Chapter 6
"ผมชื่อนารา"
"ฉันชื่อคิรา"
เวลาของผมราวกับหมุนย้อนกลับไปตอนที่ตนเองอายุเพียงห้าขวบ ในค่ำคืนของงานเลี้ยงวันเกิดคุณปู่ ผมที่เป็นหลานชายจำต้องเข้าร่วมงานด้วยแม้จะอายุยังน้อย และในคืนนั้นเองก็เป็นคืนเดียวกับที่ผมได้เจอกับ 'คิรา' เป็นครั้งแรก
เด็กผู้ชายตัวสูง หน้าตาหล่อเหลา เขายืนตัวตรงอย่างเรียบร้อยอยู่ข้างคุณแม่ของเขาเอง ดวงตาคมสวยจ้องมาที่ผมซึ่งแอบหลบอยู่ด้านหลังของคุณปู่ พวกเราสบตากันอยู่นาน จนกระทั่งเป็นคิราที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ เขายื่นเข็มกลัดสีเงินรูปผีเสื้อมาให้ผม และบอกว่ามันคือของขวัญแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกัน
"หนูชื่ออะไรนะคะ" คุณหญิงเรียงวลี คุณแม่ของคิราเอ่ยถามผมขึ้นมาด้วยท่าทางตกใจ เสียงเรียกของท่านทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ความคิด ละสายตาจากใบหน้าของคิราก่อนจะตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้ม
"นาราครับ"
"เหมือนมาก... คนนี้ใช่ไหมคะที่คุณชายเล่าให้แม่ฟัง" เมื่อได้ยินผมยืนยันชื่อตัวเองซ้ำอีกครั้ง คุณหญิงเรียงวลีก็หันไปถามบุตรชายของตนที่ยังจ้องผมไม่วางตา คิราพยักหน้ารับคำถามนั้นเบา ๆ
"อ๊ะ งานเลี้ยงจะเริ่มแล้วนะคะ" คุณหญิงเรียงวลีกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรกับผมต่อ แต่คุณหญิงโสรยากลับแทรกกายเบียดร่างผมเข้ามายืนแทนที่แล้วชิงพูดขึ้นมาเสียงดัง
“เราเข้าไปด้านในงานดีไหมคะ ลูกอันดามาพาคุณหญิงกับพี่คิราเข้าไปในงานเร็วลูก” พี่อันดาถูกมารดาผลักให้ขยับเข้าไปใกล้คิราพร้อมบังคับกลาย ๆ ว่าให้หญิงสาวเป็นคนนำทางคุณหญิงเรียงวลีกับบุตรชายเข้าไปในงาน พี่อันดาเมื่อได้รับโอกาสก็ไม่ยอมที่จะปล่อยไป เธอคลี่ยิ้มเอียงอาย เสยเส้นผมทัดใบหูก่อนจะบอกเสียงหวานออกมา
“เดี๋ยวอันดาพาไปนะคะ” ผมมองการกระทำของสองแม่ลูกแล้วได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอา เมื่อถูกผลักออกมาจากวงสนทนา ผมก็เดินกลับไปยืนข้าง ๆ พี่อคิน
คิรายังคงยืนนิ่งแม้พี่สาวของผมจะเอ่ยชวนไปแล้ว เขาจ้องผมจนผมเองที่เป็นฝ่ายหลบสายตาคู่คมคู่นั้น พี่อันดาที่เห็นแบบนั้นก็เคลื่อนกายมาบังทิศทางสายตาของชายหนุ่ม ก่อนจะฉีกยิ้มหวานส่งไปให้อีกครั้ง
“พี่คิรา อันดาว่า...”
"ขอโทษที ผมไม่ได้มีธุระกับคุณ" คิราตอบรับการเชิญชวนนั้นด้วยความเย็นชา เขาเหลือบมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า เมินเฉยรอยยิ้มจืดเจื่อนกับอาการหน้าชาของเธอราวกับไม่ได้ทำอะไรผิด จากนั้นชายร่างสูงก็เบี่ยงกายเดินหลบคนตรงหน้า และมุ่งตรงเข้ามาหาผมแทน
"ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม" คิราเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง สายตาของเขายังคงมองมาที่ผมจุดเดียว มันทำให้บุคคลที่ยืนอยู่แถวนี้ทั้งหมดหันขวับมามองเราสองคนทันที ทั้งยังมีสายตาทิ่มแทงจากคุณหญิงโสรยาและพี่อันดาที่จ้องเขม็งมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อกัน
ผมเหลือบมองทั้งคุณพ่อ พี่อคินและสองแม่ลูก ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าและเดินนำคนตัวสูงกว่าเข้าไปในงาน คุณหญิงเรียงวลีราวกับรู้สิ่งที่บุตรชายต้องการดียิ่ง ท่านไม่ได้ตามเข้ามาทว่าชวนคุณพ่อพูดคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ในเวลานี้มีเพียงผมกับคิราที่เดินเคียงข้างกันเข้ามาในงานเลี้ยงเท่านั้น
'ดูสิเธอ เสนอตัวเต็มที่แต่เขาไม่เอา ตลก'
'สมน้ำหน้ายัยอันดา คิดว่าคุณชายเขาจะสนใจหรือไง'
'เด็กคนนั้นสวยจัง ฉันเพิ่งเคยเห็น'
มากคนก็มากความ เสียงซุบซิบจากรอบข้างแม้จะไม่ดังนักทว่าผมก็ได้ยินชัดแทบทุกคำ สีหน้าของผมไม่เปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเรื่องนินทาพวกนั้น ในขณะที่คิราก็คงชินชากับการเป็นจุดสนใจเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กเช่นเดียวกัน ดังนั้นพวกเราสองคนจึงมุ่งตรงไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่บริเวณห่างไกล โดยไม่แวะทักทายใครแม้เพียงคนเดียว
และทันทีที่พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้เรียบร้อย ผมก็สูดลมหายใจแล้วหันหน้าไปเผชิญกับชายหนุ่มอีกคน ซึ่งยังคงทิ้งสายตาไว้ที่ผมไม่เลิกรา
"เธอชื่อนารา" คิราเริ่มต้นประโยคมาอย่างเรียบง่าย
"คู่หมั้นของฉันก็ชื่อนารา" ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาราวกับพยายามค้นหาความจริงอะไรบางอย่างจากดวงตาของผม ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ขบกัดมันจนซีดขาวเมื่อคู่สนทนาก็เริ่มเล่าบางอย่างออกมา
"นาราเสียชีวิตเมื่อหนึ่งปีก่อน" เขาบอกก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งราวกับรอให้ผมพูดอะไร ทว่าผมกลับทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีไม่ปริปากใดออกมาเลยสักประโยค คิราจึงจำต้องเอ่ยสิ่งที่ต้องการของตนต่อ
"พวกเธอสองคนเหมือนกันมาก ชื่อ ท่าทาง นิสัย..." ผมเสตาหลบเมื่อเขาพูดมาจนถึงตอนนี้ อวัยวะในอกข้างซ้ายสั่นระรัวอย่างตื่นตระหนก คิราจ้องมาราวกับผมยังเป็นนารา อดีตคู่หมั้นที่ตายไปแล้วของเขา สายตาคู่นั้นยังเหมือนเดิม เต็มไปด้วยร่องรอยความรู้สึก คิราไม่เคยมองใครแบบนี้นอกจากผม และท่าทางแบบนี้ของเขากำลังสั่นคลอนความรู้สึกของผมอย่างรุนแรง
ผมควรจะบอกความจริงกับเขาเลยดีไหม...
แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเชื่อกันได้ง่าย ๆ และผมยังไม่พร้อมที่จะบอกเรื่องนี้กับใคร
"เราเป็นคนของเทวา" ในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะพูดแบบนั้นออกไป มันไม่ใช่คำโกหก เพราะนาราร่างที่ผมเข้ามาสิงสู่เป็นคนของเทวาจริง เพียงแต่จิตวิญญาณของเขาได้จากไปแล้ว
"เราไม่ใช่คู่หมั้นของคุณ" มีเพียงจิตวิญญาณของผมที่ผูกพันกับเขาจากความรู้สึก ในขณะที่เราสองคน ตัวตนของนาราในตอนนี้ เทวาไม่มีส่วนใดข้องเกี่ยวกับคนตรงหน้าเลยสักนิดเดียว
ความเงียบเริ่มขยายตัวระหว่างเราสองคน เมื่อต่างฝ่ายต่างหยุดคิดในสิ่งเดียวกัน คิรามองผม นัยน์ตาสีฟ้าครามของเขาราวกับกำลังกัดเซาะเปลือกภายนอกเพื่อเข้าไปสำรวจภายในจิตใจของผม ที่พยายามกดให้ลึกที่สุดภายในจิตใจ
"เธอยังโกหกไม่เก่งเหมือนเดิม" ประโยคนี้ทำให้ข้างในอกของผมสั่นไหวอีกครั้ง ดั่งกับว่าผมนั้นทำอะไรพลาดไป
เขารู้ หรือเพียงแค่พูดออกไปอย่างนั้น...
"คุณ...คุณหมายถึงอะไร" ผมรีบหลบสายตาคู่นั้น แต่ยิ่งผมหนี คิราก็ยิ่งต้อนผมให้จนมุม ความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงบีบคั้นให้ผมหลุดออกจากกำแพงที่สร้างขึ้นมาป้องกัน ดวงตาคู่นั้นบังคับให้ผมยอมเอ่ยปากสารภาพกับเขา และใช่ สุดท้ายผมก็ได้แต่อึกอักถามเขาออกไปอย่างสิ้นท่า
"นะ...นายรู้"
"ตอนแรกก็ไม่แน่ใจ แต่พอได้เจอเธออีกครั้งฉันถึงมั่นใจ ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะเหมือนกันได้ทั้งหมด โดยเฉพาะนิสัยหรือความเคยชิน" น้ำเสียงมั่นคงนั้นอธิบายแต่ละอย่างออกมาราวกับว่าเขามั่นใจเต็มร้อยแล้วว่าผมก็คือผม ในขณะที่ผมก็นึกขึ้นได้แล้วว่าทำไมเมื่อวาน เขาถึงปลอมตัวแล้วเข้ามาหากันแบบนั้น
คิรา นายอันตรายเกินไปแล้ว!
"ฉันดีใจที่เธอกลับมา" คนพูดจ้องหน้าผมอย่างสื่อความหมาย ดวงตาของเขาทอประกายความอ่อนโยนและรักใคร่ สิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้กลับคืนมาอีก มันสั่นคลอนหัวใจของผมอย่างรุนแรง ผมจึงทำได้เพียงเม้มปากแล้วก้มหน้าหลบสายตาของเขา ตั้งหน้าตั้งตาตักอาหารบนโต๊ะที่คนงานนำมาเสิร์ฟไว้เมื่อสักครู่
คิรามองผมที่ขัดเขินแล้วยกมุมปากขึ้นบางเบา เขายื่นมือมาเช็ดรอบริมฝีปากที่เปื้อนเศษอาหารออกให้พร้อมทั้งเกลี่ยผิวปากผมเล่นอย่างกลั่นแกล้ง
"พอแล้ว" ผมบ่นพึมพำ ไม่รู้เขาจะแกล้งให้ผมอายไปถึงไหน
"หึหึ"
"คุณชาย อยู่ตรงนี่เอง" โชคดีเหลือเกินที่คุณหญิงเรียงวลีเดินเข้าขัดจังหวะการรังแกของคิรา ร่างสูงหยุดมือที่เลื่อนมายุ่มย่ามแถวแก้มของผม ก่อนจะหันไปมองคุณแม่ที่ขยับเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ
คุณหญิงท่านเลิกคิ้วมองหน้าผมสลับกับคิราอย่างแปลกใจ คล้ายกับมีคำถามมากมายที่อยากจะถามเกี่ยวกับเรื่องของผม แต่ด้วยความกังวลของผมที่แสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน คิราซึ่งสัมผัสได้จึงขอตัวคุยกับคุณแม่เพียงลำพัง และเมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง คุณหญิงเรียงวลีก็มองหน้าผมด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
"ถึงแม่จะไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ถ้าคุณชายมีความสุข แม่ก็ไม่ห้ามถ้าทั้งสองคนจะคบกัน แต่ก็นะคุณชาย น้องยังเด็กนะคะ" ต้นประโยคคล้ายท่านต้องการจะพูดกับผม แต่เมื่อท้ายคำกลับหันไปยิ้มแซวลูกชายตัวเอง เล่นเอาผมที่นั่งอยู่ด้วยหน้าเห่อร้อน จากสายตาที่จ้องมาอย่างรู้ทันของคุณหญิงเลยทีเดียว
"แล้วอีกอย่าง ก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ให้เขารับรู้ คุณชายเข้าใจที่แม่พูดไหมคะ"
"ครับ"
"ถ้ายังขืนชักช้าเดี๋ยวน้องถูกใครจองตัวตัดหน้าจะแย่เอานะคะ หรือแม่จะไปพูดให้ก่อนดีคะ" คุณหญิงพูดเองเออเองหมดจนผมกับคิราได้แต่มองหน้ากัน จะเอ่ยห้ามก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะทันทีที่ครอบครัวเทวาเดินทักทายแขกเหรื่อจนเข้ามาใกล้โต๊ะพวกเรา คุณหญิงเรียงวลีท่านก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปคุยกับคุณพ่อของนาราทันที
สีหน้าของคุณท่านดูแปลกใจไม่น้อยกับสิ่งที่คุณหญิงพูด เขาเลื่อนสายตามามองผมอย่างพิจารณา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยห้ามอะไร ถ้าให้เดาก็คงเพราะความสัมพันธ์ของเรานั้นสามารถก่อประโยชน์ให้เทวาได้ ดังนั้นคุณพ่อจึงไม่มีทีท่าจะไม่พอใจ จะยกเว้นก็แต่พี่อคินที่รีบเดินเข้ามายืนแทรกกลางระหว่างผมกับคิราทันที
"นารายังเด็ก พี่ไม่เห็นด้วยที่ทั้งสองจะคบกัน มันเร็วเกินไป" อย่างที่พี่อคินว่านั้นเป็นความจริง ตามอายุของนาราซึ่งยังเรียนมอปลายอยู่ เมื่อเทียบกับคิราซึ่งทำงานแล้วนั้นก็คงจะห่างกันมากเกินไป แม้ในความจริงแล้วอายุของผมในชีวิตก่อนหน้านี้จะเท่ากันกับคิราเลยก็ตาม
"แล้วจะให้ทำอย่างไร" คิราถามออกไปอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก ทว่าเขาก็ยังคงรักษาสีหน้าและท่าทางสุภาพเอาไว้ได้ดีทีเดียว
"ถ้านายชอบน้องฉันจริง ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็น" พี่อคินว่า
“ห้ามบังคับนาราเด็ดขาด นายต้องจีบเขาด้วยตัวเอง”
คิราขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังประกาศิตของพี่ชายผม ในขณะที่ผมก็นึกไม่ออกเช่นกันว่าหากคิรามาจีบผมจริง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไร เพราะในอดีตพวกเราถูกจับหมั้นกันตั้งแต่เด็ก และสานสัมพันธ์กันมาในฐานะคู่หมั้นมาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องจีบนั้นไม่ต้องพูดถึง
"สู้ ๆ นะคะ คุณชาย" คุณหญิงเรียงวลีให้กำลังลูกชายของเธอด้วยการตบลงบนบ่ากว้างนั้นเบา ๆ ทั้งสีหน้าก็ยังแสดงออกว่าเป็นกังวล เพราะคิรามีท่าทีเหมือนกับว่าการ 'จีบ' ผมเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต
"อืม ตกลง ฉันจะทำ" เขาตอบออกไปแบบนั้น และผมชักเริ่มรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมาแล้วสิ
ผมหวังว่าผมจะไม่เจอกับอะไรแปลก ๆ หรอกนะ
"ถ้าอย่างนั้นพี่ก็มีสิทธิ์ร่วมด้วยใช่ไหมครับ" แขกไม่ได้รับเชิญที่อยู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาเป็นพี่ธันวานั่นเอง เขาฉีกยิ้มสาวเท้าเข้ามาใกล้พวกเราในขณะที่ดวงตาจับจ้องมายังผมด้วยแววตาถูกใจที่ปิดไม่มิด พี่อคินขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายกับอยากปฏิเสธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอีกฝ่ายก็เป็นถึงลูกชายของคนใหญ่คนโต ดังนั้นพี่ชายผมจึงได้แต่พยักหน้า และบอกแค่ว่าผมจะเลือกใครคนใดคนหนึ่งนั่นก็เป็นสิทธิ์ของผม
+ + + + + + + + + + + + +