Chapter 8
"นี่เราพลาดอะไรไปหรือเปล่า" เพตายิ้มล้อผม เมื่อพวกเราเดินมารอกลับบ้านที่หน้าประตูโรงเรียนเหมือนอย่างเคย รถหรูสามคันจอดเรียงรายเทียบข้างฟุตบาท เป็นแหล่งกำเนิดเสียงกรี๊ดกร๊าดของเหล่าบรรดาเด็กนักเรียนมัธยม ที่ยืนออกันเต็มทางออกไปหมด ผมชะเง้อหน้ามองผ่านศีรษะของใครหลาย ๆ คน ก่อนจะเห็นว่าเจ้าของรถทั้งสามคันนั้นต่างยืนพิงสะโพก อวดโฉมหน้าตาหล่อเหลายิ่งกว่านายแบบอย่างไม่มีใครยอมใคร
พี่อคิน พี่ธันวา และคิรา...
"มีเจ้าชายมารับถึงสามคน เจ้าหญิงจะเลือกราชรถคันไหนดีน่า" เพตายังไม่เลิกแซว ข้อศอกเล็กสะกิดเข้าที่เอวของผมหลายทีพร้อมกับเจ้าตัวที่ทำท่าเขินอายอย่างล้อเลียน ผมมองค้อนไปหนึ่งทีอย่างอดไม่ได้ เพตาจึงหัวเราะร่วนก่อนจะผลักผมใส่กลุ่มชายหนุ่มทั้งสามคน แล้วเจ้าตัวก็เดินหนีไปทันที
ผมเลิ่กลั่ก หันซ้ายหันขวามองตามแผ่นหลังของเพตาที่แวบเดียวก็มุดหายไปกับสายลม หลังจากนั้นก็ต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับสายตาทั้งสามคู่ที่จ้องมาด้วยความกดดัน ทั้งพี่อคิน พี่ธันวาและคิราต่างบังคับผมกราย ๆ ว่าให้เลือกไปกับเขา ในขณะที่ผมอึกอักไม่ยอมสบตาใครสักคนเดียว
"กลับกับพี่" พี่อคินชิงเปิดปากพูดเป็นคนแรก เขาเดินเข้ามาจับข้อมือผม ก่อนจะออกแรงลากให้เดินไปยังรถยนต์คันที่จอดอยู่หน้าสุด
"เห้ ฉันยังไม่ได้เดทกับน้องนาราเลยนะ นายจะพาไปคนเดียวไม่ได้!” เป็นพี่ธันวาที่แย้งขึ้นมาทันที เขารีบถลาเข้ามาขวางทางผมกับพี่อคิน มืออีกข้างก็ยื้อแขนผมเอาไว้ ผมเลื่อนสายตาไปมองพี่ธันวาซึ่งเป็นบุคคลที่ผมรู้จักด้วยน้อยที่สุด วันนี้เขาสวมเชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงขาสามส่วนดูเป็นชายหนุ่มอารมณ์ดี บุคลิกแตกต่างจากที่ผมเจอภายในงานเลี้ยงวันนั้นโดยสิ้นเชิง
"พวกเรามีนัดกัน" คิราโต้ขึ้นมาบ้างด้วยเหตุผลที่ผมไม่ทันได้รู้เรื่องด้วย
"เออ..."
แล้วผมควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดี...
"เมื่อวานนายได้เดทไปแล้ว วันนี้ก็ต้องถึงคิวของฉัน" พี่ธันวารีบหันไปทักท้วงความเป็นธรรมให้กับตนเอง แต่คิรากลับตอบกลับมาโดยทันทีว่า
"ไม่"
"นี่คุณชาย ผมก็มีสิทธิ์ที่จะจีบน้องและได้รับโอกาสไม่ต่างจากคุณ คุณควรเคารพสิทธิ์ของผมด้วย"
"ไม่"
"เห้ คุณชาย...!”
"น้องฉันจะไม่ไปไหนกับใครทั้งนั้น" พี่อคินที่จับมือผมไว้แน่นในที่สุดก็เปิดปากพูด เขาขยับร่างกายของตนเข้าไปขวางคนทั้งคู่เพื่อห้ามทัพ
"ไม่/ไม่ได้!” และคนทั้งสองที่เพิ่งทะเลาะกันก็สวนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
"เออ ผมว่าเราออกจากที่นี่กันก่อนไหมครับ" การถูกรุมล้อมด้วยผู้ชายหน้าตาดีสามคน ทำให้ผมกลายเป็นจุดสนใจไปด้วย และยิ่งการที่พวกเขาเถียงกันเสียงดังแบบนี้ก็ทำให้เด็กคนอื่น ๆ เริ่มเข้ามามุงดูจนกลายเป็นฝูงชนขนาดใหญ่ ผมหน้าบางเกินกว่าจะทนยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปได้ ดังนั้นจึงรีบพูดแทรกขึ้นมา ก่อนจะถูกพี่อคินที่พยักหน้าเห็นด้วยฉุดกระชากให้ขึ้นรถของเขาไป
"เราจะไปที่ไหนกันเหรอครับ" ผมถามขึ้นมาเมื่อตัวรถเคลื่อนออกจากหน้าโรงเรียน และมุ่งตรงไปยังทางที่ไม่คุ้นเคย
"ขืนกลับบ้านคงไม่ดี" พี่อคินตอบพลางชี้นิ้วไปยังด้านหลัง เมื่อผมหันกลับไปดูก็เห็นว่ารถยนต์อีกสองคันขับตามพวกเรามาติด ๆ เลย
"เพิ่งจะได้รู้จักกัน ก็จะทิ้งพี่ไปแล้วนะเรา" ผมหันไปมองเจ้าของคำพูดที่ยังขับรถอย่างตั้งใจ ในความทรงจำของนาราที่ตกทอดมาให้ ไม่มีพี่อคินอยู่เลยจริง ๆ ด้วยความที่ว่าพี่อคินแทบไม่ค่อยกลับบ้าน เนื่องจากเขาย้ายออกไปพักคอนโดใกล้บริษัทแทน และนาราคนเก่าก็เก็บตัวไม่ชอบสุงสิงกับใคร วัน ๆ อยู่แต่ในห้องของตนเอง ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยที่ว่าทำไมพวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แต่ถ้านาราเจอพี่อคินเร็วกว่านี้...เขาก็คงไม่ตาย
"หึหึ พี่ไม่ยอมปล่อยเราไปง่าย ๆ หรอก" พี่อคินคลี่ยิ้มส่งมาให้ผม ผมก็เพิ่งรู้ว่าความจริงแล้วบุคลิกเงียบขรึมของพี่อคินก็เป็นเพียงแค่ฉากหน้า จริง ๆ แล้วพี่ชายคนโตของเทวากลับเป็นคนขี้แกล้งที่สุด!
ผมเบ้ปากงอนพี่ชายไปตลอดทาง เพราะเขาหยอกล้อผมอีกหลายคำ รถยนต์ทั้งสามคันเคลื่อนตัวบนท้องถนนด้วยความเร็วในระดับที่พอเหมาะ และเมื่อพี่อคินหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าห้างห้างหนึ่ง อีกสองคันที่เหลือก็เปิดไฟเลี้ยวขับเข้ามาตามทันที
ร้านอาหารบนห้างที่พี่อคินเลือกเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังที่มีลูกค้าใช้บริการอยู่เยอะทีเดียว ร้านอาหารร้านนี้เป็นร้านบุฟเฟ่ต์แบบบริการตนเองที่มีรายการอาหารให้เลือกมากมาย ทั้งคาวหวาน เครื่องเคียงและของมันของทอด
ผมเดินตามหลังพี่อคินเข้ามาในร้านโดยมีอีกสองหนุ่มเดินขนาบข้างมาด้วย พี่อคินฉุดแขนผมเข้าไปนั่งด้านในก่อนเจ้าตัวจะตามมาประกบปิดทางออกทันทีที่พนักงานนำทางมายังโต๊ะ ดังนั้นเก้าอี้อีกฝั่งจึงตกเป็นของพี่ธันวากับคิราอย่างเสียไม่ได้
เมื่อพวกเราตกลงที่นั่งกันได้เรียบร้อย พี่อคินกับพี่ธันวาซึ่งนั่งอยู่ด้านนอกสุดก็ลุกขึ้นไปตักอาหาร ผมเองก็ทำท่าจะลุกตามพวกเขาไปด้วย แต่คิรากลับส่ายหน้าและบอกให้ผมนั่งเฝ้าโต๊ะอยู่ที่นี่ ตัวเขาจะเป็นคนไปตักมาให้เอง
และไม่นานนักแซลมอลย่างเกลือ หอยเชลล์และซูชิหน้าไข่ล้วน ซึ่งต่างก็เป็นบรรดาของโปรดของผมก็ถูกนำมาวางตรงหน้าอย่างเป็นระเบียบ
"ดื่มน้ำเปล่า" คิราวางแก้วน้ำเปล่าไม่ใส่น้ำแข็งให้ผม ในขณะที่ของตัวเองเป็นไวน์ขาว 'โซวิญง บลองก์' ผมมองหน้าเขาอย่างไม่พอใจ ปากก็เบะออกเพื่อบอกให้รู้ว่าผมเองก็อยากดื่มไวน์บ้าง
"อายุไม่ถึงเกณฑ์ ห้ามดื่ม" ผมยู่หน้าแต่ก็ยอมดื่มน้ำเปล่า เพราะร่างกายของผมตอนนี้ยังอายุเพียงสิบหกย่างเข้าสิบเจ็ดปีเท่านั้น
"เราอยากกินฟักทอง เห็ดเข็มทอง กับสลัดงาขาวญี่ปุ่น อยากกินชิ้นนั้นด้วย" ผมชี้ไปยังซูซิหน้าปลาซาบะชิ้นอวบบนจานของคิรา อีกคนจึงคีบมาวางบนจานให้ผมพร้อมกับคีบชิ้นโปรดของผมอีกสองสามชิ้นมาวางเรียง แถมยังลุกไปตักอาหารที่ผมอยากกินมาเพิ่มให้ด้วย
อา...ในเมื่อทางสว่าง คิราไม่อยู่ที่โต๊ะแล้ว ผมที่มองแก้วไวน์ของเขาตาเป็นมัน ก็แอบหยิบแก้วไวน์ขาวแก้วนั้นยกจิบเบา ๆ ด้วยความพออกพอใจ
อาหารญี่ปุ่นต้องกินคู่กับไวน์สิถึงจะอร่อย!
แต่เหมือนผมจะหลงลืมอะไรบางอย่างไป ผมเงยหน้าขึ้นจากอาหารและเครื่องดื่ม ก็สบเข้ากับดวงตาสองคู่ที่จ้องกันมาอย่างจับผิด
"พี่เพิ่งรู้ว่าเรากับคุณชายสนิทกันมากถึงขนาดใช้ของร่วมกัน" พี่อคินพูดขึ้นมาทั้งที่คิ้วยังขมวดแน่น
"นี่พี่ยังไม่ได้เริ่ม พี่ก็จะแพ้แล้วเหรอครับ"
"เอ่อ..." ผมเม้มปากเข้าหากัน รู้สึกพูดอะไรไม่ออก
"กินเลอะหมดแล้ว" คิราที่เพิ่งกลับมายังที่นั่งของตน ไม่ได้สังเกตบรรยากาศอึดอัดภายในโต๊ะ เขามองมุมปากที่เลอะของผมก่อนจะหยิบทิชชูมาเช็ดคราบน้ำจิ้มออกให้อย่างเบามือ ผมเม้มปากก้มหน้างุดอย่างทำอะไรไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม ท่าทางแบบนั้นยิ่งทำให้พี่อคินกับพี่ธันวาจ้องเขม็งมาที่พวกเรามาก
"มีอะไร" คิราที่น่าจะเพิ่งรับรู้ถึงสายตาประหลาดหันไปถามอีกสองคน
"เปล่า แค่คิดว่านายไปสนิทกับน้องชายฉันตั้งแต่ตอนไหน"
"ยี่สิบปี" คิราเป็นคนตอบคำถามของพี่อคินด้วยเสียงหนักแน่น แต่ว่าจำนวนตัวเลขนั้นทำเอาผมหน้าเหวอ ไม่ทันได้พูดแย้ง ชายหนุ่มก็หันไปมองพี่ธันวาต่อ
"นายน่ะ แพ้ฉันแล้ว"
+ + + + + + + + + + + + +