การปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่เป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กสาว เมลดา ในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งกำลังเดินเลาะริมฟุตบาทเพื่อไปมหาวิทยาลัย เธอเทียบโอนหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยเดิมในอเมริกาเข้ามาสอบเทียบชั้น ปีสอง ของคณะบัญชีตามที่เธอเรียนมาแล้วแต่ต้น อีกทั้ง การเล่าเรียนในครั้งนี้เกิดจากการอุปถัมภ์จากคุณลุง กำจร เธอจึงต้องตั้งใจเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ผู้อุปการะเสียเงินไปฟรีๆ
สี่เดือนมาแล้ว นับตั้งแต่เธอย้ายเข้ามาภายในบ้านหลังนี้ บ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของพ่อและลูกชายอีกสองคน คุณลุงกำจร ชอบพูดเสมอว่าเห็นเธอเป็นลูกสาวแท้ๆของท่าน และเมลดาก็รักและเคารพท่านเปรียบดั่งพ่อคนที่สองของตน
“มะลิ มะลิ!”
เสียงเรียกของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาคนที่คิดอะไรเพลินถึงกับสะดุ้งสุดตัว เมลดาหันขวับไปตามเสียงเรียกก่อนจะเห็นรถเบนซ์ที่คุ้นตาขับชะลอตามหลังเธอมา
“พี่กร”
ร่างบางเดินไปหยุดอยู่ริมกระจกรถฝั่งตรงข้ามคนขับ สีหน้าและแววตาของเด็กสาวที่ดีใจจนปิดไม่มิดทำเอาชายหนุ่มคนขับรถหัวใจพองโต เขากระแอมไอทีนึงก่อนจะพูดขึ้น
“กำลังจะไปมหาวิทยาลัยหรอคะ ขึ้นรถสิ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
เมลดาลังเลชั่วครู่ ทางไปมหาวิทยาลัยเธอกับบริษัทของเขามันคนละทาง มิหนำซ้ำคนละเขตกันด้วยซ้ำ หากเขาไปส่งมีหวังได้วนรถยาวเป็นแน่
“เอ่อ อย่าเลยค่ะพี่กร มะลิไปเองได้ค่ะ”
“อย่าดื้อสิคะ ขึ้นมาเร็วเข้า”
กรภพยืนยันคำเดิม ทำให้คนร่างบางที่อยากจะใกล้ชิดเขาอยู่แล้วปฏิเสธไม่ออก เมลดายิ้มน้อยๆก่อนจะก้าวขึ้นรถไป
ระหว่างทางนั้น ทั้งคู่ใช้เวลาไปกับความเงียบ กรภพเองก็ไม่รู้จะชวนเด็กสาวคุยอะไร ส่วนเมลดาเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นส่ำ แม้จะเคยได้คุยกันบ้างแต่เธอก็ไม่รู้ว่าสายตาที่ชายหนุ่มมองมานั้นมันหมายความว่ายังไง หากจะเข้าข้างตัวเองไปรั้งแต่จะผิดหวังเสียเปล่าๆ
ทางด้านชายหนุ่ม ผู้ช่ำชองด้านธุรกิจ การลงทุนของเขาไม่เคยมีคำว่าขาดทุน รายได้ของบริษัทเกิน 70% ล้วนมาจากการวิเคราะห์อันเฉียบแหลมและการวางแผนอันรอบคอบของเขา ทว่า บัดนี้ กรภพกลับรู้สึกประหม่ายิ่งกว่าการเซ็นสัญญาร่วมหุ้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่เสียอีก ทั้งคำพูด การกระทำที่เขาแสดงออกไป เขาได้แต่หวังว่าเมลดาจะเข้าใจ
รถคันหรูขับมาเรื่อยๆก่อนจะมาหยุดติดสัญญาณไฟแดง ชายหนุ่มและเด็กสาวที่อยู่บนรถต่างงึมงำ พึมพำ เหมือนมีอะไรจะพูดแต่พูดไม่ออก เมลดาพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ให้ดังจนเกินไป เธอถอนหายใจออกมาทางปากเพื่อระงับอาการตื่นเต้นนั้น มือเล็กปล่อยสบายๆไว้ข้างลำตัว ตอนนี้เธอพยายามจะเป็นปกติให้มากที่สุด
กรภพเองได้แต่มองเงาสะท้อนของคนร่างบางผ่านกระจกด้านหน้า เขาเม้มปากเป็นเส้นตรงอย่างขบคิด เวลานี้เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้ใกล้ชิดเธอมากกว่าเดิม ไม่ใช่การพูดคุยกันในสวน ไม่ใช่การบอกฝันดีกันทางข้อความโทรศัพท์ แต่ครั้งนี้คือการใกล้ชิด ใกล้ชิดจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
มือหนาค่อยๆเลื่อนไปกอบกุมมือบางไว้ด้วยหัวใจอันสั่นระรัว เมลดาถึงกับเหวอไปชั่วขณะที่ถูกคนร่างสูงรุกเช่นนี้ กรภพจับมือเธอไว้แน่น ชายหนุ่มเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
คนร่างบางนิ่งชะงักอย่างทำอะไรไม่ถูก นี่คือครั้งแรกที่เขาเปิดเผยความรู้สึกมากขนาดนี้ แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกตื่นเต้น แต่อีกใจหนึ่งเธอกลับมีความสุขอย่างประหลาด
ใบหน้าสวยที่ค่อยๆคลี่ยิ้ม ยิ่งทำให้ชายคนที่ลุ้นถึงกับโล่งอกด้วยความดีใจ กรภพพิงศีรษะลงกับเบาะอย่างผ่อนคลาย ริมฝีปากสวยได้รูปของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นน้อยๆที่รู้ว่าคนข้างๆก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน
ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ชายที่ขับรถค่อยๆออกรถไปอย่างระมัดระวังโดยที่มือของเขายังคงกุมมือบางไว้จนตลอดทาง
ประธานกำจรมองรูปที่ตั้งโชว์บนโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกหลากหลาย ภาพนั้นเป็นภาพของเขาและลูกชายสามคนยืนเรียงกันอยู่ กรภพ กันตธีร์ และกอรปตระกูล นานแล้ว ที่เขามองภาพนี้แทนลูกชายคนกลาง กันตธีร์ไม่ยอมติดต่อกลับมาหลังจากเรียนจบ ใบปริญญาลูกชายตัวดีก็ทำเรื่องให้ส่งมาให้ที่บ้าน ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นหน้าลูกชาย คือวันที่กันตธีร์สอบเสร็จ หลังจากนั้น ลูกชายคนกลางของเขาก็ไม่ติดต่อเขามาอีกเลย
“คุณกันต์ก็คงคิดถึงท่านประธานเหมือนกันนะครับ”
พิชัย ลูกน้องคนสนิทเอ่ยขึ้นเสียงเรียบเมื่อพอจะรู้ใจนายว่ารู้สึกอย่างไร พิชัยเองก็พอจะรู้จักมักคุ้นกับกันตธีร์ดี ด้วยความที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน บวกกับเมื่อครั้งยังเด็กๆ กันตธีร์จะติดสอยห้อยตามท่านประธานมาที่บริษัทด้วยเสมอ บางครั้งที่ท่านประธานมีประชุมพิชัยจึงอาสาดูแลนายน้อยให้อย่างเต็มใจ
“ไม่รู้สิ บางครั้งอาจจะมีแค่ฉันที่คิดถึงลูกฝ่ายเดียวก็ได้”
เสียงแหบแห้งตัดพ้ออย่างน้อยใจขณะที่สายตามองไปยังลูกชายคนกลางที่ยืนนิ่งอยู่ในภาพ
เที่ยงแล้ว ภายในโรงอาหารของคณะที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เมลดาวางจานข้าวตรงโต๊ะตัวที่ใกล้ที่สุด วันนี้ปุยฝ้าย เพื่อนสนิทเธอไม่มาเรียน เด็กสาวจึงต้องนั่งทานคนเดียวไปตามระเบียบ
“อยู่นี่นี่เอง ตามหาตั้งนาน”
กอปรตระกูลวางจานข้าวลงตรงข้ามกับเมลดา คนที่นั่งอยู่ก่อนถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“แหม วันนี้ทำไมมากินข้าวกับมะลิได้ล่ะ สาวๆไปไหนกันหมดคะ”
ตอนนี้เธอเริ่มสนิทกับกอปรตระกูลแล้ว เด็กหนุ่มที่อายุเท่ากัน แต่คำพูดคำจารวมไปถึงความคิดยังอ่อนกว่าอายุจริงไปอีกมาก คนถูกถามตั้งท่าอย่างไว้ทีก่อนจะตอบขึ้น
“โถ่ เราก็แค่อยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ กินข้าวที่โรงอาหารคณะศิลปกรรมจนเบื่อ วันนี้เลยมากินที่บัญชีบ้างต่างหาก”
กอปรตระกูลตอบรัวเร็วพลางเสหน้าไปทางอื่น เมลดายิ้มขำกับท่าทีนั้น เธอส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะตักข้าวเข้าปาก
“นี่ เราได้คะแนนสูงที่สุดในการสอบแปลงเสียงดนตรีด้วยนะ ไม่อยากจะโชว์”
ว่าแล้ว เขาก็วางแผ่นคะแนนหราตรงหน้าเด็กสาว เมลดาครางอืออย่างตกใจ เสียงใสเอ่ยชมไม่ขาดปาก
“คุณลุงต้องดีใจมากๆแน่ ที่คุณกูลได้คะแนนเยอะขนาดนี้”
“รู้แล้วน่า วันนี้เราว่าจะบอกพ่อกับพี่กร พ่อกับพี่กรต้องดีใจมากแน่ๆ เราเลยจะฉวยโอกาสขอกีตาร์เบสตัวใหม่ซะเลย”
เมลดาอดยิ้มให้กับความใสซื่อของเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ กอปรตระกูลเหล่ตา มองคนที่นั่งยิ้มอยู่อย่างมีแผน เด็กสาวหุบยิ้มในทันทีเมื่อเจอสายตาเจ้าเล่ห์นั่น
“แล้วเธอไม่มีอะไรให้เราบ้างหรอ”
“อืม เอาอะไรดีน้า” คนถูกถามทำท่าคิด “เอางี้ดีกว่า คุณกูลอยากได้อะไรบอกมะลิมาเลยค่ะ ถ้าให้ได้ มะลิจะให้”
“ทุกอย่าง” กอปรตระกูลทวนซ้ำ เมลดาพยักหน้ารับ
“งั้นขอกลับไปคิดก่อนดีกว่าว่าจะเอาอะไร” กอปรตระกูลพูดด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย ดวงตาวิบวับของเด็กหนุ่มฉายขึ้นอย่างมีความหวัง
เย็นวันเดียวกันนั้นเมื่อถึงเวลารับประทานมื้อเย็น บรรยากาศบนโต๊ะเป็นไปอย่างอบอุ่น ประธานกำจรนั่งอยู่หัวโต๊ะ ถัดมาเป็นกรภพนั่งทางขวามือ ก่อนจะเป็นกอปรตระกูล ส่วนเมลดานั่งฝั่งตรงข้ามกับกรภพ
“วันนี้การลงทุนเป็นยังไงบ้างเจ้ากร”
ประธานกำจรหันไปหาลูกชายคนโต กรภพพยักหน้าพลางยิ้มรับ
“ดีครับคุณพ่อ หุ้นของเราพุ่งขึ้นจากเดิมหลายจุด คาดว่าหลังจากจบไตรมาสแรกกำไรคงจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดิม 45% ครับ”
“อืม ดีมาก พ่อดีใจที่แกแบ่งเบาภาระพ่อได้มากขนาดนี้ เจ้ากร”
ประธานกำจรตบบ่าลูกชายอย่างภูมิใจ คนถูกชมก้มหน้ายิ้มอย่างถ่อมตัว เมลดาจึงบุ้ยใบ้ให้กอปรตระกูลแสดงฝีมือบ้าง
“อะแฮ่ม ผมก็มีข่าวดีจะบอกเหมือนกัน”
เสียงแตกหนุ่มของลูกชายคนสุดท้องดังขึ้น เรียกความสนใจจากคนร่วมโต๊ะได้เป็นอย่างดี
แววตาเฉยชาของใครบางคนแอบมองความสุขและความอบอุ่นบนโต๊ะอาหารอย่างสมเพช ริมฝีปากรูปกระจับยิ้มเยาะกับภาพตรงหน้า ร่างสูงโปร่งเดินไปหาคนเหล่านั้นด้วยท่าทางโซเซเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
“แท่แด่มม ผมได้คะแนนแปลงเสียงดนตรีสูงที่สุดในคณะ”
กอปรตระกูลวางโชว์ผลคะแนนด้วยท่าทีเก๊กๆ กรภพหยิบผลสอบนั้นไปดูเมื่อเห็นว่าเจ้าน้องชายตัวดีของเขาได้คะแนนสอบสูงที่สุดจริงๆ
“เก่งมากไอ้เสือ” กรภพหันไปแสดงความดีใจกับน้องชาย
ประธานกำจรยิ้มกว้างเมื่อลูกชายทั้งสองคนเอาดีทางด้านที่ถนัด กรภพก็ถนัดด้านธุรกิจ ส่วนกอปรตระกูลก็ถนัดด้านดนตรี และทั้งคู่ก็ทำมันได้ดีเลยทีเดียว
“เอ่อ ... กีตาร์เบสตัวเก่าของผมสายมันไม่ค่อยจะดีแล้...”
“แล้ว อยากจะได้ตัวใหม่ใช่มั้ย หืม?” กรภพขัดขึ้นอย่างรู้ทัน คนถูกถามทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะพยักหน้ารัวๆ
“แล้วที่ดูไว้ราคาเท่าไหร่เจ้ากูล” ผู้เป็นบิดาถามขึ้นบ้าง กอปรตระกูลยิ้มแห้งๆใจนึงก็กลัวไม่ได้เพราะราคากีตาร์เบสที่เขาดูไว้มันก็แพงเกินตัวเขาไปจริงๆ
“หกหมื่นครับพ่อ แหะๆ”
แต่ผิดคาด ผู้เป็นพ่อพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเป็นเชิงอนุมัติ กอปรตระกูลตาโตอย่างนึกไม่ถึง
“พรุ่งนี้พ่อจะให้พี่กรเซ็นเช็คให้แก”
“แต่ว่า ...” รอยยิ้มของน้องชายคนเล็กหายวับไปกับตาเมื่อพี่ชายคนโตเอ่ยขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมของกรภพมันเหมือนเขากำลังอยู่ในที่ประชุมไม่มีผิด กอปรตระกูลใจแป้วหันขวับมองผู้เป็นพี่ชายในทันที
“พี่กร อย่าขัดนะ ผมอุตส่าห์อดหลับอดนอนนั่งแปลงเสียงนะ”
กรภพไม่ตอบ เขานั่งนิ่งมองแก้วน้ำที่วางอยู่เหมือนคนกำลังใช้ความคิด เด็กหนุ่มเริ่มวิตกรีบหันไปหาเมลดาอย่างขอความช่วยเหลือ เด็กสาวก็อึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน ถ้ากรภพขัด คุณลุงกำจรก็คงเปลี่ยนใจได้ไม่ยาก
“พี่ไม่ค่อยชอบเสียงดนตรีของแกซะเท่าไหร่นะ กูล” เสียงทุ้มของเขานิ่งจนแทบจะฆ่าคนได้ กอปรตระกูลตาเบิกโพลงนึกในใจว่าคงชวดเจ้ากีตาร์เบสแสนรักไปอย่างแน่นอน
“เพราะพี่ไม่ชอบเสียงดนตรีของแก พี่เลยว่า ... จะสร้างห้องซ้อมดนตรีให้แกแทนของขวัญ ดีมั้ย”
“เห้ย ! พี่กร! จริงดิ! พี่กรพี่ชายสุดที่รักของโผมมมมมมม”
กอปรตระกูลกระโดดกอดพี่ชายด้วยอารามดีใจจนสุดจะอธิบาย กรภพถึงกับสำลักน้ำลายเมื่อถูกเด็กหนุ่มจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวแบบนี้
“แค่กๆ ไอ้ ... กูลล ปะปล่อยยย” กรภพทั้งหัวเราะทั้งขอร้อง เสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหารดังกังวานไปทั่วทั้งคฤหาสน์กว้าง เมลดาเองก็อดจะมีความสุขไปด้วยไปไม่ได้ ตลอดเวลาสี่เดือนที่ผ่านมา ภาพแห่งความสุขเป็นภาพที่เคยชินไปแล้วสำหรับบ้านหลังนี้ ทุกคนในบ้านดูมีความสุข ทุกคนล้วนหัวเราะ พูดคุยกัน และดูแลกันและกัน แม้กระทั่งคนนอกอย่างเธอเองก็ได้รับความสุขนี้ด้วยเช่นกัน
“พี่ดีใจด้วยนะ เจ้ากูล”
เสียงแหบพร่าไร้ความอ่อนโยนดังขึ้นจากหน้าประตูห้องโถงเรียกความสนใจจากทุกคนได้เป็นอย่างดี
ชายร่างสูงโปร่ง ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนขาดๆเดินโซเซเข้ามา มือข้างหนึ่งถือขวดเบียร์ ส่วนอีกข้างหนึ่งถือหัวกระทิงป่าที่เปียกโชกไปด้วยเลือด
เสียงหัวเราะหายวับไปกับตาเมื่อชายแปลกหน้าเดินเข้ามาใกล้ ไรหนวดที่ขึ้นเขียวครึ้มตรงสันกรามไม่ได้ทำให้ความหล่อของเขาลดลงไปเลยแม้แต่น้อย
“เจ้ากันต์!” ผู้อาวุโสที่นั่งหัวโต๊ะเรียกชื่อผู้ชายคนนั้นเบาหวิวจนแทบกลายเป็นกระซิบ กันตธีร์เหยียดยิ้มมุมปากให้กับพ่อของตนก่อนจะมองเลยไปยังกรภพ พอมาถึงเด็กสาวที่ไม่คุ้นหน้า สายตาของเขาก็หรี่ลงเป็นพิจารณา เมลดาก้มหน้านิ่งเมื่อรับรู้ถึงรังสีสายตาของชายหนุ่มส่งมาให้ เธอปั้นหน้าไม่ถูกเพราะไม่เคยถูกจ้องจริงๆจังๆแบบนี้มาก่อน
