2.ท่านหญิงฟั่นเฟือน (1)

1446 คำ
จากที่รู้สึกว่าตนทำให้ผู้หญิงอายุมากร้องไห้ นวลก็เงียบไปเลย ไม่อยากเอ่ยสิ่งใดให้อีกฝ่ายต้องน้ำหูน้ำตาร่วงไปมากกว่านี้ นวลไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงแสดงความรักต่อตนราวผูกพันกันอย่างมากมายนัก เมื่อผู้หญิงที่ออกไปกลับมาพร้อมยาต้มก็ยอมดื่มจนหมดอีกฝ่ายดูดีใจอย่างมาก ลูบหน้าลูบผมอย่างแสนรักใคร่ แล้วนวลก็จับใจความได้ในคำหนึ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยบ่อยครั้ง ‘หนิงเอ๋อร์’ คำนี้ราวเป็นคำเรียกตน นวลจึงตัดสินใจพูดตาม “หนิงเอ๋อร์” “หนิงเอ๋อร์ ใช่ ลูก หนิงเอ๋อร์ เจ้าคือหนิงเอ๋อร์ จางหนิงฮวา บุตรสาวท่านเจ้าแคว้นจง ลูกสาวของแม่ จำได้แล้วใช่ไหมลูก ลูกไม่ได้ฟั่นเฟือนไปใช่ไหม” นวลพูดไปคำเดียวอีกฝายต่อมายาวเหยียดทำเอาหญิงสาวถึงกับอึ้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจส่ายหน้าแล้วกุมศีรษะตน เอนกายลงพร้อมหลับตาเลี่ยงไป ด้วยไม่อาจเข้าใจสิ่งใดได้เลย ‘พูดไปคำเดียว หนิงเอ๋อร์ หนิงฮวา จาง จง อะไรมาเต็มไปหมด ปวดหัวจริงๆ’ “อยากพักหรือลูก เช่นนั้นก็นอนเถิด แม่จะไปดูหนิงฮันน้องของเจ้าว่ากินข้าวหรือยัง...ย่าซิน ดูแลท่านหญิงให้ดี” “เพคะพระชายา” เหมือนท่าทางของตนจะทำให้อีกฝ่ายยอมล่าถอย หากก็ลูบผมอย่างเบามือครู่หนึ่งจึงออกไปจากห้อง เหลือเพียงผู้หญิงอายุอ่อนกว่าแต่ดูไปแล้วน่าจะมากกว่าตนไม่กี่ปี หรือไม่ก็อาจเท่ากัน ทว่านวลไม่ได้สนใจสิ่งนั้น ที่ทำให้หญิงสาวฉุกใจขึ้นมาเพราะมือผู้หญิงอายุมากลูบผมยาวของตน แต่นวลไม่ได้ผมยาว! ปกติแล้วตนผมสั้นเพียงแค่ต้นคอเท่านั้น มือบางจับผมยาวมากซึ่งดูเยอะจนน่ากลัวของตนมาดูพร้อมลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างลืมไปเลยว่ามีแผลที่หลังอยู่ “นี่มันอะไรกัน” “มีอะไรคะท่านหญิง” นวลหันมองคนพูดพลางถามแล้วจับผมตัวเอง “ผมฉันยาวขนาดนี้ได้ยังไง” “ท่านหญิงเป็นอะไรไปอีกแล้วเจ้าคะ” อีกฝ่ายสีหน้าห่วงใยชัดเจน นวลไม่ได้คำตอบที่ตนต้องการ พร้อมกับที่เริ่มสังเกตมือทั้งสองข้างของตนเองที่ขาวและนิ้วเรียวงาม ปลายเล็บมนสวย ต่างจากมือที่ทำนาทำสวนขุดดินของตน แล้วก็ยิ่งตระหนก แตะมือไปทั่วใบหน้าเนื้อตัวตนเอง “ทำไมรู้สึกเหมือนไม่ใช่...” พลางคิดสายตาก็สอดส่ายไปทั่ว ทั้งยังลุกขึ้นเดินหาบางอย่าง แม้ว่าจะซวนเซ ขาแทบจะพันกันด้วยยังอ่อนแรง “ท่านหญิงจะไปไหน หรือว่าหาสิ่งใดกันเจ้าคะ” คนถามพยายามเดินตามและพยายามช่วย ขณะที่นวลเกาะไปตามโต๊ะ เก้าอี้ ผนัง กระทั่งไปถึงฉากที่กั้นอยู่ หญิงสาวผ่านส่วนนั้นไปและเห็นเงาสะท้อนจากคันฉ่องที่วางตั้งอยู่หลังฉากซึ่งมองเห็นตั้งแต่ศีรษะลงมาจนเกือบถึงเอว นั่นทำเอานวลถึงกับผงะอุทานพร้อมเซถอยหลังจนทรุดลงกับพื้น “ฮะ? ...นั่น...นั่น...” ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นชี้ ขณะเนื้อตัวสั่นเทา “ท่านหญิงหวาดกลัวสิ่งใดเจ้าคะ” ผู้ที่เข้ามาช่วยประคองถาม หากนวลกลับส่ายหน้าจับหน้า จับตัวของตนที่เห็นในคันฉ่องก่อนจะกรีดร้องออกมา “กรี๊ดดด!” นวลมองสบตาตนที่กำลังกรีดร้องแล้วก็รู้สึกหน้ามืดวูบ สติหลุดด้วยความตระหนกตกใจสลบคอพับคออ่อนไปทันใด ความอึดอัดที่บีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้นวลพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ยิ่งมองไม่เห็นก็ยิ่งอยากหลุดพ้น หญิงสาวหายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งรูปร่างของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้น เป็นใบหน้าขาวซีดไร้สีสันที่ตนเพิ่งเห็นในคันฉ่อง นวลก็กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง “กรี๊ด ผี...ผี...ช่วยด้วย” ร่างอรชรลุกพรวดขึ้น เหงื่อท่วมตัว ตาเบิกโพลง ใบหน้าซีดเผือด ความกลัวเข้าเกาะกินหัวใจปะปนความงุนงงไม่เข้าใจในสิ่งที่เห็นกับตาตัวเอง “ท่านหญิงเจ้าคะ” ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าใด ทว่าคนผู้นี้ยังอยู่กับตนไม่ไปไหน และรีบขยับเข้ามาดูอย่างเป็นห่วงเป็นใยเช่นเดิม แม้ตีความคำพูดอีกฝ่ายไม่ได้แต่ก็พอมองออกว่าเจ้าตัวรู้สึกเช่นไร ตนดูมีความสำคัญกับอีกฝ่ายไม่น้อยเลย นวลไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตน แรกทีเดียวนั้นตื่นตระหนกจนถึงกับสิ้นสติ เมื่อหน้าตาของตนผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก ที่บ้านกระท่อมมุงจากซึ่งอยู่กันหลายชีวิต พ่อแม่กับพี่น้องอีกห้าคนรวมตนเองมีคันฉ่องเล็กๆ หนึ่งใบ ส่องได้เฉพาะหน้าอยู่ นวลจึงรู้ว่าใบหน้าตนเองเป็นเช่นไร ที่สำคัญไม่เคยเห็นผู้หญิงในกรุงศรีฯ คนไหนผิวขาวหน้าซีดถึงเพียงนี้มาก่อน ราวกับเป็นภูตผีอย่างนั้น “นี่มันเกิดเรื่องอาเพศใดขึ้นกัน” หญิงสาวพึมพำหลังจากพยายามสงบสติตนเองแล้วหันไปพูดกับคนข้างตัว “ฉันไม่ใช่ตัวฉันอย่างนั้นหรือ ฉันเป็นใคร ฉันถูกผีห่าฉุดวิญญาณมาหรือ” “โธ่ ท่านหญิง...