เพื่อนที่วาสิฐีฝากมาคือ ศศิ ภูวดล นางงามข่าวฉาวที่เกือบจะเป็นญาติแต่ก็ไม่ใช่ของบ้านเขา
เพชรกลับเข้ามานั่งในห้องทำงานของตนโดยมีใบหน้าโดดเด่นของหญิงสาวที่มาสัมภาษณ์งานติดมาด้วย
ในแวบแรกที่เห็นหญิงสาวทำเอาเพชรอึ้งแปลกใจอยู่ชั่วอึดใจเหมือนกัน แต่ไม่ได้แสดงอาการอะไรเพราะโดยอุปนิสัยเป็นคนค่อนข้างเก็บความรู้สึก ทว่าท่าทางของจารุพงษ์ทำให้เขาต้องกลับมาคิดหนัก
ผู้หญิงที่เคยมีประวัติฉาวอยู่แล้ว แถมมาเจอนักเคลมลูกน้องตัวพ่ออย่างจารุพงษ์ยิ่งทำให้เขารู้สึกไว้ใจไม่ได้
ที่ผ่านมาพนักงานฟรอนท์หลายคนลาออกก็เพราะจารุพงษ์หรือไม่ก็เป็นเรื่องเป็นราวไปถึงป้าของเขา แต่สุดท้ายป้าเขาก็เลือกจะเชื่อใจคนของตัวเองแล้วไล่พนักงานออก
เพชรถอนหายใจ จะโทรไปบ่นวาสิฐีแล้วบอกว่าไม่รับเพื่อนของญาติคนนี้ก็ไม่ได้แล้ว ได้แต่หวังว่าคงไม่มีเรื่องเสียหายอะไรเกิดขึ้นให้เป็นเรื่องเป็นราวกันอีก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาสงสัยคือ ผู้หญิงคนนั้นรู้หรือเปล่าว่าบ้านเขามีหุ้นอยู่ที่นี่ด้วย
จากปฏิกิริยาที่เห็นเขาแล้วสะดุดแปลกๆ เหมือนจะจำได้นั่น เธอรู้ว่าเขาเป็นใคร หรือแค่จำได้ว่าเขาเคยช่วยเธอ
“ค่า ศศิผิดเอง ขอโทษค่ะ”
หญิงสาวโทรหาพี่ชายเพราะพอหยิบมือถือมาดูก็เห็นเบอร์เขาโทรมาหลายสาย แล้วก็โดนต่อว่าทันทีเมื่อเธอบอกไปว่าปิดเครื่องแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง
“ทำไมต้องปิดด้วย คนติดต่อไม่ได้เป็นห่วงรู้ไหม หรือไม่ก่อนปิดโทรบอกพี่ก่อนก็ได้นี่ว่าถึงแล้ว”
“ศศิก็บอกแล้วไงคะว่าผิดเอง พอดีลืมน่ะค่ะ มัวแต่คิดเรื่องสัมภาษณ์”
“เรากับยายนลินนี่พอกันเลย รายนั้นก็ไม่โทรหาพี่สักสาย ไม่รู้ว่าไปถึงไหนแล้ว”
ปนทบ่นน้องสาวคนเล็กของบ้านที่ขอไปเที่ยวกับเพื่อนก่อนจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วยทุนจากรัฐบาล
คนฟังได้แต่ทำปากยื่นอยู่คนเดียวเพราะพี่ชายไม่เห็น เธอรู้ว่า
อีกฝ่ายไม่พอใจที่แทนที่จะกลับบ้านไปช่วยเขาทำงานแต่เธอกลับเลือกมาอยู่เสียไกลแทน
“แล้วทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่ไหม หัวหน้าเป็นยังไง เพื่อนร่วมงานล่ะ ที่พักด้วย ปลอดภัยดีไหม”
“เพิ่งเจอกันเองค่ะ ยังไม่รู้หรอก แต่ที่พักดีมากค่ะเหมือนรีสอร์ต”
“แล้วเขารับเราแบบไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”
ชายหนุ่มไม่ได้ถามตรงๆ แต่ศศิรู้ว่าอีกฝ่ายกลัวว่าข่าวของเธอก่อนหน้านี้อาจจะทำให้มีปัญหา
“ศศิไม่ได้มีประวัติเสีย หรือโดนไล่ออกนะคะ”
“พี่เข้าใจ”
ปนทเสียงเครียด เธอได้ยินเขาถอนหายใจ
“เอาเถอะ หวังว่าเรื่องพวกนั้นจะไม่ทำให้มีปัญหากับงานตามมา”
“ค่ะ”
“ดูแลตัวเองให้ดี แล้วก็อย่าลืมโทรหาพี่”
“ทุกวันเลยไหมคะ”
หญิงสาวประชดแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดแบบนั้น
“ดีเลย งั้นแค่นี้ก่อนนะ พี่โทรจี้ยายนลินก่อน”
อีกฝ่ายวางสายไปแล้วศศิได้แต่อ้าปากค้างอยู่คนเดียวแล้วส่ายหน้าอ่อนใจกับพี่ชายที่ทำตัวเหมือนพ่อ
หลังจากฝ่ายบุคคลพาไปรับชุดฟอร์มแล้ว ศศิก็ไปขอกระเป๋าคืนจากพนักงานต้อนรับซึ่งอีกฝ่ายกำลังจะเปลี่ยนกะพอดี ฝ่ายบุคคลจึงฝากให้พาเธอไปยังที่พักด้วยและก็บังเอิญว่าทั้งคู่ได้พักด้วยกันเพราะรูมเมทอีกฝ่ายย้ายออกเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้เพื่อนร่วมงานขอไปทานข้าวก่อนเธอจึงมีเวลาส่วนตัว
สาวสวยมองไปรอบห้องที่แม้จะเป็นห้องพักพนักงานธรรมดาแต่ดูราวกับห้องพักของรีสอร์ตทั่วไปพร้อมยิ้มกับตัวเอง
เรื่องคนเธอยังไม่รู้แต่อย่างน้อยบรรยากาศที่นี่ก็ได้ใจเธอไปเต็มๆ และจะว่าไปแล้วก็มีผู้ชายใจดีคนนั้นคนหนึ่งล่ะนะ
เช้าวันนี้ศศิต้องมารายงานตัวกับฝ่ายบุคคลก่อน ขณะที่ปภาภรหรือแป้งรูมเมทของเธอก็เข้างานเช้าและแยกไปที่ฟรอนท์ก่อน จากนั้นฝ่ายบุคคลก็พาเธอมาส่งตัวที่แผนกซึ่งก็คือห้องของจารุพงษ์
จารุพงษ์กุลีกุจอเป็นคนพาเธอมายังออฟฟิศหน้าฟรอนท์ด้วยตัวเองแทนอารยา เพื่อแนะนำกับหัวหน้าแผนกสาวสวยเปรี้ยวชื่ออรอุมา จนศศิอดหวั่นใจกับสายตาขุ่นขวางชัดเจนของหัวหน้าโดยตรงไม่ได้ ดูก็รู้ว่าการที่
จารุพงษ์ทำเช่นนี้เหมือนให้ความสำคัญกับเธอมากเป็นพิเศษ ไม่เพียงแค่นั้น เขายังตามมาจนถึงหน้าฟรอนท์ในขณะหัวหน้าเดินนำเธอมาแจกแจงเรื่องการทำงานอีกด้วย
“งานในส่วนของเราไม่ใช่แค่ต้อนรับ แต่มีการจัดเตรียมเอกสารด้วย อรจะให้ปภาภรเป็นคนสอนงานเด็กใหม่ก็แล้วกันนะคะ”
หัวหน้าแผนกบอกกับพนักงานใหม่ ก่อนจะหันไปรายงานเจ้านาย ซึ่งจารุพงษ์ก็พยักหน้ารับรู้อย่างวางมาด
“อรคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้วล่ะค่ะ ในเมื่อตอนนี้ก็รู้จักกันแล้ว ต่างคนต่างไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้วล่ะ แป้ง...ฝากด้วยนะ”
อรอุมาตัดบทหลังแนะนำเธอกับเพื่อนร่วมงาน ราวไม่อยากให้เสียเวลาพูดคุยมากความ
“อ้าว คุยกันเร็วจัง ผมนึกว่าจะพูดถึงขั้นตอนการทำงานคร่าวๆ ด้วยเสียอีก”
จารุพงษ์เอ่ยด้วยสีหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเสียดาย หากก็ไม่ลืมหันมามองศศิด้วยแววตาราวยิ้มได้
“ไม่จำเป็นค่ะ เพราะขั้นตอนทุกอย่างปภาภรจะเป็นคนบอกแล้วสอนไปด้วยเอง”
หัวหน้าแผนกเสียงห้วนขึ้น พลางเหลือบไปมองเจ้านายหนุ่มตาขุ่นชั่วแวบก่อนจะปรับให้เป็นปกติ แต่ยังแฝงความมึนตึงอยู่ในสีหน้า
จารุพงษ์ถอนหายใจอย่างขัดใจเล็กน้อยโดยไม่ให้เสียมาดผู้บริหารจนเกินไปนัก แต่พนักงานในสายงานของเขาต่างก็มองออกว่าชายหนุ่มให้ความสนใจพนักงานใหม่มากกว่าใครๆ
พนักงานทั้งหมดในกะเดียวกันมีสี่คนรวมศศิด้วย สลับกันยืนหน้า
ฟรอนท์สองคน อีกสองคนเตรียมเอกสารด้านใน ปภาภรประกบเธอเพื่อสอนงานไม่ห่าง ขั้นตอนการลงทะเบียนไม่ค่อยยุ่งยาก อีกอย่างที่นี่ไม่มีแขก
วอล์กอิน หากจะเข้าพักต้องจองก่อนเท่านั้น ฉะนั้นช่วงที่ยุ่งจริงๆ คือหลังจากเรือเทียบท่า หน้าที่หน้าฟรอนท์ส่วนใหญ่มักจะเป็นให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกให้แขกที่ต้องการออกไปข้างนอก หรือโทรเรียกรถรับจ้าง
ศศิเข้ากับปภาภรได้เป็นอย่างดีและต่างก็พูดคุยกันมาบ้างแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แถมอีกฝ่ายยังอายุเท่ากับเธออีกด้วย งานถือว่าราบรื่นทั้งวัน
ร่างอรชรลากเท้าช้าๆ ตามปภาภรไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของพนักงานในเวลาเลิกกะแล้ว ซึ่งแต่ละคนจะมีล็อกเกอร์ของตัวเอง
คนเพิ่งเริ่มงานทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ยาวในห้องและถอดรองเท้าส้นสูงสองนิ้วทันทีอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ เพราะปกติเธอก็ไม่เคยติดลุคนางงามหรือดาราที่ต้องเป๊ะตลอดเวลาอยู่แล้ว
“เมื่อยใช่ไหมล่ะ แรกๆ ก็อย่างนี้แหละ แต่เดี๋ยวก็ชิน ก่อนนอนก็แช่น้ำอุ่นสักหน่อยจะได้หลับสบาย”
ปภาภรพูดไปด้วยหันมายิ้มให้เพื่อนใหม่ไปด้วย มือก็ไม่หยุดเปลี่ยนเสื้อผ้า ในห้องนี้เป็นห้องของพนักงานหญิง หลายคนจึงชินชาไม่มีใครสนใจใคร ก่อนหน้านี้ศศิก็เคยเก้อๆ เขินๆ บ้าง ทว่าประสบการณ์ของการผ่านเวทีประกวดทำให้ปล่อยวางเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างไม่สนใจสายตาใคร ส่วน
ปภาภรก็มีเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นกระชับหุ่น
“ตอนแรกว่าจะพาไปเดินเล่นริมหาดย่อยหลังกินข้าวกัน แต่ศศิคงไม่ไหว เอาไว้วันหลังก็ได้ แต่วันนี้แป้งกับคนอื่นๆ จะพาไปร้านอร่อยเจ้าประจำ รับน้องใหม่”
“ไม่ต้องก็ได้จ้ะ”
ศศิโบกมือด้วยความเกรงใจ แต่อีกฝ่ายหันมาตบไหล่เบาๆ แล้วขยิบตาให้
“เอาน่า จริงๆ ก็ไปร้านนี้กันบ่อยจะตายไป โดยเฉพาะวันเงินเดือนออก เพราะเป็นร้านส้มตำที่แซบที่สุดบนเกาะนี้เลยล่ะ ใครไปก็ยกนิ้วให้ทุกคน”
“งั้นเหรอ แต่ว่าไม่ต้องเลี้ยงนะ กินข้าวด้วยกันจ่ายด้วยกันนี่แหละ”
“เฮ้อ...เอางั้นก็ได้ ป่ะ...แป้งเรียบร้อยแล้ว พี่แพรกับพี่นิ่มก็คงเสร็จแล้วล่ะ”
ปภาภรหมายถึงเพื่อนร่วมงานอีกสองคนที่เข้ากะเดียวกันแต่มี
ล็อกเกอร์อยู่แถวอื่น
คนเป็นน้องใหม่จึงพยักหน้าแล้วเก็บของตัวเองอย่างรวดเร็ว
======