“เธอคงเป็นอีตัวของพ่อฉันสินะ หึ!” กันตธีร์ดูถูกทั้งแววตาทั้งคำพูด เมลดากำลังจะอ้าปากเถียง แต่ชายหนุ่มดูเหมือนจะไม่สนใจเธอแล้ว เขาเดินไปข้างๆกอปรตระกูลก่อนจะวางหัวกระทิงป่าโชกเลือดนั้นบนโต๊ะทานข้าว
“พี่ให้เป็นของขวัญ” กันตธีร์พูดเสียงเย็น เมลดาแอบสังเกตเห็นแววตาที่อ่อนลงของเขาเมื่อมองไปยังน้องชาย
ทว่าคนที่ได้กลับไม่รู้สึกดีเท่าใดนัก กอปรตระกูลสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบวิ่งไปหลบหลังผู้เป็นพ่อ
“เอาออกไป” น้องเล็กมองหัวสัตว์นั้นอย่างกลัวๆ หัวกระทิงป่าที่ถูกตัดขาดมีเลือดไหลหยดตามทางดูแล้วมันไม่น่าเป็นของขวัญที่ดีเท่าไหร่นัก
“แต่แกสอบได้คะแนนดีนี่ พี่ไม่มีอะไรจะให้นอกจากสิ่งนี้นี่แหละ รับไปสิ พี่เต็มใจ”
กันตธีร์พูดอย่างจริงใจ กอปรตระกูลเป็นน้องชายแท้ๆของเขา แม้หัวกระทิงนี้ เขาตั้งใจจะเอามาวิจัย แต่มันคงจะวิเศษพอที่จะเป็นของขวัญให้กับน้องชายคนเดียวของเขาได้
กรภพที่นั่งอยู่เห็นเหตุการณ์เริ่มจะบานปลาย เขาจึงยืนขึ้นพลางเดินเข้าไปหาผู้มาใหม่ “กลับมาอยู่บ้านเรานะ ทุกคนรอนายกลับมานะเจ้ากันต์”
“บ้านเรา? นายพูดว่าบ้านเรางั้นหรอ” กันตธีร์ดูเหมือนสะอิดสะเอียนคำพูดของพี่ชายต่างมารดาเสียเหลือเกิน เขายกยิ้มมุมปากอย่างดูถูกก่อนจะมองกรภพตั้งแต่หัวจรดเท้า
“นี่มันบ้านฉัน บ้านเจ้ากูล บ้านแม่ฉัน บ้านครอบครัวฉัน นายเป็นลูกเมียเก็บมีสิทธิ์อะไรมาเรียกที่นี่ว่าบ้าน”
“กันตธีร์ !”
ประธานกำจรลุกขึ้นพร้อมกับตะคอกชายเจ้าของชื่อเสียงดัง คนถูกตะคอกมองกลับมาที่พ่ออย่างไม่แยแสใดๆ พ่อลูกมองหน้ากันและกันด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน กำจรหวังจะให้ครอบครัวกลับมา สงบสุข ทว่ากันตธีร์ จะมาทวงทุกอย่างที่เป็นของแม่เขาคืน !
ผู้อาวุโสหน้านิ่วพร้อมกับยกมือจับที่อกข้างซ้ายของตนอย่างเจ็บปวด ร่างท้วมของเขาค่อยๆทรุดลง ท่ามกลางเมลดาและกรภพที่ปรี่เข้าไปประคอง
“คุณพ่อ คุณพ่อครับ เจ้ากูลโทรเรียกหมอเจตน์เร็ว” กรภพที่มีสติที่สุดรีบสั่งให้กอปรตระกูลโทรหาแพทย์ประจำตัวของผู้เป็นพ่อ เมลดาเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่จู่ๆลุงกำจรจะมาล้มพับไปต่อหน้าต่อตาเธอ
“พี่จะกลับมาทำไม พี่จะกลับมาทำไม!”
กอปรตระกูลผลักกันตธีร์อย่างแรงจนคนถูกผลักเซไปนิดหนึ่ง ลูกชายคนรองของบ้านตะลึงงัน เขาไม่รู้มาก่อนว่าพ่อของเขามีโรคประจำตัว ร่างสูงยืนนิ่งอย่างรู้สึกผิดในขณะที่ดวงตาของผู้เป็นพ่อค่อยๆปิดลง