อนินทร์

1244 คำ
ดีไซเนอร์ในชุดสีฉูดฉาดทำคอยาวมองดูตัวเลข เมื่อเห็นศูนย์หกตัวก็ทำตาวิบวับ ยกมือพร้อมเตรียมรับทันที เมื่ออันดามันส่งเช็คให้ก็รีบหยิบมาแนบไว้กับอก “เอาตามที่พี่แป๋มแนะนำค่ะ อันดามัดจำให้ก่อนสามล้านค่ะ ถ้าชุดมาถึงแล้วอันดาจะจ่ายที่เหลือให้” ในอำเภอสวนผึ้งของจังหวัดราชบุรี ‘อนินทร์ พรหมวิริยะคุณ’ หนุ่มผิวเข้ม จมูกโด่ง ในตาดุดัน คิ้วหนาและเข้ม ดูหล่อเหลาคมคาย ร่างกายกำยำสูงใหญ่ สวมหมวกหนังปีกกว้าง เชิ้ตแขนยาวลายสก็อตสีแดง กางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม ยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าเนเปียร์กว้างสุดลูกหูลูกตา “ตรงเนินสูงๆ นั่น แกเห็นหรือเปล่า” ชายร่างสูงบอกพร้อมกับชี้นิ้วกำหนดเป้าหมายให้ลูกน้องมองตาม “ฉันว่าจะย้ายคอกลูกวัวตัวผู้มาไว้ตรงนั้น เวลาที่ตัดหญ้าแล้วจะได้ปล่อยออกมาเล็มตอหญ้าสั้นๆ หรือต้นหญ้าอ่อนๆ ได้” จันทน์ผายกมือขึ้นเหนือคิ้วเพื่อบังแดด เพราะทิศที่คนเป็นเจ้านายชี้ให้มองย้อนแสงยามบ่ายพอดี “ครับนาย ว่าแต่นายจะให้ผมเกณฑ์คนงานมาทำเลยไหมครับ” “เออสิวะ ต้องเสร็จก่อนฉันกลับมาจากกรุงเทพด้วยล่ะ ไม่อย่างนั้นแกโดนเตะแน่ไอ้จันทน์ผา” คนเป็นลูกน้องจับที่ก้นพร้อมกับทำหน้าหวาดๆ เพราะยังเข็ดกับน้ำหนักเท้าของคนเป็นเจ้านายที่โดนไปคราวก่อนไม่หาย “ว่าแต่นายจะเก็บลูกวัวนมตัวผู้ไว้ทำไมล่ะครับ นมก็ไม่มีให้ แถมต้องหาหญ้ามาเลี้ยง ไหนจะเสียเงินค่าหมอค่าวัคซีนเวลาป่วยอีก” อินทร์ผาอดสงสัยไม่ได้ คิดจะถามหลายทีแล้วแต่ก็ไม่กล้า เพราะสำหรับลูกวัวนมตัวผู้ ฟาร์มอื่นๆ จะขายเป็นเนื้อสัตว์ตั้งแต่คลอดใหม่ๆ หรือขุนเป็นโคเนื้อ แต่อนินทร์กลับเลี้ยงเอาไว้เฉยๆ พอตายก็เอาไปฝังอีกต่างหาก อนินทร์มองหน้าจันทน์ผา เมื่อเห็นคนเป็นลูกน้องทำตาปริบๆ ก็คิดว่าคงจะสงสัยจริงๆ “สมมุติว่าถ้าวันนึงแกเกิดโดนรถชนจนขาขาดแล้วทำงานให้ฉันไม่ได้ ฉันก็ไล่แกออก แกจะรู้สึกยังไง” จันทน์ผากลืนน้ำลายรู้สึกเหมือนถูกแช่งกลายๆ เมื่ออนินทร์เห็นสีหน้าคนเป็นลูกน้อยก็หัวเราะ “ฉันไม่ใช่คนประเภทพอหมดประโยชน์ก็ไม่เห็นคุณค่าหรอกนะ อย่างน้อยเวลาที่วัวมันขี้ออกมาก็ยังเป็นปุ๋ยให้หญ้าได้” อนินทร์มองไปรอบๆ ตัวที่มีแต่ทุ่งหญ้าด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเขาสร้างที่นี่มาเองกับมือ ถึงวันนี้จะยังเป็นแค่ฟาร์มเล็กๆ แต่ในวันข้างหน้ามันจะกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่านี้ “นายคะ นายอนินทร์” วิไล แม่บ้านวัยยี่สิบแปดวิ่งตัดพงหญ้าเข้ามาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือของอนินทร์ “คุณอดุลย์โทรมาจากกรุงเทพค่ะ บอกว่าให้นายรีบติดต่อกลับด่วนเพราะมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” จันทน์ผาวิ่งเข้าไปหาคนเป็นภรรยาด้วยความเป็นห่วง “บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าวิ่ง หมอบอกว่าช่วงสองเดือนแรกมันแท้งเอาได้ง่ายๆ เลยนะ” หัวหน้าคนงานวัยสามสิบบอกภรรยาดุดุ พลางรับโทรศัพท์ในมือเอามาส่งให้คนเป็นเจ้านายแทน อนินทร์รับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเซ็งๆ เพราะเดาออกว่าเรื่องด่วนที่คนเป็นพ่อบอก คือเรื่องอะไร ก็คงไม่พ้นเรื่องของ ‘ดวงกมล’ คุณย่าจอมเผด็จการของเขาอีกนั่นแหละ “มีอะไรครับพ่อ” อนินทร์ถามเมื่ออดุลย์รับสาย “ย่าเขาได้ยินจากน้ำว่าเสาร์อาทิตย์นี่แกจะเข้ามากรุงเทพ ย่าเขาก็เลยอยากให้แกแวะมาที่บ้านด้วย” “ผมไม่รับปากนะครับ ผมไปเรื่องงาน ไม่ได้เผื่อเวลาสำหรับเรื่องอื่นเลย” ดวงกลมที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นสีหน้าของคนเป็นลูกชายก็พอจะเดาออกว่าหลานตัวแสบตอบว่ายังไง จึงดึงโทรศัพท์จากมือของอดุลย์มาแนบหู “ฉันมีธุระสำคัญจะคุยด้วย ยังไงแกก็ต้องแวะมาหาฉันที่บ้าน ไม่อย่างนั้น” ยังไม่ทันจะได้คาดโทษ ก็ได้ยินเสียงสัญญาณถูกตัดสาย ดวงกมลดึงโทรศัพท์ออกจากหูแล้วง้างขึ้นสูง อดุลย์เดาออกว่าคนเป็นแม่จะขว้างโทรศัพท์ทิ้งเพราะหงุดหงิดหลานชาย จึงกระโดดเข้าไปคว้ามาจากมือเสียก่อน ดวงกมลส่งสายตาไม่พอใจใส่ลูกชาย เพราะเมื่อเล่นงานหลานชายไม่ได้ก็ต้องเล่นงานคนเป็นพ่อแทน “เมียแกเลี้ยงลูกยังไง ไม่ได้เรื่องเลย ทั้งดื้อ ทั้งรั้น ส่งให้ไปเรียนหมอถึงเมืองนอกเมืองนา ดันไปเรียกการเกษตรบ้าๆ คงเพราะเชื้อแม่มันแรง” “น้ำค่ะคุณแม่ เดี๋ยวคอจะแห้ง” ปิยมล หญิงวัยห้าสิบภรรยาของอดุลย์ ท่าทางสุภาพ ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอส่งแก้วน้ำให้กับแม่สามี ดวงกมลจับที่คอก็รู้สึกว่าคอแห้งจริงๆ ทั้งที่กำลังพูดเหน็บลูกสะใภ้ แต่เมื่อเห็นว่าเอาน้ำมาให้ก็รับไปกินอย่างไม่ได้คิดอะไร เมื่อหายคอแห้งก็ปั้นหน้าตึงๆ แล้วเริ่มบ่นต่อ “เพราะหล่อนเลยยัยมล ดันส่งลูกไปอยู่กับยายที่ราชบุรี จนมันทำไร่ทำสวนตามยายของมันไปด้วยเลย” “ก็ดินเขาชอบแบบนั้นนี่คะ หนูไม่อยากขัดใจลูก” ปิยมลตอบยิ้มๆ ไม่ได้รู้สึกแย่กับคำต่อว่าต่อขานของคนเป็นแม่สามี เพราะตั้งแต่แต่งงานกับอดุลย์มาเกือบสามสิบปีก็โดนดวงกมลพูดเหน็บไม่เว้นแต่ละวัน จึงชินแล้ว ดวงกมลเห็นท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของลูกสะใภ้ก็มองด้วยหางตา เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบโต้จากที่หงุดหงิดก็เริ่มสงบ “ไม่ว่ายังไงแกก็ต้องให้ลูกชายแกมาหาฉันให้ได้ ฉันจะคุยกับมันเรื่องแต่งงานกับญาดาหลานสาวของเพื่อนฉัน” ปิยมลสบตาคนเป็นสามี บอกผ่านแววตาว่าอย่าทำตามที่ดวงกมลสั่งเด็ดขาด “ผมจะบอกดินให้อีกทีก็แล้วกันนะครับ แต่ผมไม่รับปากคุณแม่นะครับว่าดินเขาจะมาหรือเปล่า” เมื่อเห็นสามีทำตามคนเป็นแม่เหมือนอย่างทุกครั้งก็มองอดุลย์อย่างตำหนิ พร้อมกับแอบถอนหายใจ อนินทร์ขับรถรถกระบะสี่ประตูสีแดงสดเข้ามาจอดริมถนนเอกมัย หนุ่มในชุดกางเกงยีนสีน้ำเงินเข้ม สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายสก็อตสีเขียวคลุมทับด้วยเสื้อหนัง ที่ศีรษะสวมหมวกปีกกว้าง ลงจากรถแล้วมองเข้าไปยังโรงพยาบาลสัตว์ที่เป็นตึกแถวสามคูหา เมื่อเปิดประตูเข้าไปด้านใน เจ้าของสัตว์เลี้ยงต่างหันมามองอนินทร์เป็นตาเดียว เพราะไม่เคยเห็นคนแต่งตัวแบบคาวบอยมาก่อน อนินทร์ถอดแว่นตาดำออกแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์โดยไม่ได้สนใจสายตาที่มองเหมือนตัวประหลาดแต่อย่างใด “น้ำล่ะ” เขาถามพนักงานเสียงเข้ม พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน เพื่อมองหาน้องสาว ทั้งที่ไม่ได้คิดจะตำหนิหรือต่อว่าสายตาที่พุ่งมาที่ตน แต่สีหน้าเรียบๆ และสายตานิ่งๆ ก็ทำให้คนที่มองอยู่หน้าเจื่อนไปตามๆ กัน
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม