จากที่รู้สึกว่าตนทำให้ผู้หญิงอายุมากร้องไห้ นวลก็เงียบไปเลย ไม่อยากเอ่ยสิ่งใดให้อีกฝ่ายต้องน้ำหูน้ำตาร่วงไปมากกว่านี้ นวลไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงแสดงความรักต่อตนราวผูกพันกันอย่างมากมายนัก เมื่อผู้หญิงที่ออกไปกลับมาพร้อมยาต้มก็ยอมดื่มจนหมดอีกฝ่ายดูดีใจอย่างมาก ลูบหน้าลูบผมอย่างแสนรักใคร่ แล้วนวลก็จับใจความได้ในคำหนึ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยบ่อยครั้ง
‘หนิงเอ๋อร์’
คำนี้ราวเป็นคำเรียกตน นวลจึงตัดสินใจพูดตาม
“หนิงเอ๋อร์”
“หนิงเอ๋อร์ ใช่ ลูก หนิงเอ๋อร์ เจ้าคือหนิงเอ๋อร์ จางหนิงฮวา บุตรสาวท่านเจ้าแคว้นจง ลูกสาวของแม่ จำได้แล้วใช่ไหมลูก ลูกไม่ได้ฟั่นเฟือนไปใช่ไหม”
นวลพูดไปคำเดียวอีกฝายต่อมายาวเหยียดทำเอาหญิงสาวถึงกับอึ้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจส่ายหน้าแล้วกุมศีรษะตน เอนกายลงพร้อมหลับตาเลี่ยงไป ด้วยไม่อาจเข้าใจสิ่งใดได้เลย
‘พูดไปคำเดียว หนิงเอ๋อร์ หนิงฮวา จาง จง อะไรมาเต็มไปหมด ปวดหัวจริงๆ’
“อยากพักหรือลูก เช่นนั้นก็นอนเถิด แม่จะไปดูหนิงฮันน้องของเจ้าว่ากินข้าวหรือยัง...ย่าซิน ดูแลท่านหญิงให้ดี”
“เพคะพระชายา”
เหมือนท่าทางของตนจะทำให้อีกฝ่ายยอมล่าถอย หากก็ลูบผมอย่างเบามือครู่หนึ่งจึงออกไปจากห้อง เหลือเพียงผู้หญิงอายุอ่อนกว่าแต่ดูไปแล้วน่าจะมากกว่าตนไม่กี่ปี หรือไม่ก็อาจเท่ากัน
ทว่านวลไม่ได้สนใจสิ่งนั้น ที่ทำให้หญิงสาวฉุกใจขึ้นมาเพราะมือผู้หญิงอายุมากลูบผมยาวของตน แต่นวลไม่ได้ผมยาว!
ปกติแล้วตนผมสั้นเพียงแค่ต้นคอเท่านั้น
มือบางจับผมยาวมากซึ่งดูเยอะจนน่ากลัวของตนมาดูพร้อมลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างลืมไปเลยว่ามีแผลที่หลังอยู่
“นี่มันอะไรกัน”
“มีอะไรคะท่านหญิง”
นวลหันมองคนพูดพลางถามแล้วจับผมตัวเอง
“ผมฉันยาวขนาดนี้ได้ยังไง”
“ท่านหญิงเป็นอะไรไปอีกแล้วเจ้าคะ”
อีกฝ่ายสีหน้าห่วงใยชัดเจน นวลไม่ได้คำตอบที่ตนต้องการ พร้อมกับที่เริ่มสังเกตมือทั้งสองข้างของตนเองที่ขาวและนิ้วเรียวงาม ปลายเล็บมนสวย ต่างจากมือที่ทำนาทำสวนขุดดินของตน แล้วก็ยิ่งตระหนก แตะมือไปทั่วใบหน้าเนื้อตัวตนเอง
“ทำไมรู้สึกเหมือนไม่ใช่...”
พลางคิดสายตาก็สอดส่ายไปทั่ว ทั้งยังลุกขึ้นเดินหาบางอย่าง แม้ว่าจะซวนเซ ขาแทบจะพันกันด้วยยังอ่อนแรง
“ท่านหญิงจะไปไหน หรือว่าหาสิ่งใดกันเจ้าคะ”
คนถามพยายามเดินตามและพยายามช่วย ขณะที่นวลเกาะไปตามโต๊ะ เก้าอี้ ผนัง กระทั่งไปถึงฉากที่กั้นอยู่ หญิงสาวผ่านส่วนนั้นไปและเห็นเงาสะท้อนจากคันฉ่องที่วางตั้งอยู่หลังฉากซึ่งมองเห็นตั้งแต่ศีรษะลงมาจนเกือบถึงเอว นั่นทำเอานวลถึงกับผงะอุทานพร้อมเซถอยหลังจนทรุดลงกับพื้น
“ฮะ? ...นั่น...นั่น...”
ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นชี้ ขณะเนื้อตัวสั่นเทา
“ท่านหญิงหวาดกลัวสิ่งใดเจ้าคะ”
ผู้ที่เข้ามาช่วยประคองถาม หากนวลกลับส่ายหน้าจับหน้า จับตัวของตนที่เห็นในคันฉ่องก่อนจะกรีดร้องออกมา
“กรี๊ดดด!”
นวลมองสบตาตนที่กำลังกรีดร้องแล้วก็รู้สึกหน้ามืดวูบ สติหลุดด้วยความตระหนกตกใจสลบคอพับคออ่อนไปทันใด
ความอึดอัดที่บีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้นวลพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ยิ่งมองไม่เห็นก็ยิ่งอยากหลุดพ้น หญิงสาวหายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งรูปร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นใบหน้าขาวซีดไร้สีสันที่ตนเพิ่งเห็นในคันฉ่อง นวลก็กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง
“กรี๊ด ผี...ผี...ช่วยด้วย”
ร่างอรชรลุกพรวดขึ้น เหงื่อท่วมตัว ตาเบิกโพลง ใบหน้าซีดเผือด ความกลัวเข้าเกาะกินหัวใจปะปนความงุนงงไม่เข้าใจในสิ่งที่เห็นกับตาตัวเอง
“ท่านหญิงเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าใด ทว่าคนผู้นี้ยังอยู่กับตนไม่ไปไหน และรีบขยับเข้ามาดูอย่างเป็นห่วงเป็นใยเช่นเดิม แม้ตีความคำพูดอีกฝ่ายไม่ได้แต่ก็พอมองออกว่าเจ้าตัวรู้สึกเช่นไร ตนดูมีความสำคัญกับอีกฝ่ายไม่น้อยเลย
นวลไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตน แรกทีเดียวนั้นตื่นตระหนกจนถึงกับสิ้นสติ เมื่อหน้าตาของตนผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก ที่บ้านกระท่อมมุงจากซึ่งอยู่กันหลายชีวิต พ่อแม่กับพี่น้องอีกห้าคนรวมตนเองมีคันฉ่องเล็กๆ หนึ่งใบ ส่องได้เฉพาะหน้าอยู่ นวลจึงรู้ว่าใบหน้าตนเองเป็นเช่นไร ที่สำคัญไม่เคยเห็นผู้หญิงในกรุงศรีฯ คนไหนผิวขาวหน้าซีดถึงเพียงนี้มาก่อน
ราวกับเป็นภูตผีอย่างนั้น
“นี่มันเกิดเรื่องอาเพศใดขึ้นกัน”
หญิงสาวพึมพำหลังจากพยายามสงบสติตนเองแล้วหันไปพูดกับคนข้างตัว
“ฉันไม่ใช่ตัวฉันอย่างนั้นหรือ ฉันเป็นใคร ฉันถูกผีห่าฉุดวิญญาณมาหรือ”
“โธ่ ท่านหญิง...ท่านหญิงของย่าซิน ฟั่นเฟือนไปแล้วจริงหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงพูดคำประหลาดเช่นนี้เจ้าคะ”
อีกฝ่ายคร่ำครวญแล้วเริ่มมีน้ำตา
“หากเป็นเช่นนี้ ฉันจะกลับกรุงศรีได้ยังไง ฉันไม่ใช่นวล ฉันเป็นใคร”
นวลเสียงเครือสั่นจนสุดท้ายก็ร้องไห้ไปด้วยเช่นกัน รู้แล้วว่าชีวิตของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้ยังมีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ ทว่ากลับเป็นผู้อื่น
หญิงสาวประหวั่นพรั่งพรึง ความคิดมืดมนไร้หนทางไปต่อ ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างไรในที่แห่งนี้ แม้แต่จะคุยให้เข้าใจก็ยังทำไม่ได้
ได้เพียงร้องไห้ไปกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่เข้าใจตนเช่นกัน
นวลอยู่ในที่ที่ตนไม่รู้จักนี้มาห้าวันแล้ว สิ่งที่หญิงสาวทำได้คือการกินข้าวให้อิ่ม กินยาให้รักษาแผลให้ดีขึ้นโดยเร็วและนอนให้หลับ ยิ่งดีที่ฤทธิ์ยาพอช่วยให้ตนหลับไปได้ หลังจากครุ่นคิดมาพักใหญ่นวลก็มั่นใจว่าทางเดียวที่จะรู้ในสิ่งต่างๆ ได้คือ ต้องสื่อสารกับผู้คนที่นี่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่อาจก้าวต่อไปโดยไม่รู้ทิศทาง
หญิงสาวพยายามพูดกับผู้หญิงที่ดูแลตนเอง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นพี่เลี้ยง โดยชี้ที่ตัวเองแล้วพูดว่า ‘หนิงเอ๋อร์’ อยากรู้ว่านี่คือชื่อของสตรีที่ตนมาอยู่ในร่างใช่หรือไม่
อีกฝ่ายก็รีบตอบรับพร้อมพยักหน้าอย่างดีใจ
‘เจ้าค่ะ ท่านคือท่านหญิงหนิงฮวา พระชายาเรียกว่า หนิงเอ๋อร์เจ้าค่ะ’
‘หนิงฮวา?’
ตกลงหนิงเอ๋อร์หรือหนิงฮวากันล่ะนี่
‘เจ้าค่ะ’
เจ้าตัวพยักหน้าอีกครั้ง นวลขมวดคิ้วมุ่น คงเป็นชื่อของสตรีหน้าซีดคนนี้เช่นเดียวกัน เพราะผู้หญิงอายุมากก็พูดทั้งสองชื่อนี้ จากนั้นตนจึงชี้ไปที่อีกฝ่ายอย่างต้องการถาม เจ้าตัวงุนงงเล็กน้อยแต่แล้วก็เหมือนจะเข้าใจ
‘ย่าซิน’
‘ย่าซิน?’
นวลพูดซ้ำ เจ้าตัวก็ยิ้มกว้างพยักหน้ารับ
นับแต่นั้นนวลก็ชี้ถามย่าซินไปทีละอย่างและพยายามจดจำ แม้จะไม่ได้ทั้งหมด แต่บ่อยครั้งก็เริ่มซึมซับ ส่วนผู้หญิงอายุมากนั้นนวลเดาว่าน่าจะเป็นมารดา เพราะคำเรียกออกเสียงคล้ายๆ คำไทย ซึ่งหญิงสาวแอบถามย่าซินตอนหญิงผู้นั้นออกไปพร้อมกับเด็กผู้ชายอายุราวสิบขวบที่มาเยี่ยมตน นวลคิดว่าคงเป็นน้องชายชื่อ ‘หนิงอัน’
การที่อยู่ๆ จับพลัดจับผลูฟื้นในร่างของคนอื่นต่างถิ่นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับนวล แต่หญิงสาวไม่ใช่คนอ่อนแอ แม้หาสาเหตุไม่ได้ทว่าในเมื่อเกิดขึ้นแล้วตนก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ อาจเป็นเพราะสวรรค์มีตา เทพพยาดาฟ้าดินเมตตาสงสารนวลที่ถูกฆ่าตายอย่างน่าสังเวชให้ได้มามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้จะในร่างของคนอื่นก็ตาม
======