Chapter 4
หลังจากพี่อคินขับรถมาส่งผมที่โรงเรียนในตอนเช้า ผมก็เลือกนั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนใต้ตึกเรียนเงียบ ๆ คนเดียว ในขณะที่หน้าจอโทรศัพท์แสดงการเข้าล็อกอินของแอปพลิเคชันสีน้ำเงินชื่อดัง ตรงช่องว่างของอีเมลและรหัสผ่านนั้นถูกกรอกใส่จนครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงแค่กดยืนยันผมก็จะเข้าสู่ระบบของเฟสบุ๊คตัวเองได้ทันที
แต่... ผมไม่กล้า
ผมเม้มปากครุ่นคิดอย่างหนัก ทว่าก็ตัดใจหมายจะกดยกเลิก แต่มือเจ้ากรรมของผมดันเผลอไปแตะถูกคำว่า ‘ยืนยัน’ แทน
หัวใจของผมเต้นถี่รัวอย่างตระหนก เมื่อหน้าบัญชีของผมแสดงขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ รูปภาพที่ผมโพสต์ล่าสุดก่อนผมจะจากโลกใบนี้ไปยังคงอยู่ด้านบนสุดของไทม์ไลน์ มันเป็นรูปภาพของผมซึ่งกำลังฉีกยิ้มให้กับกล้องโดยมีพื้นหลังเป็นทะเลและหาดทรายขาว ที่ด้านข้างกันนั้นมีชายร่างสูงกับใบหน้าแสนคุ้นเคยยืนยิ้มบาง ๆ โดยที่ดวงตาไม่ยอมละไปจากใบหน้าของผมเลย
และนั่นก็เป็นภาพแรกและภาพเดียวที่ผมได้เห็นเขายิ้ม
"ทำอะไรอยู่ตัว" ผมรีบกดปิดแอปสีน้ำเงินเพื่อซ่อนรูปถ่ายรูปทันที ความร้อนรนของผมทำให้เพตาที่เดินมาทางด้านหลังของผมหรี่ตามองมาอย่างจับผิด
"เปล่า" ผมเอ่ยแก้ตัวด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก
"รูปใคร เมื่อกี้เราเห็นไม่ชัด หรือว่า... " เพตายิ้มกริ่มและมองผมอย่างจับผิด
"อย่าคิดอะไรเพ้อเจ้อ" ผมรีบซ่อนแก้มที่เห่อร้อนของตัวเองไปอีกฝั่ง โชคดีที่เพตายังไม่เห็นรูป เพราะตอนนี้ผมยังไม่พร้อมจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ใครฟังทั้งนั้น
"เรายังไม่ได้พูดอะไรเลย ตัวคิดมาก" เพตาทำปากงุ้ยก่อนจะถอยหลังไปนั่งเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ผมลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปิดเจ้าแอปพลิเคชันอย่างรวดเร็ว
"มาเซลฟี่กัน เรายังไม่มีรูปคู่กันเลย" เพตาที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถเล่นเอ่ยชวนเสียงใส เขานั่งเบียดบนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับผม ยกมือถือขึ้นกดเซลฟี่ไปหลายแชะ และหลังจากนั้นไม่นานทั้งผมและเขาต่างก็มีรูปภาพทั้งเดี่ยวและคู่เต็มไปหมด เพตาเลื่อนรูปที่ถ่ายมาดูอย่างพอใจ และยังบังคับให้ผมเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของเจ้าแอปสีน้ำเงิน จากรูปน้องหมาเป็นรูปตัวเองเสียที ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร จึงพยักหน้ารับว่าจะทำตามในภายหลัง
+++
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าของชายหนุ่มผู้อยู่อีกด้าน ในทีแรกไม่อาจเรียกความสนใจจากผู้เป็นเจ้าของได้ ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเสียงแจ้งเตือนก็ดังถี่รัวไม่ยอมหยุด ร่างสูงซึ่งถูกปลุกจากเสียงน่ารำคาญเหล่านั้นต้องฝืนเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดดู สองสามวันมานี้มกราแทบไม่ได้นอนเลย เพราะมัวแต่ตามหาเบาะแสของใครบางคนที่มีหลักฐานเป็นเพียงภาพจากกล้องวงจรปิด ไอ้คุณชายนั่นมันจะใช้งานเขาคุ้มเกินไปแล้ว
แบบนี้ต้องฟ้องกรมแรงงาน!
หืม?
ดวงตาที่ปรือปรอยจะปิดไม่ปิดแหร่ของมกราเบิกโพลงขึ้น เมื่อเขาไถดูข้อความของน้องชายซึ่งส่งภาพถ่ายมานับสิบรูป ทุกการแจ้งเตือนล้วนเป็นรูปถ่ายของเจ้าเพตาที่ยิ้มกว้างแอ็คท่านั้นท่านี้ มกราจึงกดส่งสติกเกอร์กระต่ายโง่ชูสองนิ้วกลับไป ทว่ายังไม่ทันได้โยนโทรศัพท์ทิ้งไป หางตาของเขาดันเหลือบเห็นรูปสุดท้ายที่เพตาส่งมา ซึ่งเป็นภาพคู่ที่ถ่ายกับใครอีกคน
และเป็นคนคนเดียวกับที่เขากำลังตามหาอยู่
มกราฉีกยิ้มทั้งน้ำตา จ้องมองภาพถ่ายของน้องชายที่ส่งมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อย้ำกับตัวเองว่าไม่ได้ฝันไปจริง ๆ จากนั้นจึงรีบต่อสายหาเพื่อนสนิทพลางแชตลอบถามข้อมูลจากน้องชายไปอีกทางด้วย
"คิรา ฉันเจอน้องกระต่ายของนายแล้วว่ะ" เมื่อคนปลายสายกดรับ มกราก็กรอกเสียงอย่างตื่นเต้น
(เจอที่ไหน) คนปลายสายรีบถามกลับมาทันที มกราเดินลงจากเตียงนอน สับขาไปมาทั่วห้อง
"นายเห็นจดหมายเทียบเชิญของตระกูลเทวาถูกส่งไปที่บ้านหรือยัง ถ้ายังนายรีบกลับไปอ่านแล้วเตรียมตัวให้พร้อม เราจะไปเป็นแขกของงานกัน" นามสกุลนี้มกรารู้จักดี เมื่อหลายวันก่อนมีจดหมายเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงไปยังหลายตระกูลใหญ่ในประเทศ และคุณแม่ของเขาก็เพิ่งหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในมื้อเย็นของเมื่อวาน ดังนั้นมกราที่ได้รับข้อมูลมาจากน้องชายจึงสามารถสรุปได้ว่า คนที่พวกเขาตามหาจนแทบพลิกแผ่นดินมาหลายวันแล้วนั้น ความจริงอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือ
+++
"ที่บ้านจะมีงานอะไรเหรอครับ" ผมถามพี่อคินหลังจากถูกชายหนุ่มไปรับกลับจากที่โรงเรียน เมื่อลงมาจากรถแล้วสังเกตเห็นว่า สวนด้านหน้าบ้านกำลังถูกจัดตกแต่งเพื่อเตรียมงานอะไรบางอย่าง
"วันเกิดของคุณพ่อ" พี่อคินตอบ ผมพยักหน้ารับรู้ หลังจากนั้นก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัยแทนเมื่ออยู่ ๆ พี่อคินก็ยื่นบัตรเครดิตมาให้ผมตรงหน้า
"ครับ?” พี่อคินไม่ได้ตอบไขข้อข้องใจใด ๆ ของผม เขาเดินจากไปที่รถของตนเองทันทีที่ผมรับบัตรใบนั้นมาถือไว้
"ขอบคุณครับ" แม้ผมจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ผมก็ตะโกนขอบคุณไล่หลังพี่ชายไป เมื่อรถยนต์ที่ผมนั่งทุกเช้าเย็นลับสายตาไปแล้วผมก็พาตัวเองกลับเข้ามาในห้องนอนส่วนตัว ก่อนจะโยนกระเป๋าทิ้งไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือแล้วกระโดดไปนอนเอกเขนกบนเตียงนุ่ม จังหวะที่กำลังยืดเส้นยืดสายเสียงของโทรศัพท์ที่ดังเข้ามา ทำให้ผมหยิบขึ้นมาดู ข้อความจากเพตา
Peta : [รีบเปลี่ยนรูปเลยนะ]
ผมส่ายหน้าน้อย ๆ หลังเปิดอ่านข้อความและรูปที่แนบส่ง ก่อนทำการเปิดเข้าแอปพลิเคชันของนาราผู้เป็นเจ้าของร่างตัวจริง ในความทรงจำของร่างนี้ที่ผมได้รับ ทำให้ผมได้รู้ว่านารานั้นไม่ใช่คนที่ชอบเล่นโซเชียลนัก ในแอปพลิเคชันสีน้ำเงินของเจ้าตัวจึงมีเพียงรูปน้องหมาที่ตั้งเป็นรูปโปรไฟล์เท่านั้นที่อัปเดตอยู่ในหน้าไทม์ไลน์
ผมกดเซฟรูปที่เพตาส่งมาให้แล้วอัปโหลดมันเป็นภาพโปรไฟล์ทันที มันเป็นภาพถ่ายด้านข้างของผมที่กำลังเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงที่สาดมากระทบผิวหน้าทำให้โทนสีของภาพดูละมุน ทั้งมุมทั้งแสงดูลงตัวไปหมด ผมชอบภาพนี้เอามาก ๆ
NaRa : [เรียบร้อย]
Peta : [เราจะกดแชร์คนแรก!]
NaRa : *ส่งสติ๊กเกอร์*
ผมกดส่งสติ๊กเกอร์เพื่อเป็นการตัดจบบทสนทนา จากนั้นจึงมานั่งครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับชุดที่ต้องใส่ในวันงานที่ใกล้จะมาถึง จากนั้นราวกับพี่อคินอ่านใจของผมได้ เขาส่งข้อความมาบอกผมว่าสามารถนำบัตรเครดิตไปซื้อเสื้อผ้าและของขวัญวันเกิดให้คุณพ่อได้ตามต้องการ ดังนั้นผมจึงพิมพ์ข้อความขอบคุณตอบกลับไปให้
แต่ถึงผมจะมีเงินในการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ผมก็ยังเลือกที่จะทำมันด้วยตัวเอง โดยที่ผมเลือกใช้ผ้าสีขาวกับชุดลูกไม้ตัวเก่านำมาตัดเย็บประกอบกันขึ้นเป็นชุดใหม่ ผมดีไซน์และเริ่มลงมือตัดเย็บจนเพลิน เงยหน้ามาอีกทีก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว เมื่อเห็นว่าดึกแล้วผมจึงตัดสินใจพัก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นก่อนจะต้องตกใจกับการแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
รูปของผมที่เพิ่งอัปโหลดไปไม่กี่ชั่วโมงถูกแชร์ออกไปเป็นร้อยกว่าการแชร์ ทั้งคอมเมนต์ใต้ภาพก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนอ่านแทบไม่หวาดไม่ไหว ส่วนมากจะเป็นคำถามแบบเดียวกันว่าคนในภาพนี้คือใคร ผมเลื่อนหน้าจอไล่ดูข้อความพวกนั้นครู่เดียวก็เลิกสนใจ ปิดโทรศัพท์และเตรียมตัวเข้านอน
แชร์ 119 คอมเมนต์ 1751
My name : คนหรือนางฟ้า ทำไมสวยจังครับ
GIGI : ผมรู้จักคนนี้
Kii N : อยากได้เธอมาเป็นแฟน สมัครเป็นลูกเขยได้ไหมครับ *มีคนกดถูกใจ 1180*
Mokkara : @Kira เพื่อนผมจองคนนี้แล้วครับ
Peta : พี่คิราชอบนาราเหรอครับ *แนบสติ๊กเกอร์แมวตกใจ*
Mokkara : @Kira มาตอบครับคุณชาย
Kira : [ได้กดถูกใจรูปภาพของคุณ]
+++
"เพื่อนเราดังใหญ่เชียว"
"เราไม่ได้อยากดังนะ" เช้าวันถัดมาก็ไม่พ้นถูกว่าแซวจากคนที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันวุ่นวาย ตั้งแต่เมื่อคืนผมก็ไม่ได้กดเข้าไปดูรูปภาพที่ตัวเองอัปโหลดอีกเลย โดยพื้นฐานตัวผมเองก็ไม่ใช่คนชอบเล่นโซเชียลเช่นกัน ดังนั้นการที่อยู่ ๆ ถูกคนมาสนใจแบบนี้กำลังทำให้ผมทำตัวไม่ถูก
"แต่เราอยากให้ตัวดูโพสต์ล่าสุดนะ ไม่เข้าไปดูจริงเหรอ" เพตายังคงยิ้ม แต่หากรอยยิ้มช่างดูไม่น่าไว้ใจเสียเลย
"เราไม่สนใจ" ผมว่าปัด เพตาเหมือนจะอยากพูดอะไรกับผมต่อ
“แต่ว่า...”
