ณ เรือนหอ จวนโหว
ภายในห้องหอถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง โคมไฟแดง แขวนเรียงรายทั่วห้อง เปล่งแสงนวลตา ส่องให้เงาตกกระทบกับผนังเบื้องหลัง เปลวไฟด้านในสั่นไหวเบา ๆ ตามแรงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง ทำให้เงาอ่อนโยนของมันดูราวกับกำลังเต้นระบำ
ผ้าม่านสีแดงสด ปักลวดลายมังกรคู่กับหงส์ร่ายรำ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความเป็นสิริมงคล เตียงไม้มงคลขนาดใหญ่ ถูกปูด้วยผ้าไหมสีแดงทอด้วยด้ายทอง หมอนคู่ปักลายดอกโบตั๋น แสดงถึงความสมบูรณ์พูนสุข โต๊ะน้ำชาข้างเตียง จัดวางถ้วยชาเคลือบลวดลายโบราณ ด้านข้างมี ผลอินทผลัมและเกาลัด วางอยู่ในถาดมงคล กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้จันทน์และดอกเหมยอบอวลไปทั่วห้อง
ซูหนิงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง มือน้อยกำกันแน่นอยู่บนตัก แม้จะพยายามควบคุมความรู้สึก แต่หัวใจของนางกลับเต้นรัว ภาพในอดีตยังคงแจ่มชัด ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน นางรู้ดีว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
ผ่านไปไม่นานเสียงฝีเท้าเย็นเยียบก้าวเข้ามา นางก็รู้ว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว จางจื่อหานในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเข้มยืนหยุดอยู่กลางห้อง ร่างสูงสง่าเต็มไปด้วยอำนาจ แต่กลับเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบทอดมองมาที่นางด้วยความเฉยเมย ไม่แม้แต่จะมีความอ่อนโยนของสามีที่มีต่อภรรยา
"องค์หญิง ข้ากับท่านแต่งงานกันแล้ว ท่านอยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถิด พวกเราจะไม่ข้องเกี่ยวกันในฐานะสามีภรรยา" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบดังน้ำแข็งพันปีที่ไม่เคยหลอมละลาย
ซูหนิงจำน้ำเสียงนั้นได้เป็นอย่างดี... เสียงที่เย็นชา หนักแน่น และห่างเหิน บุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามีของนาง ผู้ที่ไม่เคยเอ่ยเรียกชื่อของนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทั่วทั้งห้องหอถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองที่ดังแผ่วเบาใต้แสงโคมแดงที่สั่นไหว ก่อนที่จื่อหานจะเปล่งถ้อยคำออกมา น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเฉียบคมราวกับคมดาบ
"ข้ามีคนรักอยู่แล้ว..."
เขาเอ่ยช้า ๆ ดวงตาดำขลับจ้องมองไปยังสตรีตรงหน้าที่ สายตาคู่นั้นทั้งแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว ราวกับประกาศให้ฟ้าดินรับรู้ถึงความสัตย์ซื่อของเขา
"ข้าจะรักแค่นางไปตลอดชีวิต" วาจาเชือดเฉือนของจื่อหานดังก้องไปทั่วห้อง เมื่อกล่าวจบ เขาก็หมุนกายเดินออกไป โดยไม่แม้แต่จะรอให้นางกล่าวตอบ
ซูหนิงมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ภาพในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัว นางจำได้ดี... หลังจากได้ฟังถ้อยคำนี้ในชาติที่แล้ว นางร่ำไห้ปิ่มขาดใจ
แต่ครั้งนี้มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ซูหนิงกลืนน้ำตาที่กำลังจะรินไหลกลับลงไป นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เดี๋ยว"
จางจื่อหานชะงักฝีเท้า หันกลับมามองนาง ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความสงสัย แต่มันก็ยังเย็นชาดังเดิม
ซูหนิงลุกขึ้นยืน นางเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกพร้อมกับมองสบตากับเขา ดวงตาคู่งามของนางในตอนนี้ไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดอีกต่อไป มีเพียงความสงบนิ่งและเย็นชาไม่แพ้กัน
"ข้าเห็นด้วยที่เราทั้งสองจะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"หากท่านมีคนรักอยู่แล้ว ท่านก็สามารถรับนางเข้ามาเป็นอนุได้ ข้าไม่ว่า"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านจากด้านนอก
จางจื่อหานมองนางอย่างประเมิน ไม่คาดคิดว่านางจะกล่าวเช่นนี้ แต่นางกลับไม่หลบสายตา มีเพียงรอยยิ้มจาง ๆ ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อตนเอง
"ต่อไปนี้ พวกเราจะเป็นเพียงสามีภรรยาในนามเท่านั้น"
"ขอเพียงอย่าให้เกียรติของข้าต้องมัวหมอง นอกเหนือจากนั้น ท่านจะรักใคร ไม่เกี่ยวกับข้า"
จางจื่อหานยังคงนิ่งเงียบ มองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนี และเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก
"ครั้งนี้…ข้าจะไม่เป็นคนที่วิ่งตามท่านอีกแล้ว" นางกระซิบกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ นั่งลง สูดลมหายใจเข้าลึก ท่ามกลางแสงเทียนที่สั่นไหว นางรู้ดีว่าชีวิตคู่ของนางกับเขา… ได้จบลงลงตั้งแต่วันนี้แล้ว
ซูหนิงทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย เรื่องราวต่างๆ ค่อยๆ พรั่งพรูเข้ามาในความคิด
ข่าวลือหนาหูสะพัดไปทั่วว่าคนรักของเขาคือ หยางซินเยว่ บุตรีแห่งจวนราชครู สตรีเพียงผู้เดียวที่เขาไปมาหาสู่...
