Chapter 5
และแล้วงานเลี้ยงวันเกิดของผู้นำตระกูลเทวาคนปัจจุบันก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผู้คนภายในบ้านต่างขะมักเขม้นกับการเตรียมงานเลี้ยงให้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด
คงจะมีเพียงผมคนเดียวที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องราวเหล่านี้
โดยเฉพาะคนที่กำลังเดินมาทางนี้ ยิ่งทำให้ผมทอดถอนหายใจกับสิ่งที่จะต้องเผชิญเหมือนดั่งในทุก ๆ วัน
“อย่าทำให้คุณพ่อต้องขายขี้หน้าเพราะแกล่ะ” ผมถูกอันดาเท้าสะเอวตะโกนกรอกหู เพียงเพราะผมยังอยู่ในสภาพมอมแมมในขณะที่กำลังช่วยป้านมทำขนมอยู่ในครัว ผมเมินเสียงแหลมปรี๊ดของพี่สาวพลางตั้งอกตั้งใจกวนแป้งในถ้วยต่อไป ไม่คิดที่จะสนใจต่อต่อล้อต่อเถียงให้มากความ
“เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน” อันดากระทืบเท้าเร่า ๆ อย่างไม่พอใจ เพียงเพราะผมไม่ตอบโต้กลับอย่างทุกที มันทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรผมได้นอกจากชี้หน้าฝากความโกรธแค้นเอาไว้ก่อน ซึ่งนั่นคงเป็นข้อดีข้อเดียวของการมีงานเลี้ยงและคนทุกคนถูกสั่งมาว่าให้ทำตัวให้ดีครอบหัวเอาไว้ ผมปรายตามองตามแผ่นหลังภายใต้ชุดราตรีงดงามก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
หลังจากช่วยป้านมทำขนมจนเวลาล่วงเลยมานานมากแล้ว ผมก็ถูกไล่ให้ไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะอีกไม่นานแขกก็จะเริ่มทยอยกันมาแล้ว ในตอนแรกผมลีลาไม่อยากจะไปสักเท่าไร เพราะยังติดพันกับงานที่อยู่ในมือ แต่ด้วยฐานะที่ผมเป็นถึงลูกชายคนเล็กของเทวา มันทำให้ผมต้องเชิดหน้าออกไปรับแขกเหมือนกับพี่ ๆ คนอื่น
ยิ่งเป็นปีแรกที่ผมจะได้เปิดตัวในฐานะคนของตระกูลเทวา ลูกชายของคุณท่านเทพพงษ์ เทวา
หรืออาจจะบอกอีกนัยได้ว่าแค่ไปยืนประดับเฉย ๆ ให้รู้ว่ามีลูกนอกคอกอีกคนก็คงจะเป็นความจริงเสียมากกว่า เพราะหลายวันที่ผ่านมานี้ผมก็ถูกคุณท่านเอาแต่กำชับเรื่องการวางตัวให้สมฐานะ
ถ้าห่วงเรื่องหน้าตาของตระกูลมากถึงเพียงนี้ ทำไมถึงไม่สนับสนุนให้นาราได้รับการศึกษาที่ดีกันเล่า
ช่างเป็นการกระทำที่ย้อนแย้ง
ผมส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง ยินยอมกลับมาที่ห้องของตัวเอง ผมเร่งรีบที่จะอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งเตรียมเอาไว้ เป็นเสื้อเกาะอกสีขาวติดระบายลูกไม้ที่ด้านหลัง ด้านล่างเป็นกางเกงขายาวสีขาวรัดเข้ากับช่วงขาเรียว ใบหน้างดงามของนาราถูกผมแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา เสริมเน้นให้พวงแก้มและริมฝีปากมีสีระเรื่อราวกับคนสุขภาพดี ผมมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง หยิบบางอย่างที่เพิ่งได้รับมาประดับไว้บนอกเสื้อ
เข็มกลัดสีเงินลายผีเสื้อ
ผมสูดหายใจเข้าลึก นึกลังเลว่าจะปลดออกดีหรือไม่ แต่สุดท้ายผมก็กลัดมันเอาไว้อย่างเดิมและเดินออกมายังสถานที่จัดงานเพื่อประจำตำแหน่งของตัวเอง เมื่อเดินพ้นประตูบ้านออกมายังสวนด้านข้างก็พบว่าแขกเหรื่อที่ได้รับบัตรเชิญต่างทยอยกันเข้ามาเยอะแล้ว
“ขอโทษที่มาช้าครับ” ผมเดินเข้าไปหาพี่อคินซึ่งยืนอยู่หน้าทางเข้าก่อนจะโค้งขอโทษคนอื่นที่ยืนอยู่ร่วมด้วย และแน่นอนว่าการปรากฏตัวของผม สายตาสามคู่หันมาจ้องผมด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกัน พี่อคินมองมาอย่างเป็นมิตร คุณท่านเพียงพยักหน้าให้อย่างไม่ค่อยสนใจนัก และพี่อันดาที่จิกตามาทางผมอย่างหงุดหงิด สงสัยคงนึกหวังให้ผมสวมชุดซอมซ่อออกมาขายขี้หน้าคนอื่นเขา
