วันนี่ที่ตึกสำนักงานของฉันวุ่นวายกว่าวันไหน ๆ เพราะผู้อำนวยการ(ผอ.) ถึงกับลงมาในแผนกด้วยตนเอง เพื่อฟังข้อสรุปที่ได้จากการแกะรอยแฮกเกอร์ เนื่องจากท่านต้องนำไปชี้แจงให้รัฐบาลต่อไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และการดำเนินการจับกุมแฮกเกอร์ที่เพิ่งจับได้เช้านี้
“เก่งมาก คุณเรนนี่ สมแล้วที่ผมไว้วางใจคุณให้ดูสำนักงานนี้” ผอ. ที่นั่งอยู่บนโต๊ะหันมาเอ่ยชมฉัน และคนอื่น ๆ ก็ปรบมือกันเกลียว ให้ตายเถอะฉันไม่อยากได้คำชมฉันอยากได้วันหยุด
“ไม่หรอกค่ะท่าน ที่ผลลัพธ์ออกมาได้ดีขนาดนี้เป็นเพราะทุกคนในสำนักงานร่วมมือการสืบค้นไม่ได้หลับไม่ได้นอน โหมงานหามรุ่งหามค่ำ จนไม่ได้พักผ่อน เวลาลายังไม่มี จะนอนก็นอนได้ไม่เต็มที่ กินข้าวลงท้องทีก็ต้องวิ่งมาทำงานต่อค่ะ” ฉันพรั่งพรูคำพูดออกมาแบบไม่เว้นวรรคให้ได้พักหายใจ ทุกคนในห้องเงียบฉี่ มองฉันเป็นจุดเดียว ใบหน้าแสดงออกว่าเหวอกับคำพูดฉันขนาดไหน ที่กล้าพูดต่อหน้า ผอ. ขนาดนี้
“ฮ่า...” เสียงผอ.หัวเราะดังลั่น เอาจริงที่ฉันกล้าแบบนี้ เพราะแท้จริงแล้วเขาคือพ่อบุญธรรมของฉันไงล่ะ
ฉันกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก ถูกกลุ่มค้ามนุษย์ส่งขายไปยังต่างประเทศ ใช้ชีวิตต่างแดนระหกไปมาหนีเอาตัวรอดหัวซุกหัวซุน ดีหน่อยที่ได้กลุ่มเพื่อนที่มีอิทธิพลฉุดขึ้นมาให้ยืนในประเทศนั้นได้ แต่มันก็เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่จีรังเท่าไหร่ เพราะเกิดเรื่องระหว่างฉันกับคนในแก๊งคนหนึ่ง ฉันเลยปลีกตัวออกมาค้นหาชีวิตเส้นทางใหม่ จนได้มาเจอท่านผู้มีพระคุณคนนี้นั่นแหละ ที่เห็นคุณค่าและความเก่งกาจทางด้านไอทีของฉัน จนท่านและภรรยาของท่านรับฉันเป็นลูกบุญธรรม
แต่เพราะท่านอยู่ในแวดวงการเมือง ท่านไม่อยากให้ฉันได้รับสถานะที่อึดอัด จึงปกปิดสถานะของฉันเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น จึงไม่แปลกที่คนในนี้ไม่มีใครรู้
“ท่านคะ จบจากเคสนี้ หวังว่าสำนักงานของเราจะได้รับสิ่งที่ทำให้ยิ้มได้นะคะ”
“ไม่ต้องห่วง ผลงานครั้งนี้ประจักษ์แกสายตารัฐบาลขนาดนี้ พวกคุณทุกคนในที่นี่ ได้รับค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลแน่นอน”
ใบหน้าของพนักงานทุกคนที่อดหลับอดนอนกันมาทั้งคืนเริ่มฉาบไปด้วยรอยยิ้ม และฉันเองก็เช่นกัน
“ได้ฟังแบบนี้ เรนนี่ขอเป็นตัวแทนทุกคนในนี้กล่าวคำขอบคุณค่ะ”
“ไม่เป็นไรมันสมควรที่ต้องได้รับแล้ว จบการประชุมนี้ คุณเรนนี่ตามผมไปที่ห้องด้วยนะ มีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกันอีก”
“รับทราบค่ะท่าน” ฉันตอบรับ จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตนเอง
ฉันเดินตามท่านประธานเข้าไปในห้องชั้นบนสุดของตึกสำนักงานแห่งนี้
และหลังจากที่ฉันปิดประตูแล้วนั้น
“เฮ้อ...คุณพ่อ รู้ไหมว่าวันหยุดของเรนมันสำคัญขนาดไหน”
“ทำไงได้ ประเทศเจอปัญหามันก็ต้องแก้ไข แล้วคนที่ทำได้ก็มีแต่คนเก่งอย่างลูกพ่อ”
“ถึงพ่อจะพูดแบบนี้ก็เถอะ นี่ลูกแทบจะถวายชีวิตให้กับการทำงานแล้วนะคะ”
“ลูกทำตัวเองไม่ใช่รึไง วันลามีตั้งมากมายดันไม่ลา มาลาวันที่เกิดเรื่อง”
“นี่พอกำลังจะโทษโชคชะตาที่เรนเจอเหรอคะเนี่ย”
“เอานา... เดียวก็ลาหลังจากเสร็จเคสนี้แล้วกัน” พ่อของฉันนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะหยิบแว่นสายตาขึ้นมาสวม ฉันเองก็เดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามก่อนจะพูดกับพ่อต่อ
“แล้วที่พ่อเรียกเรนมาคุยคือเรื่องอะไรคะ”
“พรุ่งนี้ ไปงานแต่งกับพ่อหน่อย”
“งานแต่งใครคะ”
“หลานสาวของนักธุรกิจโรงแรมแห่งหนึ่ง” พ่อฉันเอ่ยออกมา เอาจริงฉันไม่ได้ตามแวดวงไฮโซธุรกิจอะไรเท่าไหร่ วัน ๆ ก็เอาแต่สิงอยู่กับโค้ดโปรแกรม แทบจะเป็นภาษาที่สองแทนภาษาต่างประเทศไปแล้วด้วยซ้ำ แต่สำหรับพ่อฉันมันคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการติดต่อคอนเนคชั่นในการทำอะไรหลาย ๆ อย่างในแวดวงละนะ
“ปกติ คุณพ่อไปกับคุณแม่ไม่ใช่เหรอคะ”
“ลูกไม่ได้กลับบ้านเป็นอาทิตย์ รู้ไหมล่ะว่าแม่ไม่สบาย”
“ไม่จริงนา แต่เรนคุยกับคุณแม่ทุกวันนะคะ ไม่เห็นคุณแม่บอกเรนเลย”
“ก็แม่กลัวเรนเป็นห่วง เห็นทำงานหนักก็เลยไม่อยากบอก ตอนนี้แม่ใกล้หายแล้วล่ะ แต่ว่าพ่อไม่อยากให้แม่เขาต้องออกไปทั้งที่ยังไม่หายดี เลยจะให้ลูกไปกับพ่อแทน”
“แต่มันจะดีเหรอคะพ่อ เพราะว่าเรื่องของเรนมัน...”
“ไปในฐานะ เลขา...”
“พ่อทำแบบนี้ คนอื่นไม่สงสัยเอาเหรอคะว่าทำไมเลขาเปลี่ยนหน้าบ่อย เดี๋ยวก็โดนเอาไปเม้าท์ว่ามีบ้านเล็กบ้านน้อยอีกหรอก แค่ที่ทำงานนี่ก็แอบมีคนซุบซิบกันจะแย่ เรนคันปากมาก ๆ เลยนะ”
“อดทนไว้ พ่อเองก็รอเวลาที่จะได้เปิดเผยลูกของพ่อเหมือนกัน พ่อแค่อยากรอให้หางของคนไม่ดีมันโผล่ออกมาก่อน”
“เรื่องนั้นเรนเข้าใจค่ะพ่อ เรนเองก็กำลังตามสืบเรื่องที่พ่อให้ช่วยตามอยู่เหมือนกันค่ะ”
“เอาเป็นว่าวันนี้กลับไปนอนบ้านเราเถอะลูก เตรียมตัวแต่งสวยใส่ชุดเดรสสีดำสุภาพด้วย ตอนเช้าลูกจะได้ออกไปพร้อมกับพ่อเลย”
“ได้ค่ะพ่อ เรนก็อยากไปดูคุณแม่เหมือนกันจะไปดุคุณแม่ซะหน่อยที่ไม่ยอมบอกว่าไม่สบาย” ฉันตบปากรับคำกับพ่อ ก่อนที่จะออกมาจากห้อง ผอ. (ที่เป็นพ่อบุญธรรมของตัวเอง)
“หลานเจ้าของโรงแรมชื่อดังบนเกาะงั้นเหรอ สงสัยคงเป็นงานแต่งที่หรูหราหมาเห่าพอควรแฮะ แล้วฉันล่ะ...” พอฉันนึกถึงตัวเองในวันแต่งงานแล้ว ภาพในหัวไม่ปรากฏขึ้นมาด้วยซ้ำ ดูท่าคงจะโสดไปจนตาย แต่ไม่ซีหรอก ตัวคนเดียวแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน ถ้าต้องมีแฟน แล้วเสี่ยงต้องพบคนเจ้าชู้ล่ะก็...สู้ไม่คบใครเลยดีกว่า ถ้าเกิดอยากขึ้นมา ก็นัด ONS แล้วก็แยกย้ายก็พอ
(เช้าวันใหม่)
ณ.คฤหาสน์ใหญ่แห่งหนึ่ง
คุณแม่คะ ชุดนี้มันไม่ดูโชว์เนื้อหนังมากไปหน่อยเหรอคะ ให้เรนใส่กางเกงมันจะดูทะมัดทะแมงดีกว่ารึเปล่า
“ลูกโตจน 30 กว่าแล้วนะแต่งเนื้อแต่งตัวสวย ๆ บ้างก็ได้เสียดายหน้าและหุ่นที่ฟ้าประทานออกมาจะตายไป”
“แต่เรนไม่ค่อยชอบนินา งั้นก็เป็นเดรสที่มีเสื้อคลุมได้รึเปล่าคะ”
“เฮ้อ...ก็ได้ ๆ ลูกคนนี้นะมีของดีไม่ยักกะใช้”
สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะใส่เดรสสีดำที่ดูสุภาพพอสวมควรไม่เผยแผ่นหลัง ไม่ได้โชว์เนินอกแต่ก็พอเห็นช่วงไหล่เผยผิวขาวหยวกอยู่บ้าง เกล้าผมโชว์ต้นคอระหงทำให้เครื่องประดับที่อยู่บนคอโดดเด่นเห็นแต่ใกล้ แต่งหน้าในลุคธรรมชาติ แต่งแต้มด้วยโทนสีชมพูอ่อน ทำให้ฉันดูอ่อนเยาว์หวานกว่าครั้งไหน ๆ อืม...ก็นาน ๆ ทีจะได้แต่งสวยละนะ
แม่ของฉันเดินมาส่งฉันกับพ่อขึ้นรถ ก่อนที่รถของพวกเราจะขับออกไปจนถึงท่าเรือ
ทางโรงแรมก็มีการบริการสำหรับแขกทุกคนที่กำลังจะเดินทางไปร่วมงานแต่งด้วยเรือยอร์ชสุดหรู
“โห...ท่านคะดูท่างานแต่งงานนี้คงเป็นอภิมหาเศรษฐีแน่ ๆ ” ฉันที่เมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงชน ต้องเปลี่ยนบริบทเป็นเลขาสาวของท่านผอ. ทันที รู้สึกจั๊กจี้นิดหน่อยแหะ
“รีบขึ้นเรือกันเถอะ”
“ค่ะท่าน” ฉันเดินตาม ผอ. ขึ้นไปบนเรือยอร์ชในขณะที่เรือกำลังแล่น ท่านผอ.ก็สนทนากับผู้มีอิทธิพลจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจากทางรัฐหรือเอกชน ส่วนฉันปลีกตัวออกมายืนอยู่หัวเรือเพื่อทอดสายตามองทะเลไปข้างหน้า ที่เริ่มเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายตา
และแล้วเรือยอร์ชสุดหรูก็มาถึงเกาะจุดหมายปลายทาง เรือจอดเทียบท่า ผู้คนทยอยลงจากเรือกัน ฉันมองไปรอบ ๆ พบว่าโรงแรมแห่งนี้ยิ่งใหญ่เกินความคาดการณ์ไปมากทีเดียว
พนักงานดูแลรอต้อนรับพร้อมกับเชิญแขกทุกคนและพาเข้าไปในโรงแรมซึ่งเป็นสถานที่ ๆ จัดงานแต่ง มีการประดับซุ้มดอกไม้ และจุดถ่ายรูปของงาน
ฉันหันหน้าไปอ่านชื่อของคู่บ่าวสาวในครั้งนี้
“แพรวพราว X เจเดน” เพียงฉันอ่านในใจก็รู้สึกคุ้นเคย
“ไม่คิดเลยว่า ชื่อเจเดนจะเกลื่อนขนาดนี้นะเนี่ย” ฉันส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะถูก ผอ.ทักท้วงเพราะหยุดเดินไป
“คุณเรนนี่ตามผมเข้ามาได้แล้ว”
“ขออภัยค่ะท่าน พอดีดิฉันสะดุดตากับชื่อบ่าวสาวในครั้งนี้ค่ะ” ฉันยิ้มก่อนจะเดินตามผอ. เข้าไปในโรงแรม