Chapter 5

1939 คำ
Chapter 5 และแล้วงานเลี้ยงวันเกิดของผู้นำตระกูลเทวาคนปัจจุบันก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผู้คนภายในบ้านต่างขะมักเขม้นกับการเตรียมงานเลี้ยงให้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด คงจะมีเพียงผมคนเดียวที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะคนที่กำลังเดินมาทางนี้ ยิ่งทำให้ผมทอดถอนหายใจกับสิ่งที่จะต้องเผชิญเหมือนดั่งในทุก ๆ วัน “อย่าทำให้คุณพ่อต้องขายขี้หน้าเพราะแกล่ะ” ผมถูกอันดาเท้าสะเอวตะโกนกรอกหู เพียงเพราะผมยังอยู่ในสภาพมอมแมมในขณะที่กำลังช่วยป้านมทำขนมอยู่ในครัว ผมเมินเสียงแหลมปรี๊ดของพี่สาวพลางตั้งอกตั้งใจกวนแป้งในถ้วยต่อไป ไม่คิดที่จะสนใจต่อต่อล้อต่อเถียงให้มากความ “เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน” อันดากระทืบเท้าเร่า ๆ อย่างไม่พอใจ เพียงเพราะผมไม่ตอบโต้กลับอย่างทุกที มันทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรผมได้นอกจากชี้หน้าฝากความโกรธแค้นเอาไว้ก่อน ซึ่งนั่นคงเป็นข้อดีข้อเดียวของการมีงานเลี้ยงและคนทุกคนถูกสั่งมาว่าให้ทำตัวให้ดีครอบหัวเอาไว้ ผมปรายตามองตามแผ่นหลังภายใต้ชุดราตรีงดงามก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หลังจากช่วยป้านมทำขนมจนเวลาล่วงเลยมานานมากแล้ว ผมก็ถูกไล่ให้ไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะอีกไม่นานแขกก็จะเริ่มทยอยกันมาแล้ว ในตอนแรกผมลีลาไม่อยากจะไปสักเท่าไร เพราะยังติดพันกับงานที่อยู่ในมือ แต่ด้วยฐานะที่ผมเป็นถึงลูกชายคนเล็กของเทวา มันทำให้ผมต้องเชิดหน้าออกไปรับแขกเหมือนกับพี่ ๆ คนอื่น ยิ่งเป็นปีแรกที่ผมจะได้เปิดตัวในฐานะคนของตระกูลเทวา ลูกชายของคุณท่านเทพพงษ์ เทวา หรืออาจจะบอกอีกนัยได้ว่าแค่ไปยืนประดับเฉย ๆ ให้รู้ว่ามีลูกนอกคอกอีกคนก็คงจะเป็นความจริงเสียมากกว่า เพราะหลายวันที่ผ่านมานี้ผมก็ถูกคุณท่านเอาแต่กำชับเรื่องการวางตัวให้สมฐานะ ถ้าห่วงเรื่องหน้าตาของตระกูลมากถึงเพียงนี้ ทำไมถึงไม่สนับสนุนให้นาราได้รับการศึกษาที่ดีกันเล่า ช่างเป็นการกระทำที่ย้อนแย้ง ผมส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง ยินยอมกลับมาที่ห้องของตัวเอง ผมเร่งรีบที่จะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งเตรียมเอาไว้ เป็นเสื้อเกาะอกสีขาวติดระบายลูกไม้ที่ด้านหลัง ด้านล่างเป็นกางเกงขายาวสีขาวรัดเข้ากับช่วงขาเรียว ใบหน้างดงามของนาราถูกผมแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา เสริมเน้นให้พวงแก้มและริมฝีปากมีสีระเรื่อราวกับคนสุขภาพดี ผมมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง หยิบบางอย่างที่เพิ่งได้รับมาประดับไว้บนอกเสื้อ เข็มกลัดสีเงินลายผีเสื้อ ผมสูดหายใจเข้าลึก นึกลังเลว่าจะปลดออกดีหรือไม่ แต่สุดท้ายผมก็กลัดมันเอาไว้อย่างเดิมและเดินออกมายังสถานที่จัดงานเพื่อประจำตำแหน่งของตัวเอง เมื่อเดินพ้นประตูบ้านออกมายังสวนด้านข้างก็พบว่าแขกเหรื่อที่ได้รับบัตรเชิญต่างทยอยกันเข้ามาเยอะแล้ว “ขอโทษที่มาช้าครับ” ผมเดินเข้าไปหาพี่อคินซึ่งยืนอยู่หน้าทางเข้าก่อนจะโค้งขอโทษคนอื่นที่ยืนอยู่ร่วมด้วย และแน่นอนว่าการปรากฏตัวของผม สายตาสามคู่หันมาจ้องผมด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน พี่อคินมองมาอย่างเป็นมิตร คุณท่านเพียงพยักหน้าให้อย่างไม่ค่อยสนใจนัก และพี่อันดาที่จิกตามาทางผมอย่างหงุดหงิด สงสัยคงนึกหวังให้ผมสวมชุดซอมซ่อออกมาขายขี้หน้าคนอื่นเขา “ถ้าไม่ได้พี่อคิน แกคงใส่ชุดเน่า ๆ ออกมาให้ตระกูลเราขายหน้าแน่ ๆ” และพี่อันดาก็กระแหนะกระแหนผมออกมาด้วยคำพูดอย่างที่ผมคิดเอาไว้ แต่ผมก็เลือกที่จะปรายหางตามองเธอก่อนจะฉีกยิ้มให้แขกที่กำลังเดินผ่านไป น่าเสียดายที่การทะเลาะกันต่อหน้าแขกและคุณพ่อไม่ใช่เรื่องดี ไม่อย่างนั้นผมคงตอบโต้กลับไปบ้างแล้ว "วันนี้สวยมาก" เมื่อเห็นผมนิ่งพี่อคินจึงโน้มตัวลงมากระซิบใกล้ ๆ ผมหลุดยิ้มเขินอายอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อถูกพี่ชายคนโตชมเป็นครั้งแรก "พี่อคินต้องดูแลผมนะ" ผมเอ่ยเย้า ในขณะที่พี่อคินก็พยักหน้ารับคำหยอกของผม “คงต้องดูแลทั้งสองคน” พี่อคินว่าพลางเหลือบมองพี่อันดาที่ยืนยิ้มหวานอยู่ข้าง ๆ คุณพ่อ อันที่จริงพี่อันดาเป็นคนสวย รูปร่างหน้าตาดูดีหมดจด ทว่าพอมีนิสัยเสีย ๆ นั่นเข้ามาปะปนอยู่ด้วย ความสวยก็ดูจะลดลงไปโขเลย “นี่ใช่ลูกชายคนเล็กหรือเปล่าคะ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเชียว” ในขณะที่พวกเรากำลังยืนคุยกันบ้างทักทายคนนั้นคนนี้บ้าง แขกที่ผมพอจะเดาได้ว่าเป็นแขกคนสำคัญก็เดินเข้ามาทักทายคุณพ่อด้วยรอยยิ้ม “ครับคุณหญิงไพรลิน เขาชื่อนารา” คุณท่านเอ่ยแนะนำ เพราะผมเพิ่งเคยออกงานในฐานะบุตรชายเป็นครั้งแรก ดังนั้นผมจึงรีบฉีกยิ้มกว้างก่อนจะพนมมือไหว้คุณหญิงไพรลินทันที “นี่ธันวาลูกชายของดิฉันเองค่ะ แกเพิ่งเรียนจบจากนอกค่ะ ธันวาแนะนำตัวกับน้องหน่อยสิคะ” คุณหญิงไพรลินยิ้มรับไหว้จากผม ก่อนจะหันไปทางใครอีกคน ผู้ชายตัวสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา [พี่ชื่อธันวา ยินดีที่ได้รู้จัก] ผู้ชายที่คุณหญิงบอกว่าชื่อธันวาฉีกยิ้มให้ผมก่อนจะเริ่มพูดออกมาเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ผมหรี่ตามองรอยยิ้มขี้แกล้งบนใบหน้าของผู้ชายตรงหน้า ในขณะที่คุณหญิงซึ่งเป็นมารดาของอีกฝ่ายก็ตีไหล่พี่ธันวาเบา ๆ "ธันวาอย่าแกล้งน้องสิคะ" แม้คุณหญิงไพลินจะเอ่ยปรามไปแล้ว ทว่าพี่ธันวาก็ยังคงจ้องหน้าผมอย่างรอคอย เขาจ้องแม้ผมจะไม่เอ่ยปากพูดเป็นเวลานานหลายนาที ดังนั้นบรรยากาศระหว่างพวกเราจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด แต่พอพี่อคินจะช่วยพูดแทนผม ชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่คิดสนใจ และเอาแต่จ้องมองผมท่าเดียวด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ผมรู้สึกไม่ชอบใจ รอยยิ้มที่เหมือนกับมองผมได้ทะลุปรุโปร่ง ช่างน่ากลัว “ขอโทษครับ ผมไม่เข้าใจ” ผมพูดตัดปัญหากับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ก่อนจะได้รับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มตรงหน้า “น่าสนใจ” เขายังคงจ้องผมกลับมา และประโยคหลังเขาพูดกับผมเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน ซึ่งผมก็ทำเฉไฉ หันใบหน้าหนีไปอีกทางจนเผลอสบตาเข้ากับพี่อันดาพอดี เธอมองมาทางผมด้วยรอยยิ้มเยาะ ที่ผมไม่สามารถตอบคำถามของพี่ธันวาได้ จากนั้นก็มีการพูดคุยกันอีกเพียงสองสามประโยค พวกเขาก็เอ่ยขอตัวก่อนจะเดินจูงแขนกันเข้าไปในงาน “อย่าคิดมาก เป็นพี่ก็ตอบไม่ได้” พี่อคินยิ้มบาง คงคิดว่าผมกำลังคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ผมเพียงยิ้มตอบกลับพี่ชายออกไป เรื่องเมื่อสักครู่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรใด ๆ ต่อตัวผมทั้งนั้น ถ้าผมตอบกลับพี่ธันวาออกไปนี่สิ ผมคงแย่กว่า