แม้จะไม่มีคำยืนยันจากปากของจื่อหาน ทว่าข่าวลือทั้งหลายล้วนส่งผ่านถึงหูของซูหนิงครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงกลางหัวใจของนางซ้ำๆ
ไม่นานหลังจากที่บุรุษผู้เย็นชาเดินออกไปก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ทำให้นางหลุดจากภวังค์
“ก๊อก ก๊อก”
"องค์หญิงเพคะ" เป็นเสียงของหว่านเออร์ นางกำนัลคนสนิทที่ติดตามมาจากวังหลวง
"เข้ามา" ซูหนิงตอบเบาๆ
หว่านเออร์และเสี่ยวหลานเปิดประตูเข้ามาเบาๆ ทั้งสองก้าวเข้ามาอย่างเงียบๆ แต่สีหน้าของพวกนางดูอึดอัดใจเล็กน้อย ก่อนที่หว่านเออร์จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ข้า...ข้าเห็นท่านโหวออกไปข้างนอกแล้ว... เลยเข้ามาดูองค์หญิงเพคะ"
ดวงตาของซูหนิงฉายแววเย้ยหยันเพียงชั่วครู่ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ นางรู้ดีว่าสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ของนางย่อมต้องสงสัยว่าเหตุใดเจ้าบ่าวจึงทิ้งเจ้าสาวไว้เพียงลำพังในคืนแต่งงาน แต่ซูหนิงไม่ต้องการให้พวกนางเป็นกังวล นางยิ้มบางๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
"ท่านโหวมีเรื่องจำเป็นที่ต้องไปจัดการ"
หว่านเออร์และเสี่ยวหลานมองหน้ากันด้วยแววตาสับสน ธุระอันใดจะสำคัญยิ่งกว่าการเข้าหอในคืนวันแต่งงาน เสี่ยวหลานเม้มปากแน่นคล้ายอยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
ซูหนิงลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเรียกสติกลับคืน
"พวกเจ้าช่วยข้าจัดการชุดแต่งงานนี่ที" น้ำเสียงของนางราบเรียบและมั่นคง ราวกับเรื่องราวที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางแม้แต่น้อย
รุ่งเช้าของวันใหม่
เสียงซุบซิบเบาๆ ดังแว่วไปทั่วทุกมุมของจวนโหว
"ข้าเห็นว่าท่านโหวไม่เข้าหอกับองค์หญิง"
"หรือว่าทั้งสองทะเลาะกัน?"
"ข้าได้ยินว่าท่านโหวยังรักแม่นางซินเยว่.."
เหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ต่างรวมกลุ่มกระซิบกระซาบกันตามลานเรือน บางคนพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น บางคนแสร้งทำเป็นสงสารองค์หญิงสิบเอ็ด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบซ่อนความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ในแววตา
"เฮ้อ... หากเป็นข้า คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด"
"องค์หญิงงดงามปานนั้นแต่ท่านโหวกลับไม่ใยดี น่าเวทนาเหลือเกิน"
ในขณะที่ทั่วทั้งจวนเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ห้องขององค์หญิงสิบเอ็ดกลับเงียบสงัด...
องค์หญิงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ดวงหน้าของนางงดงามหมดจด แต่ในดวงตากลับว่างเปล่า ราวกับไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ริมฝีปากของซูหนิงยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้ม แต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึก นางรู้ดีว่าข่าวลือเหล่านี้ต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะมันเป็นเช่นนี้ในชาติที่แล้วเช่นกัน
มือเรียวเอื้อมไปหยิบปิ่นปักผมที่ทำจากหยกขาวขึ้นมา นางลูบไล้มันเบาๆ ราวกับกำลังชั่งใจบางอย่าง ก่อนจะค่อยๆ ปักมันลงไปบนมวยผมอย่างแช่มช้า
ณ.ห้องอาหารจวนโหว
จางจื่อหานยืนกอดอกอยู่ที่ห้องอาหาร ดวงตาคมกริบทอดมองออกไปด้านนอก ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบไปทางสาวใช้ที่ยืนรอรับคำสั่ง
"ไปเรียกองค์หญิงมากินข้าว"
สาวใช้ก้มศีรษะรับคำ ก่อนรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าตั้งคำถามใดๆ
ไม่นานนัก ซูหนิงก็ก้าวเข้ามาภายในห้องอาหาร นางสวมอาภรณ์เรียบง่ายแต่ยังคงงดงามสูงศักดิ์ กิริยาของนางสงบนิ่ง ดวงหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ เมื่อเห็นร่างสูงของจางจื่อหานนั่งอยู่ที่โต๊ะ นางก็เพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อย แล้วนั่งลงอย่างสำรวม
บรรยากาศในห้องอาหารเงียบสงัด มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชามเบาๆ ทั้งสองต่างนั่งกินข้าวเงียบๆ ไม่มีแม้แต่คำพูดใดหลุดออกจากริมฝีปากของพวกเขา ซูหนิงรับรู้ถึงความอึดอัดนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ต่อให้อึดอัดกว่านี้นางก็จะไม่เป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก นางก็วางตะเกียบลงเบาๆ ก่อนลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม
"ข้าอิ่มแล้ว ขอตัว" น้ำเสียงของนางเรียบเฉย ไร้ความอ่อนหวานเหมือนที่เคยใช้กับเขาในอดีต
จางจื่อหานชะงักมือที่กำลังตักข้าว ดวงตาคมกริบตวัดมองตามแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ เดินออกไป สายตาของเขายังคงเย็นเยียบ ยากจะคาดเดาว่าคิดสิ่งใดอยู่