรงเอสั้นเหนือเข่า ดูแล้วหุ่นดีมากแต่งหน้าไม่จัดแต่ก็ไม่เบา ผมยาวถึงเอวถูกม้วนเป็นลอนกำลังดีเลย รวมๆแล้วสวยมาก
ดูเป็นคนมีความมั่นใจจัง ถ้าไปมหาลัยฉันก็อยากจะแต่งแบบนี้แต่กลัวแม่จะไม่ให้
“สวัสดีค่ะ” เธอรับไหว้ฉันตามด้วยนั่งลงข้างพี่บอส “บอสเคยเล่าให้พี่ฟังบ่อยๆแล้วก็เคยเห็นแต่ในเฟส ตัวจริงน่ารักมากเลยนะ”
“น้องน่ารักแล้วเค้าน่ารักมั้ย” เอ่อ พี่คะ คราวหลังเอาน้องไปส่งบ้านแล้วค่อยมาก็ได้ถ้าจะขนาดนี้
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่อนข้างดีฉันไม่ค่อยพูดอะไรถ้าถามก็ตอบแต่พี่ชายฉันกับพี่เค้กดูจะหงุงหงิงกันมากอยากจะกรอกตาจริง พี่ชายฉันโหมดอยู่บ้านกับอยู่กับสาวคนละแบบเลย
หรือผีจะเข้าเขานะ เจ้าผีร้ายคายพี่ชายเราออกมาเดี๋ยวนี้เลย...
วันถัดมาเป็นวันศุกร์ฉันยืนอยู่หน้าที่เรียนพิเศษแห่งหนึ่งย่านนี้มีสถาบันสอนพิเศษตั้งเรียงรายอยู่หกเจ็ดแห่งด้วยกันเด็กโรงเรียนฉันเรียนแถวนี้เยอะรวมถึงโรงเรียนชายล้วนแล้วก็โรงเรียนรัฐแถวๆนี้ด้วย
“พี่โบว์ครับ” ฉันหันซ้ายไปตามเสียงเรียกพบคนที่ไม่อยากจะเจอเท่าไหร่ยืนอยู่ หมายถึงน้องแอมป์นั่นแหละ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายถึงว่าไม่ชอบหน้าหรือรังเกียจเขานะ
แต่แบบน้องเขามีรังสีแปลกประหลาดที่เวลามองตาแล้วกลับใจเต้นแรงน่ะ
“ค...คะ” ฉันขยับตัวถอยหลังครึ่งก้าวตอนที่เห็นเขา น้องแอมป์อยู่ในชุดนักเรียนไม่ถูกระเบียบนักแขนซ้ายหนีบกระเป๋านักเรียนเอาไว้มือหนึ่งก็ถือหนังสือจากโรงเรียนสอนพิเศษข้างๆกัน
“มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ” เขาถามฉันแล้วก็ยกยิ้มให้เป็นรอยยิ้มที่มีเลศนัยชอบกลแฮะ
อย่างที่ฉันเคยพิจารณาน้องแอมป์น่ะถึงจะไม่ได้มีนิสัยเฟรนด์รี่ขี้เล่นแบบน้องปาร์คแต่ก็ไม่ได้ดูเงียบเกินไปแบบน้องธีร์เขาดูจะครึ่งๆระหว่างเพื่อนสองคนนั้น แต่ก็ยังดูพูดน้อยในสายตาฉันอยู่ดีการที่เขา “ทักทาย” ฉันเมื่อวันก่อนมาน่างงมาก แถมยังจะวันนี้อีก
“ไม่ตอบ” เขาพึมพรำตอนมองฉันและฉันก็ไม่ตอบเขานั่นแหละ
“รอที่บ้านมารับค่ะ” จริงฉันไม่ได้จะไม่ตอบเขาแต่แค่ยังงงอยู่น่ะนะ
“อ่า ครับ” หลังจากฉันตอบเขาก็รับคำแล้วยกยิ้มพอตอบแล้วฉันก็ไม่ได้พูดอะไร
เราสองคนยังยืนอยู่ที่เดิม ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในตอนนั้นทำไมถึงได้ไม่ถามอะไรออกไปจนกระทั่งก้มดูมือถือเห็นว่าพี่บอสแชทมากหาแล้วและบอกว่าใกล้จะถึงแล้ว
“พี่โบว์” ฉันละความสนใจจากมือถือไปมองคนถามอีกครั้งพร้อมกับคิ้วที่เลิกขึ้น “จะเป็นอะไรมั้ยถ้าเกิดว่าผมถามว่าผู้ชายคนเมื่อวานมารับพี่คือแฟนพี่เหรอครับ”
“หืม” ฉันเอียงหัวเล็กน้อยและนึกย้อนไปถึงเมื่อวานก็คงจะมีแค่พี่บอสคนเดียวนั่นแหละ “คือ..”
“โบว์” จังหวะเดียวกันนั้นรถบิ๊กไบต์คันเดิมก็มาจอดด้านหน้าพี่บอสเปิดกระจกของหมวกกันน็อคขั้นและเรียกฉันทำให้ฉันละความสนใจไป “ขึ้นรถได้แล้ว”
“คนนี้พี่ชายพี่ ไม่ใช่แฟนค่ะ” ฉันตอบเขาก่อนจะเลือกจะเดินขึ้นรถไป แบบที่ไม่กล้าจะหันมามองอีก อย่างที่บอกนั่นแหละฉันไม่กล้าสบตาน้องแอมป์น่ะ
วันต่อมาซึ่งเป็นวันศุกร์ประมาณห้าโมงเย็นฉันกับเพื่อนทั้งสี่ออกมาจากร้านชานมเป็นจังหวะเดียวที่น้องธีร์ได้ข้ามถนนมาถึงพวกเราและหยุดตรงหน้าฉัน
“อ้าวน้องธีร์ มีอะไรเหรอ” พาลินที่เป็นญาติเป็นคนเอ่ยทักก่อน น้องธีร์ละสายตาจากฉันไปมองพาลินที่ยืนอยู่ข้างแจนก่อนจะเอ่ย
“พอดีมีธุระกับพี่โบว์ครับ” ฉันเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย จำได้ว่าเราแค่เห็นหน้ากันผ่านๆมีผงกหัวทักบ้างตอนเจอฉันเวลาอยู่กับพาลินแต่ก็ไม่ได้มีอะไรที่เป็นธุระต่อกันนี่นา ถ้าเป็นว่ามีธุระกับพาลินก็คงจะพอเข้าใจได้แต่กับฉัน กับฉันเนี้ยนะ
“ธุระอะไรเหรอ” เพราะบุคลิกของน้องเขาดูจะไม่ใช่คนพูดเก่งตอนน้องมองฉันสายตาเยือกเย็นทำให้ฉันแอบจะเกร็งนิดหน่อย
“เพื่อนผมอยากคุยกับพี่ครับ” ว่าจบก็บุ้ยหน้าไปทางฝั่งหน้าโรงเรียนที่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถบิ๊กไบต์สีดำคันนั้นแล้วด้านข้างก็มีอีกคันเป็นสีน้ำเงินเข้าใจได้ว่าเป็นรถน้องธีร์เพราะเคยเห็นเขาขับออกมาจากโรงจอดรถหนึ่งครั้งเมื่อนานมาแล้ว
เด็กผู้ชายคนนั้นคือน้องแอมป์นั่นเอง
“ยังไงคะ” ฉันยังไม่ได้กระจ่างขนาดนั้นรู้สึกคอแห้งมากถึงแม้ว่าจะพึ่งดื่มชานมไข่มุกมาก็เถอะ
“ถ้าพี่ยังไม่มีแฟนเพื่อนผมอยากจะคุยกับพี่น่ะ”