เพราะนาราคนก่อนไม่ได้รับการศึกษาที่ดี เรื่องภาษาการสื่อสารย่อมเป็นไปไม่ได้ และตลอดการยืนอยู่หน้างานทำให้ผมได้รู้จักคุณหญิงคุณท่านจากหลาย ๆ ตระกูลมากทีเดียว ทั้งยังมีเหล่าคุณชายที่มาร่วมงานอีกมากมายจนผมจำหน้าคนได้ไม่หมด นับว่าเป็นการเปิดตัวให้คนอื่นได้รู้จักนาราในฐานะเทวาที่ดีทีเดียว ในระหว่างที่พวกเรายังยืนอยู่เพื่อรอรับแขกจำนวนสุดท้าย ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้นตามกำหนดการ แน่นอนว่ามีคุณชายหลากหลายตระกูลเข้ามาทำความรู้จักมากมาย โดยเฉพาะพี่อันดาซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงกว้าง เพราะเธอเป็นดาราที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ใบหน้าของเธอจึงยิ้มอย่างพึงพอใจที่ถูกให้ความสนใจ พี่อคินเองก็ไม่น้อยหน้า มีคุณหนูจากหลาย ๆ ตระกูลเข้ามาทำความรู้จักบ้างเช่นกัน ผมมองพวกเขาอยู่อย่างนั้น ทั้งพี่สาวและพี่ชายที่ถูกรุมล้อม จึงเลือกถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวและกวาดสายตาไปรอบ ๆ งาน งานเลี้ยงอย่างชีวิตที่แล้วมาของผม ผมก็เคยได้สัมผัสกับมัน "สวัสดีครับ คุณหญิงเรียงวลี" ทั้งที่คิดว่าการรับแขกจบลงไปแล้ว เสียงของคุณพ่อที่เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ ทำให้ร่างกายของผมแข็งทื่อไปหมด และตอบกับตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ "สวัสดีค่ะ" "ขอบคุณที่ให้เกียรติมางานของผมครับ" "ต้องยกความดีความชอบให้คุณชายคนนี้เลยค่ะ ที่ให้ดิฉันตอบรับคำเชิญมาร่วมงาน" คุณหญิงเรียงวลีหัวเราะปิดปากน้อย ๆ เธอพยักพเยิดไปทางลูกชายที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนร่างสูงภายใต้ชุดสูทสีดำเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลาเชิดตรง ดวงตาคมกวาดสำรวจกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าก่อนจะหยุดสายตาลงที่ผม ดวงตาของเราสองคนที่สบกันตอนนี้ ยิ่งเรียกใจสั่นไหวของผมไม่หยุด ดั่งโลกทั้งโลกของผมหยุดหมุนในจังหวะนั้น พร้อมกับหัวใจและลมหายใจที่สะดุดไปในทันที เป็นเขา คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของผม... คิรา "อันดามาแนะนำตัวกับพี่เขาสิลูก" คุณหญิงโสรยาที่คอยรับแขกอยู่ด้านในงาน รีบเดินออกมาประกบข้างลูกสาวก่อนจะพูดแทรกขึ้นมากลางวงสนทนาทันที พี่อันดาเมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้นก็ช้อนตาขึ้นสำรวจผู้ชายที่ชื่อคิรา พวงแก้มของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที ร่างเล็กบิดน้อย ๆ เอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างคนเขินอาย “สวัสดีค่ะ ชื่ออันดานะคะ” คิราเพียงพยักหน้าตอบรับโดยไม่ละสายตาไปจากผม ผมที่สติสตังใกล้หลุดลอยเต็มทีรีบกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น การที่คิราจ้องผมเขม็งแบบนี้มันทำให้ผมทำตัวไม่ถูก จึงได้แต่นิ่งเงียบจนคนอื่น ๆ แนะนำตัวกันเสร็จสรรพ พี่อคินจึงสะกิดแผ่นหลังของผม และบอกให้ผมแนะนำตัวเองต่อพวกเขาอย่างเป็นมารยาทที่พึงทำ กับคนที่ได้พบกันครั้งแรก "สวัสดีครับ ผมชื่อนารา" "ฉัน คิรา" ภาพความทรงจำหนึ่งหมุนย้อนกลับมาซ้อนทับใบหน้าของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง ราวกับห้วงเวลาในอดีตถูกยกกลับมา สะท้อนเหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่เคยลืม ครั้งแรกที่เราพบกัน + + + + + + + + + + + + +
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม