เรือเฟอร์รี่ลำใหญ่จอดเทียบท่าทางฝั่งตะวันตกของเกาะสมุย นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเดินขึ้นจากเรือ เจ้าของใบหน้าคมเรียวขาวสะอาด เดินทอดน่องไปตามถนนเลียบชายหาด ดวงตาสีเทาเก็บบรรยากาศร้านอาหารทะเล ร้านขายของที่ระลึก เขาได้ยินเสียงไกด์บอกนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่เดินตามมาด้านหลังว่า หาดหน้าทอนที่กำลังเดินกันอยู่นี้ เป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ และแหล่งช้อปปิ้ง...
หนุ่มชาวตะวันตกซึ่งเดินทางมาจากอีกซีกโลกหนึ่ง ละความสนใจจากเสียงไกด์ แล้วเดินตรงไปจุดซึ่งมีรถบริการ เขาเหมารถว่าจ้างให้ไปส่งที่โรงแรมชื่อดังของหาดละไม ซึ่งเป็นหาดที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ รถวิ่งไปตามเส้นทาง ลมทะเลปะทะใบหน้าขาว ผมรองทรงยาวสีน้ำตาลปลิวไปตามแรงลม ริมฝีปากยิ้มกว้างสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด
ครั้นมาถึงที่หมายและลงจากรถก็เดินตรงเข้าไปยังส่วนต้อนรับของโรงแรม แล้วแจ้งชื่อสกุลที่จองห้องพักไว้ตรงเคาน์เตอร์
“มิสเตอร์เคอร์ติส แอชตัน”
ใบหน้าสวยจิ้มลิ้มเจ้าของดวงตากลมโตเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ลูกค้าชาวต่างชาติ
“กรุณารอสักครู่ค่ะ” เสียงหวานใสสำเนียงภาษาอังกฤษชัดเจน ทำให้เจ้าของเสียงทุ้มหันกลับมามอง
ดวงตาสีเทามองรอยยิ้มของพนักงานต้อนรับสาวไทยเพลินจนเธอส่งกุญแจให้แล้ว เขาก็ยังมองค้างไม่รับกุญแจ
“คุณคะ กุญแจค่ะ” เธอเรียกอีกครั้ง พร้อมๆ กับพนักงานชายเดินเข้ามาช่วยยกกระเป๋า แม้ไม่ใช่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ แต่เขาก็ส่งกุญแจให้แล้วบอกกับคนยกกระเป๋าว่า
“รอเดี๋ยวนะ” เคอร์ติสพูดจบ ก็หันไปหาใบหน้าสวยของคนที่ส่งกุญแจ
“ขอโทษนะครับ คุณชื่ออะไร” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม เพื่อนของหญิงสาวที่นั่งอยู่ในเคาน์เตอร์เดียวกันก็ส่งเสียงแซวเป็นภาษาไทย
“โดนฝรั่งจีบแน่ ยัยดาว”
“พูดอะไรบ้าๆ เกิดเขาฟังภาษาไทยออก” คนที่ถูกเพื่อนแซวปรามเบาๆ
“ดลยาค่ะ” หันกลับมาตอบมิสเตอร์เคอร์ติสพร้อมส่งยิ้มหวาน
“ดนลายา” เจ้าของใบหน้าคมสันทวนชื่อให้เธอฟัง หญิงสาวแค่ยิ้มตอบ
“โอว...ชื่อสาวไทยเรียกยากจัง หวังว่าจะได้พบคุณอีกนะครับ” เสียงภาษาอังกฤษบ่นออกมา แล้วเขาก็พาร่างกายสูงใหญ่เดินตามพนักงานขนกระเป๋าไปห้องพักที่ตนเองจองไว้
เช้าวันต่อมา
วันรุ่งขึ้นดลยาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เธอมาเดินออกกำลังกายที่ชายหาด เสร็จแล้วก็มานั่งที่โขดหินชมพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนทุกวัน ภาพวงกลมดวงใหญ่สีส้มจัดจนเกือบแดงปริ่มขึ้นจากขอบน้ำทะเล แม้ภาพนี้จะเห็นมาหลายปี แต่เธอเชื่อว่าในแต่ละวันความสวยไม่มีวันซ้ำแบบเดิม
“สวัสดีตอนเช้าครับ” เสียงห้าวดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ร่างเล็กสะดุ้งหันกลับมามอง
“สวัสดีตอนเช้าค่ะ” เธอทักกลับตามมารยาท
“ขอนั่งดูดวงอาทิตย์ขึ้นด้วยคนนะครับ” พูดพลางนั่งลงข้างหญิงสาว
“อุ๊ย!” ดลยาอุทานเมื่อถูกเบียดจนชิด แล้วเธอก็รีบขยับออกห่าง
“ขอโทษครับ”
“คุณเป็นคนที่นี่หรือ” เคอร์ติสเอ่ยถามหลังจากนั่งมองหญิงสาวอยู่นาน
“เปล่าค่ะ ฉันมาจากกรุงเทพ แล้วคุณล่ะคะมาจากที่ไหน” หันมามองคู่สนทนาเพียงเล็กน้อย แล้วมองไปที่ทะเลเหมือนเดิม
“ผมมาจากแคนาดา เอิ่ม...ผมเป็นวิศวกรครับ”
“ค่ะ” ตอบสั้นๆ
เห็นว่าหญิงสาวไม่คุยต่อ จึงถามขึ้นอีก “คุณทำงานที่นี่นานรึยังครับ”
“ประมาณสี่ปีค่ะ จบปริญญาตรีฉันทำงานที่กรุงเทพได้ไม่กี่เดือน ก็ได้งานที่เกาะสมุยนี่”
ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันถูกคอ หนุ่มแคนาดาพยายามพูดถึงเรื่องตนเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าอยากรู้จักเธอมากกว่านี้ ในที่สุดเขาก็หาทางใกล้ชิดด้วยการขอให้สาวไทยพาไปเที่ยว ความสุภาพของเคอร์ติสทำให้ดลยาตัดสินใจตอบตกลง โดยนัดพาเขาไปเที่ยวในวันหยุดของเธอ ชายหนุ่มขอร้องให้เธอรับค่าจ้างในการพาเที่ยวด้วยทุกครั้ง หญิงสาวยอมรับเงินค่าจ้างพร้อมทั้งขอเอาเพื่อนผู้ชายซึ่งมีรถยนต์เป็นผู้พาเที่ยว
เวลาผ่านไปร่วมเดือน ทั้งสองไปเที่ยวด้วยกันทุกวันหยุดของดลยา โดยมีเพื่อนของเธอขับไป ตามโปรแกรมที่วางไว้ ความอ่อนหวานของสาวไทยสร้างความประทับใจให้กับเคอร์ติส
ดลยาเองก็รู้สึกสนิทใจเพราะความสุภาพของเขา ความใกล้ชิดที่ได้พบเจอกันบ่อยครั้ง ทำให้ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนาจากความสนิทสนมเติบโตเป็นความรัก โดยเฉพาะฝ่ายชายหลงรักหญิงสาวอย่างจริงจัง และหลังจากผ่านเวลาหนึ่งเดือนไป ในระหว่างที่สาวไทยพาหนุ่มแคนาดาไปเที่ยว เจ้าของใบหน้าคมเรียวก็เอ่ยขึ้น
“ผมอยากไปพบพ่อกับแม่คุณได้หรือเปล่า” น้ำเสียงจริงจังของเคอร์ติสทำให้ดลยาเงยหน้ามอง พอสบดวงตาก็ต้องรีบก้มหลบ เพราะคำถามของเขากระทบใจเธอจนไม่อยากเงยหน้าสบตา
“ทำไมคะ” หญิงสาวถามกลับ
“ผมชอบคุณนะ ดอลลี่ อยากจะไปขออนุญาตพ่อแม่ของคุณ พาคุณกลับไปแคนาดาด้วยกัน” เวลาหนึ่งเดือนสั้นๆ อาจจะเร็วไปสำหรับเด็กหนุ่ม แต่เขาวัยสามสิบห้าปีไม่ได้พอใจเพียงฉาบฉวย เคอร์ติสมั่นใจว่าเธอคือรักแรกพบ
“ฉันเป็นเด็กกำพร้าค่ะ” สูดหายใจลึกก่อนจะตอบ
“ผมขอโทษ” เอ่ยเสียงเศร้า แล้วจ้องมองใบหน้าหวานด้วยความเห็นใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชินกับการอยู่คนเดียวมานานแล้ว” เงยหน้าจากจานอาหารยิ้มกว้าง