"อย่ามาเซ้าซี้เรา" ผมว่าน้ำเสียงจริงจัง เพตาจึงยอมถอยจากไปแต่โดยดี
"ตัวพูดแบบนี้เรายอม" เพตามองผมอย่างแง่งอน ผมเพียงยิ้มปลอบเขา ง้องอนอยู่สักพักเพตาก็ฉีกยิ้มกว้างให้ผมอีกครั้ง เมื่อมองไปยังอีกฝั่งที่มีรถสีขาวคันหรูเข้ามาจอดใกล้ๆ
"อะ เรากลับก่อนนะตัว พี่ชายเราบอกว่ารีบกลับบ้านด่วน คงไม่ได้อยู่รอพี่ชายตัวมารับ"
"เราไม่เป็นไร" เพตามองผมอย่างรู้สึกผิดที่จะต้องขอตัวกลับก่อน เพราะปกติเพตามักจะนั่งรอเป็นเพื่อนผมเสมอเวลาพี่อคินมารับช้า ผมได้แต่บอกเขาว่าไม่เป็นไรก่อนจะโบกมือลาให้เพื่อนที่วิ่งจากไป เมื่ออยู่คนเดียวผมที่มีเวลาว่างอีกสักพักก่อนพี่อคินจะมารับ จึงตัดสินใจหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา
"มีอะไรหรือเปล่าครับ" ผมใช้สมาธิกับการอ่านหนังสือบนมือไม่กี่นาที จู่ ๆ ก็มีเงาดำร่างคนทาบทับลงมาบนร่างผม ดังนั้นผมจึงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือและเอ่ยถามผู้ชายร่างสูงซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย ผู้ชายคนนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงสแล็ค บนใบหน้าคาดปิดบังตัวตน ที่มาพร้อมกับหมวกและแว่นตาดำจนผมมองไม่เห็นเลยว่าคน ๆ นี้มีหน้าตาแบบไหน และเมื่อผมถามเขาออกไป ก็ถูกจับจ้องตอบกลับมาโดยไม่ยอมพูดอะไร ดังนั้นผมจึงก้มหน้าลงอ่านหนังสือในมือต่อ
แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็นั่งลงตรงข้ามผม พร้อมทั้งยังจ้องกันมาไม่วางตา
ผมชักเริ่มอยู่ไม่สุขเพราะอึดอัดจากการถูกจ้องมอง ดังนั้นผมจึงตัดสินใจพับเก็บหนังสือและลุกขึ้นยืน เตรียมจะไปรอพี่อคินที่หน้าโรงเรียน
แต่คน ๆ นี้กลับลุกขึ้นตามผมมาด้วย ก่อนจะแทรกกายสูงใหญ่ของเขามาขวางทางผมเอาไว้ การกระทำของเขาทำให้ผมชักสีหน้าไม่พอใจทันทีเพราะเริ่มรู้สึกถูกคุกคาม แล้วคนตรงหน้าผมกลับยื่นอะไรบางอย่างมาให้
ผมไม่ทันได้ปฏิเสธไม่รับของ เขาคนนั้นก็ยัดของสิ่งนั้นใส่มือผม
ใกล้กันจนผมได้กลิ่นมิ้นท์ลอยมาแตะจมูก
ผมแบมือออกและเห็นว่ามันเป็นเข็มกลัดสีเงินรูปผีเสื้ออันหนึ่ง มันคงไม่มีอะไรหากเข็มกลัดชิ้นนี้ไม่ใช่เครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวที่ผมชื่นชอบมากที่สุด เพราะผมได้รับมันมาจาก 'คิรา'
“นี่มัน...” ผมชะงัก เงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของผู้ชายคนนั้นที่เดินจากไปไกลแล้ว
"เป็นนายจริง ๆ สินะ คิรา" ผมเม้มปากเข้าหากันและยังคงมองตามคน ๆ นั้นที่เดินหายลับไปในฝูงชนจนผมไม่อาจมองเห็นเขาได้อีก
"เราขอโทษ" ดวงตากลมผมมันสั่นระริกไปหมด พร้อมกับข้างในใจที่บีบรัดจนเจ็บ
ผมในตอนนี้ยังกลับไปไม่ได้
นาราเป็นคนของตระกูลเทวา ไม่ใช่อินทรา
ทุกอย่างมันกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว
+ + + + + + + + + + + + +