“ถ้าไม่ได้พี่อคิน แกคงใส่ชุดเน่า ๆ ออกมาให้ตระกูลเราขายหน้าแน่ ๆ” และพี่อันดาก็กระแหนะกระแหนผมออกมาด้วยคำพูดอย่างที่ผมคิดเอาไว้ แต่ผมก็เลือกที่จะปรายหางตามองเธอก่อนจะฉีกยิ้มให้แขกที่กำลังเดินผ่านไป น่าเสียดายที่การทะเลาะกันต่อหน้าแขกและคุณพ่อไม่ใช่เรื่องดี ไม่อย่างนั้นผมคงตอบโต้กลับไปบ้างแล้ว
"วันนี้สวยมาก" เมื่อเห็นผมนิ่งพี่อคินจึงโน้มตัวลงมากระซิบใกล้ ๆ ผมหลุดยิ้มเขินอายอย่างกลั้นไม่อยู่ เมื่อถูกพี่ชายคนโตชมเป็นครั้งแรก
"พี่อคินต้องดูแลผมนะ" ผมเอ่ยเย้า ในขณะที่พี่อคินก็พยักหน้ารับคำหยอกของผม
“คงต้องดูแลทั้งสองคน” พี่อคินว่าพลางเหลือบมองพี่อันดาที่ยืนยิ้มหวานอยู่ข้าง ๆ คุณพ่อ อันที่จริงพี่อันดาเป็นคนสวย รูปร่างหน้าตาดูดีหมดจด ทว่าพอมีนิสัยเสีย ๆ นั่นเข้ามาปะปนอยู่ด้วย ความสวยก็ดูจะลดลงไปโขเลย
“นี่ใช่ลูกชายคนเล็กหรือเปล่าคะ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเชียว” ในขณะที่พวกเรากำลังยืนคุยกันบ้างทักทายคนนั้นคนนี้บ้าง แขกที่ผมพอจะเดาได้ว่าเป็นแขกคนสำคัญก็เดินเข้ามาทักทายคุณพ่อด้วยรอยยิ้ม
“ครับคุณหญิงไพรลิน เขาชื่อนารา” คุณท่านเอ่ยแนะนำ เพราะผมเพิ่งเคยออกงานในฐานะบุตรชายเป็นครั้งแรก ดังนั้นผมจึงรีบฉีกยิ้มกว้างก่อนจะพนมมือไหว้คุณหญิงไพรลินทันที
“นี่ธันวาลูกชายของดิฉันเองค่ะ แกเพิ่งเรียนจบจากนอกค่ะ ธันวาแนะนำตัวกับน้องหน่อยสิคะ” คุณหญิงไพรลินยิ้มรับไหว้จากผม ก่อนจะหันไปทางใครอีกคน ผู้ชายตัวสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา
[พี่ชื่อธันวา ยินดีที่ได้รู้จัก]
ผู้ชายที่คุณหญิงบอกว่าชื่อธันวาฉีกยิ้มให้ผมก่อนจะเริ่มพูดออกมาเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ผมหรี่ตามองรอยยิ้มขี้แกล้งบนใบหน้าของผู้ชายตรงหน้า ในขณะที่คุณหญิงซึ่งเป็นมารดาของอีกฝ่ายก็ตีไหล่พี่ธันวาเบา ๆ
"ธันวาอย่าแกล้งน้องสิคะ"
แม้คุณหญิงไพลินจะเอ่ยปรามไปแล้ว ทว่าพี่ธันวาก็ยังคงจ้องหน้าผมอย่างรอคอย เขาจ้องแม้ผมจะไม่เอ่ยปากพูดเป็นเวลานานหลายนาที ดังนั้นบรรยากาศระหว่างพวกเราจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด แต่พอพี่อคินจะช่วยพูดแทนผม ชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่คิดสนใจ และเอาแต่จ้องมองผมท่าเดียวด้วยรอยยิ้ม
รอยยิ้มที่ผมรู้สึกไม่ชอบใจ รอยยิ้มที่เหมือนกับมองผมได้ทะลุปรุโปร่ง
ช่างน่ากลัว
“ขอโทษครับ ผมไม่เข้าใจ” ผมพูดตัดปัญหากับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ก่อนจะได้รับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มตรงหน้า
“น่าสนใจ” เขายังคงจ้องผมกลับมา และประโยคหลังเขาพูดกับผมเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน ซึ่งผมก็ทำเฉไฉ หันใบหน้าหนีไปอีกทางจนเผลอสบตาเข้ากับพี่อันดาพอดี เธอมองมาทางผมด้วยรอยยิ้มเยาะ ที่ผมไม่สามารถตอบคำถามของพี่ธันวาได้
จากนั้นก็มีการพูดคุยกันอีกเพียงสองสามประโยค พวกเขาก็เอ่ยขอตัวก่อนจะเดินจูงแขนกันเข้าไปในงาน
“อย่าคิดมาก เป็นพี่ก็ตอบไม่ได้” พี่อคินยิ้มบาง คงคิดว่าผมกำลังคิดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ ผมเพียงยิ้มตอบกลับพี่ชายออกไป เรื่องเมื่อสักครู่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรใด ๆ ต่อตัวผมทั้งนั้น
ถ้าผมตอบกลับพี่ธันวาออกไปนี่สิ ผมคงแย่กว่า
เพราะนาราคนก่อนไม่ได้รับการศึกษาที่ดี เรื่องภาษาการสื่อสารย่อมเป็นไปไม่ได้
และตลอดการยืนอยู่หน้างานทำให้ผมได้รู้จักคุณหญิงคุณท่านจากหลาย ๆ ตระกูลมากทีเดียว ทั้งยังมีเหล่าคุณชายที่มาร่วมงานอีกมากมายจนผมจำหน้าคนได้ไม่หมด นับว่าเป็นการเปิดตัวให้คนอื่นได้รู้จักนาราในฐานะเทวาที่ดีทีเดียว
ในระหว่างที่พวกเรายังยืนอยู่เพื่อรอรับแขกจำนวนสุดท้าย ก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มต้นขึ้นตามกำหนดการ แน่นอนว่ามีคุณชายหลากหลายตระกูลเข้ามาทำความรู้จักมากมาย โดยเฉพาะพี่อันดาซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงกว้าง เพราะเธอเป็นดาราที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ใบหน้าของเธอจึงยิ้มอย่างพึงพอใจที่ถูกให้ความสนใจ
พี่อคินเองก็ไม่น้อยหน้า มีคุณหนูจากหลาย ๆ ตระกูลเข้ามาทำความรู้จักบ้างเช่นกัน
ผมมองพวกเขาอยู่อย่างนั้น ทั้งพี่สาวและพี่ชายที่ถูกรุมล้อม จึงเลือกถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวและกวาดสายตาไปรอบ ๆ งาน งานเลี้ยงอย่างชีวิตที่แล้วมาของผม ผมก็เคยได้สัมผัสกับมัน
"สวัสดีครับ คุณหญิงเรียงวลี" ทั้งที่คิดว่าการรับแขกจบลงไปแล้ว เสียงของคุณพ่อที่เอ่ยทักทายผู้มาใหม่ ทำให้ร่างกายของผมแข็งทื่อไปหมด และตอบกับตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้
"สวัสดีค่ะ"
"ขอบคุณที่ให้เกียรติมางานของผมครับ"
"ต้องยกความดีความชอบให้คุณชายคนนี้เลยค่ะ ที่ให้ดิฉันตอบรับคำเชิญมาร่วมงาน" คุณหญิงเรียงวลีหัวเราะปิดปากน้อย ๆ เธอพยักพเยิดไปทางลูกชายที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของเรือนร่างสูงภายใต้ชุดสูทสีดำเนื้อดี ใบหน้าหล่อเหลาเชิดตรง ดวงตาคมกวาดสำรวจกลุ่มคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าก่อนจะหยุดสายตาลงที่ผม
ดวงตาของเราสองคนที่สบกันตอนนี้ ยิ่งเรียกใจสั่นไหวของผมไม่หยุด
ดั่งโลกทั้งโลกของผมหยุดหมุนในจังหวะนั้น พร้อมกับหัวใจและลมหายใจที่สะดุดไปในทันที
เป็นเขา คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของผม... คิรา
"อันดามาแนะนำตัวกับพี่เขาสิลูก" คุณหญิงโสรยาที่คอยรับแขกอยู่ด้านในงาน รีบเดินออกมาประกบข้างลูกสาวก่อนจะพูดแทรกขึ้นมากลางวงสนทนาทันที
พี่อันดาเมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้นก็ช้อนตาขึ้นสำรวจผู้ชายที่ชื่อคิรา พวงแก้มของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที ร่างเล็กบิดน้อย ๆ เอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวานอย่างคนเขินอาย
“สวัสดีค่ะ ชื่ออันดานะคะ”
คิราเพียงพยักหน้าตอบรับโดยไม่ละสายตาไปจากผม ผมที่สติสตังใกล้หลุดลอยเต็มทีรีบกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น การที่คิราจ้องผมเขม็งแบบนี้มันทำให้ผมทำตัวไม่ถูก จึงได้แต่นิ่งเงียบจนคนอื่น ๆ แนะนำตัวกันเสร็จสรรพ พี่อคินจึงสะกิดแผ่นหลังของผม และบอกให้ผมแนะนำตัวเองต่อพวกเขาอย่างเป็นมารยาทที่พึงทำ
กับคนที่ได้พบกันครั้งแรก
"สวัสดีครับ ผมชื่อนารา"
"ฉัน คิรา"
ภาพความทรงจำหนึ่งหมุนย้อนกลับมาซ้อนทับใบหน้าของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมอีกครั้ง ราวกับห้วงเวลาในอดีตถูกยกกลับมา สะท้อนเหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่เคยลืม
ครั้งแรกที่เราพบกัน
+ + + + + + + + + + + + +