ท่านหญิงของย่าซิน ฟั่นเฟือนไปแล้วจริงหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงพูดคำประหลาดเช่นนี้เจ้าคะ” อีกฝ่ายคร่ำครวญแล้วเริ่มมีน้ำตา “หากเป็นเช่นนี้ ฉันจะกลับกรุงศรีได้ยังไง ฉันไม่ใช่นวล ฉันเป็นใคร” นวลเสียงเครือสั่นจนสุดท้ายก็ร้องไห้ไปด้วยเช่นกัน รู้แล้วว่าชีวิตของตนได้เปลี่ยนไปแล้ว แม้ยังมีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ ทว่ากลับเป็นผู้อื่น หญิงสาวประหวั่นพรั่งพรึง ความคิดมืดมนไร้หนทางไปต่อ ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างไรในที่แห่งนี้ แม้แต่จะคุยให้เข้าใจก็ยังทำไม่ได้ ได้เพียงร้องไห้ไปกับผู้หญิงอีกคนที่ไม่เข้าใจตนเช่นกัน นวลอยู่ในที่ที่ตนไม่รู้จักนี้มาห้าวันแล้ว สิ่งที่หญิงสาวทำได้คือการกินข้าวให้อิ่ม กินยาให้รักษาแผลให้ดีขึ้นโดยเร็วและนอนให้หลับ ยิ่งดีที่ฤทธิ์ยาพอช่วยให้ตนหลับไปได้ หลังจากครุ่นคิดมาพักใหญ่นวลก็มั่นใจว่าทางเดียวที่จะรู้ในสิ่งต่างๆ ได้คือ ต้องสื่อสารกับผู้คนที่นี่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่อาจก้าวต่อไปโดยไม่รู้ทิศทาง หญิงสาวพยายามพูดกับผู้หญิงที่ดูแลตนเอง ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นพี่เลี้ยง โดยชี้ที่ตัวเองแล้วพูดว่า ‘หนิงเอ๋อร์’ อยากรู้ว่านี่คือชื่อของสตรีที่ตนมาอยู่ในร่างใช่หรือไม่ อีกฝ่ายก็รีบตอบรับพร้อมพยักหน้าอย่างดีใจ ‘เจ้าค่ะ ท่านคือท่านหญิงหนิงฮวา พระชายาเรียกว่า หนิงเอ๋อร์เจ้าค่ะ’ ‘หนิงฮวา?’ ตกลงหนิงเอ๋อร์หรือหนิงฮวากันล่ะนี่ ‘เจ้าค่ะ’ เจ้าตัวพยักหน้าอีกครั้ง นวลขมวดคิ้วมุ่น คงเป็นชื่อของสตรีหน้าซีดคนนี้เช่นเดียวกัน เพราะผู้หญิงอายุมากก็พูดทั้งสองชื่อนี้ จากนั้นตนจึงชี้ไปที่อีกฝ่ายอย่างต้องการถาม เจ้าตัวงุนงงเล็กน้อยแต่แล้วก็เหมือนจะเข้าใจ ‘ย่าซิน’ ‘ย่าซิน?’ นวลพูดซ้ำ เจ้าตัวก็ยิ้มกว้างพยักหน้ารับ นับแต่นั้นนวลก็ชี้ถามย่าซินไปทีละอย่างและพยายามจดจำ แม้จะไม่ได้ทั้งหมด แต่บ่อยครั้งก็เริ่มซึมซับ ส่วนผู้หญิงอายุมากนั้นนวลเดาว่าน่าจะเป็นมารดา เพราะคำเรียกออกเสียงคล้ายๆ คำไทย ซึ่งหญิงสาวแอบถามย่าซินตอนหญิงผู้นั้นออกไปพร้อมกับเด็กผู้ชายอายุราวสิบขวบที่มาเยี่ยมตน นวลคิดว่าคงเป็นน้องชายชื่อ ‘หนิงอัน’ การที่อยู่ๆ จับพลัดจับผลูฟื้นในร่างของคนอื่นต่างถิ่นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับนวล แต่หญิงสาวไม่ใช่คนอ่อนแอ แม้หาสาเหตุไม่ได้ทว่าในเมื่อเกิดขึ้นแล้วตนก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ อาจเป็นเพราะสวรรค์มีตา เทพพยาดาฟ้าดินเมตตาสงสารนวลที่ถูกฆ่าตายอย่างน่าสังเวชให้ได้มามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้จะในร่างของคนอื่นก็ตาม ======
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม