ตอนที่ 9

4250 คำ
“ไม่ต้องหัวเราะพักต์เลยนะพี่ภพ ฝนก็เหมือนกัน พี่มีแผนดีกว่านั้น” คนมีแผนดีพูดขึ้นไม่ว่ายังไงลูกชายของเธอคิดไม่ถึงแน่นอน “อย่าบอกนะจองหนูชาร์มไว้ตาจุล” คนเป็นพี่พูดขึ่้นอย่างรู้ทันน้องสาวแต่หลานชายของเขาก็ฉลาดไม่เบามีเหรอจะไม่รู้เท่าทันแม่เพียงแต่ไม่แสดงออกเท่านั้น “ใช่ค่ะพี่ภพ หนูชาร์มทั้งสวยน่ารักและยังเก่งอีกด้วยพักต์ว่าตาจุลเห็นแล้วต้องชอบแน่ๆ” พักต์พริ้งเชื่อสายตาตัวเองเพราะเห็นชาครียามาตั้งแต่เด็กและรู้จักนิสัยใจคอดีว่าเป็นคนยังไงและผู้หญิงแบบนี้แหละเหมาะจะภรรยาและเป็นแม่ที่ดีของหลานๆของเธอ “พี่จะคอยดูนะว่าพักต์จะทำสำเร็จหรือเปล่า” เขาก็ชอบชาครียาเช่นกันเพราะเห็นมาตั้งแต่เด็กถึงจะเป็นลูกบุญธรรมของฝนสุดาและถูกเลี้ยงดูมาเหมือนลูกแท้ๆอบรมสั่งสอนให้การศึกษาอย่างดีเสียดายที่ลุกชายอายุน้อยกว่าไม่งั้นให้จีบมาเป็นลูกสะใภ้แล้วแต่ได้มาเป็นหลานสะใภ้ก็จะดีมาก “ฝนต้องช่วยพี่นะ” พักต์พริ้งหาตัวช่วยให้ลูกชายกับลูกสาวของเพื่อนเจอกัน “ถ้าเด็กๆมีวาสนาต่อกันพวกเขาก็จะเจอกันเองค่ะ” ฝนสุดาก็อยากให้ลูกสาวมีคู่ครองที่ดีแต่ก็ต้องอยู่ที่เจ้าตัวว่าจะรักใครชอบใครหากเธอบอกให้ลูกสาวแต่งงานกับจุลภัทรเธอคิดว่าลูกสาวไม่ปฏิเสธแน่ แต่เธอจะไม่ทำแบบนั้น “งั้นเราก็รอให้พวกเขาเจอกันก่อนละกันนะฝน ส่วนที่เหลือก็รอดูว่าพวกเขาจะชอบพอกันหรือเปล่า” ถึงอยากได้ชาครียาเป็นลูกสะใภ้แต่ก็อยู่ที่ลูกชายของเธอกับชาครียาเช่นกันหากทั้งสองใจตรงกันก็ดีสิ “มันก็ต้องเป็นแบบนั้นแหละพักต์ ปล่อยให้ลูกจัดการชีวิตของตัวเองเถอะหากเกิดอะไรขึ้นเขาจะได้ไม่ต้องโทษใครเพราะเป็นคนเลือกเอง” พิภพสอนน้องสาวเขาเองก็ให้น้องสาวตัดสินใจเรื่องชีวิตของตัวเอง “และถ้าเป็นยัยอ่อนกับตาตรีล่ะคะ พี่ภพจะยอมให้ลูกเลือกคู่เองหรือเปล่า” “แน่นอนสิ ก็เหมือนที่พี่ปล่อยให้พักต์เลือกสามีเองไง” พิภพพูดกับน้องสาวเพราะเขากับพักต์พริ้งมีกันแค่สองพี่น้องเพราะพ่อแม่เสียชีวิตไปตอนที่เขาอายุยี่สิบห้าและน้องสาวอายุยี่สิบสองและอยู่กันมาสองพพี่น้องส่วนญาติๆก็ต่างคนต่างอยู่เพราะพวกเค้ากลัวว่าเขากับน้องสาวจะไปรบกวน “ค่าคุณพี่ งั้นพักต์กลับบ้านดีกว่าค่ะ ไปจ้ะฝนเราไปวางแผนให้ตาจุลกับหนูชาร์มเจอกันดีกว่าจ้ะ” พัดต์พริ้งบอกพี่ชายและชวนน้องสาวคนสนิทกลับบ้านพร้อมกันและไม่ลืมจะหาวิธีให้ลูกชายเจอกับลูกสาวเพื่อน “ฉันกลับก่อนนะคะพี่ภพ ขอบคุณมากนะคะสำหรับอาหารเย็นวันนี้อร่อยมากค่ะ ฝากขอบคุณพี่สุด้วยนะคะ” ฝนสุดาขอบคุณเจ้าของบ้านที่สนิทกันเหมือนพี่เหมือนน้อง “ขับรถกลับกันดีๆล่ะ” พิภพบอกสองสาวใหญ่แล้วยิ้มให้ทั้งสองมองตามจนรถทั้งสองคันแล่นตามกันออกไปจากลานจอดรถของร้านก่อนจะเดินเข้าบ้านเพราะมีรปภ.จัดการปิดประตูรั้วเรียบร้อย ที่โรงพยาบาลเอกชน ชาครียาไม่ได้ไปทานข้าวกับแม่เพราะติดงานเธอก็นั่งทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานที่เธอสั่งมาจากร้านข้างโรงพยาบาลแม้จะเสียดายแต่เพื่อนร่วมงานจำเป็นต้องหยุดเพราะลูกสาวไม่สบายไม่มีคนดูแลจึงขอแลกเวรกับเธอจากที่จะเลิกงานเวลาสิบหกนาฬิกาก็ทำให้เธอต้องเลิกงาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เพื่อนร่วมงานจะแลกเปลี่ยนเวรกัน “โอ้ย..หิวๆๆ..” เสียงของพรสรวงเพื่อนร่วมงานของชาครียาเดินเร็วมาที่โต้ะเล็กมุมเร่งด่วนของพวกเธอในห้องทำงานเพราะบางครั้งไม่สามารถไปนั่งกินข้าวชิลล์ๆได้ “นี่ของเธอ” กัญจนายื่นกล่องข้าวให้เพื่อนร่วมงานเพราะพรสรวงฝากเธอกับชาครียาซื้อมาให้ “ขอบใจมากนา เดี๋ยวออกเวรแล้วเอาตังให้นะพอดีรีบไปเฝ้าคนไข้น่ะ” พรสรวงบอกเพื่อนกับพยาบาลรุ่นน้องในแผนกเดียวกันและสนิทสนมกันดีเรื่องไหว้วานหรือฝากซื้อของก็เป็นเรื่องปกติของพวกเธอ “กินช้าๆสิน้อง เดี๋ยวข้าวติดคอตายก่อนจะได้ไปเฝ้าคนป่วยหรอกเธอ” เริงใจว่าเพื่อนที่โกยข้าวใส่ปากอย่างขำๆ “ไม่รีบได้ยังไงล่ะจูน ฉันฝากหัวหน้าดูแลคนไข้ไว้มีเวลากินข้าวสิบนาทีเองอ่ะ” พรสรวงตอบเพื่อนเพราะหัวหน้ายังหาคนไปเปลี่ยนเวรเธอยังไม่ได้เลยและคนไข้รายนี้เป็นคนไข้พิเศษที่คนภายนอกรู้ว่าท้องเสียแต่ที่จริงเธอแท้งลูกและมีแต่แผนกของเธอเท่านั้นที่รู้ “แล้วคนไข้เธอเป็นยังไงบ้างล่ะน้อง” กัญจนาถามเพื่อนเพราะคนไข้ที่ว่าเป็นถึงอดีตนางงามที่เคยไปประกวดนางงามจักรวาลและเข้าลึกถึงรอบห้าคนสุดท้ายแต่พลาดเพราะตอบคำถามและตอนนี้เธอก็ทำงานเพื่อสังคมช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกทอดทิ้งและทำร้ายแต่กลับเข้าโรงพยาบาลอย่างลับๆและมีคนรู้แค่ไม่กี่คนแต่ที่เธอรู้เพราะอยู่เวรพอดีและพรสรวงได้ทำหน้าที่พยาบาลพิเศษตามคำสั่งของผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือเจ้าของโรงพยาบาลและท่านเป็นอาจารย์หมอและเป็นเจ้าของไข้เองแล้วยังมีภรรยาของท่านที่ทุกคนในโรงพยาบาลเรียกท่านว่าอาจารย์แม่เป็นหมอสูตินารีฯอยู่ดูแลด้วย “น้ำค่ะพี่น้อง” ชาครียาเปิดฝาขวดน้ำให้พยาบาลสาวรุ่นพี่ “ขอบใจจ้ะน้องชาร์ม” พรสรวงกินข้าวไปได้ครึ่งกล่องก็อิ่มจึงยกขวดน้ำขึ้นดื่ม “ไปนะ” “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะน้อง” กัญจนาพูดตามหลังเพื่อนเพราะงานของพวกเธอพลิกแพลงตลอดหากมีเหตุการณ์เร่งด่วนและคนไม่พอก็ต้องขอตัวพยาบาลจากแผนกต่างๆที่พอจะมาช่วยได้แต่แผนกของเธอไม่ค่อยมีจะมีแต่เวรฉุกเฉินที่มีเกือบทุกวัน “คนไข้ยังโสดแล้วเป็นแบบนั้นได้ยังกัน” เริงใจพูดกับเพื่อนเบาๆ “มันก็เป็นปกติของมนุษย์ไม่ใช่หรือไงล่ะ เธอจะสงสัยทำไมแต่ทางที่ดีเราอย่าไปอยากรู้เรื่องของเธอเลยนะจูน” กัญจนาพูดกับเพื่อนเบาๆไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากรู้แต่ว่ามันเกี่ยวกับหน้าที่การงานของเธอที่ต้องรักษาความลับของคนไข้ “ก็จริง มันเรื่องของเค้าเนาะ” เริงใจพยักหน้าเห็นด้วยแล้วรีบกินข้าวเพื่อจได้ไปทำงานต่อ ชาครียานั่งกินข้าวเงียบๆฟังพยาบาลสาวรุ่นพี่คุยกันซึ่งเป็นปกติของเธอที่ไม่พูดถึงคนไข้ไปมากกว่าอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนไข้เท่านั้นยิ่งความลับก็ยิ่งเก็บกันไม่ได้เหยียบมิดก็แล้วก็ยิ่งขยายจึงไม่พูดเรื่องคนไข้ไปมากกว่าอาการเจ็บป่วย “ชาครียามาหาพี่หน่อย” บัวงามเดินเข้ามาในห้องก็เรียกพยาบาลสาวในปกครองมาหาเพื่อคุยเรื่องให้ไปดูแลคนไข้พิเศษสลับเวรกับพรสรวงที่เข้าเวรดึกและอยู่ยาวมาจนถึงสิบเจ็ดนาฬิกา “ค่ะหัวหน้า ชาร์มไปก่อนนะคะพี่จูน พี่นา” ชาครียาหยิบถุงกล่องอาหารไปทิ้งถังขยะแล้วไปล้างมือก่อนจะไปหาหัวหน้าที่โต้ะ “พี่จะให้ชาร์มไปเปลี่ยนเวรกับน้องนะและเรื่องอาการของคนไข้ห้ามแพร่งพรายออกไปซึ่งพี่เชื่อว่าชาร์มทำได้อยู่แล้วจริงมั้ย” บัวงามพูดกับลูกน้องของเธอที่สามารถเก็บความลับของคนไข้ได้และไม่มีทางเล็ดลอดออกจากแผนกของเธอไปได้แน่นอนเพราะทุกคนเป็นมืออาชีพถึงแม้ชาครียาจะอายุงานน้อยแต่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีเหมือนรุ่นพี่ “ค่ะหัวหน้า” “งั้นไปเปลี่ยนเวรกับน้องได้เลย แม่นั่นงอมเต็มที่แล้วล่ะ” บัวงามพูดถึงลูกน้องอีกคนที่เฝ้าคนไข้พิเศษมาตั้งแต่ตีห้าลากยาวมาถึงตอนนี้แทนที่จะได้ออกเวรตั้งแต่แปดนาฬิกาก็ควบเวรต่อเพราะยังไม่มีคนเปลี่ยนและเธอไม่อยากให้คนรู้เยอะ “ค่ะหัวหน้า” ชาครียารับคำสั่งของหัวหน้าเสร็จก็ขึ้นไปห้องพิเศษเพื่อรับช่วงดูแลคนไข้ต่อจากรุ่นพี่และดูรายละเอียดอาการของคนไข้ว่าต้องดูแลยังไงและเธอกับพรสรวงก็สลับเวรกันดูแลคนไข้พิเศษจนกระทั่งเธอออกจากโรงพยาบาลและถึงได้รู้ว่าอดีตนางงามชื่อดังเป็นเด็กของนายพลคนดังที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีและเพิ่งหมดวาระและอำนาจไปและตอนนี้เป็นแค่หัวหน้าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเท่านั้นแต่ยังมีอำนาจอยู่และเขาก็มีภรรยาแล้วแต่มันไม่ใช่เรื่องของเธอ เวลาผ่านไปอาทิตย์กว่า หลังจากที่ชาครียาได้เข้าเวรสลับกันกับพยาบาลรุ่นพี่ดูแลคนไข้พิเศษมาหนึ่งอาทิตย์ทำให้วันนี้ชาครียาได้หยุดและพรุ่งนี้เธอก็เข้าเวรเช้าจึงนอนหลับเต็มที่และวางแผนไว้ว่าจะไปหาเด็กๆที่บ้านมาลัยเพื่อนำขนมกับของเล่นที่อาจารย์หมอกับอาจารย์แม่ฝากมาให้น้องๆและเธอเองก็เตรียมขนมไปฝากน้องๆด้วยแต่ตื่นไม่ทันแม่ที่ไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว เมื่ออาบน้ำแต่งตัวและทานอาหารเช้าอิ่มแล้วหญิงสาวก็ขับรถคันเล็กไปบ้านมาลัยรัก “เย้ๆๆ พี่ชาร์มมาแล้ว /พี่ชาร์มมาแล้ว” เสียงเด็กๆร้องดังขึ้นด้วยความดีใจที่เห็นรถของพี่ชาร์มคนสวยแล่นมาจอดหน้าอาคารพักของพวกเขา “นั่งรอพี่ชาร์มดีๆค่ะเด็ก ถ้าไม่ฟังเดี๋ยวอดกินขนมนะคะ” ครูไก่บอกเด็กๆที่เห็นแค่รถของชาครียามาก็ดีใจตามประสาเด็กเพราะหญิงสาวมักจะมีขนมฝากเด็กๆประจำส่วนเด็กโตวัยเจ็ดขวบขึ้นไปก็ไปโรงเรียน “ค้าบ/ค่า..” เด็กๆทุกคนยืนเกาะราวกั้นรอพี่ชาร์ม “สวัสดีค่ะครูไก่” ชาครียายกมือไหว้ครูไก่ที่เดินมาหาเธอที่รถเพื่อมาช่วยขนของเพราะเธอโทรมาบอกป้าแววเมื่อคืนว่าจะเอาขนมกับของเล่นมาให้เด็กๆ “สวัสดีค่ะน้องชาร์ม เด็กๆดีใจกันใหญ่เลยที่เห็นพี่ชาร์มมาค่ะ” ครูไก่รับไหว้หญิงสาวแล้วยิ้มเธอมาอยู่ที่นี่ได้แค่สิบปีแต่ก็รู้ประวัติของชาครียาจากเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่าเธอก็ถูกแม่เอามาฝากไว้ที่นี่เช่นกันแต่แม่บุญธรรมรับไปเลี้ยงก่อนจึงไม่ได้โตจากที่นี่เหมือนน้องๆและเพื่อนๆบางคน “พอดีช่วงนี้ชาร์มงานยุ่งค่ะ ก็เลยไม่มีเวลามาค่ะ” หญิงสาวตอบครูไก่ก่อนจะช่วยกันขนของลงจากรถไปเก็บในอาคารก่อนจะแจกขนมให้เด็กๆแล้วนั่งคุยกับครูไก่ “ก็คงมีแต่น้องชาร์มนี่แหละค่ะที่มาหาเด็กๆบ่อย ส่วนคนอื่นพอได้ดีแล้วก็ลืมที่นี่ไปเลย” ครูไก่อยากพูดมากกว่านี้แต่ว่าเธอเป็นแค่ครูอาสาดูแลเด็กๆตามหน้าที่เมื่อพวกเขาโตพอสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ก็จะไปจากบ้านมาลัยและก็มีเยอะแต่ก็มีกลับมาเยี่ยมบ้างผิดกับปภาดาที่เป็นลูกรักของครูแววแต่กลับหายไปเลยทั้งที่เป็นดารานางแบบถึงไม่ได้ดังมากแต่ก็มีงานตลอดและครูแววกับทุกคนก็ไม่พูดถึง “ป้าแววไม่อยู่เหรอคะ” “อยู่ค่ะ เห็นว่านัดกับคุณพักต์ไว้ว่าจะไปดูบ้านพักของเด็กๆที่สร้างใหม่น่ะจ้ะ พี่อยากเห็นจังเลยว่าจะเป็นยังไง” ครูไก่พูดแล้วยิ้มตอนแรกคิดว่าเธอกับเพื่อนครูอาสาอีกสองคนอาจจะต้องออกจากที่นี่เพื่อไปหางานทำกันใหม่เพราะไม่มีผู้อุปถัมภ์บ้านมาลัยรักอีกแล้ว แต่ได้ฝนสุดาช่วยพูดกับพักต์พริ้งเรื่องที่ดินและหลังจากนั้นพักต์พริ้งก็ช่วยเหลือหาผู้อุปถัมภ์ให้และยังมั่นคงกว่าเดิมเพราะมีบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่เป็นแบ็คให้มูลนิธิบ้านแสนสุขที่เด็กๆลพวกเธอจะย้ายเข้าไปอยู่ในเร็ววันนี้ “ชาร์มก็ยังไม่เคยเห็นเหมือนกันค่ะ งั้นชาร์มขอไปดูกับป้าพักต์ป้าแววดีกว่าค่ะ” “ใครมาเสียงดังแถวนี้เนี่ย” แววตาเดินออกมาได้ยินเสียงลูกสาวของเพื่อนคุยกับครูไก่จึงถามอย่าหยอกเย้า “สวัสดีค่ะป้าแวว ชาร์มขอไปดูบ้านพักของเด็กๆด้วยคนนะคะ” ชาครียายกมือไหว้เพื่อนของแม่อย่างนอบน้อม “ได้สิ เมื่อวานป้าก็ลืมบอกหนูชาร์มว่าพี่พักต์นัดไปดูที่ดินจะสร้างโรงเรือนปลูกผักให้เด็ก” แววตาพูดกับลูกสาวเพื่อนอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรค่ะป้าแวว วันนี้ชาร์มว่างทั้งวันค่ะ” ชาครียาตอบป้าแววแล้วนั่งลงคุยกับท่าน ทั้งสองคุยกันเองที่พักของเด็กๆและเรื่องเจ้าของที่ดินที่โทรมาต่อว่าแววตาที่ทำให้พวกเขาถูกสังคมต่อว่าเป็นคนใจร้ายไล่ที่เด็กๆทั้งที่เป็นความจริงเพราะคนแถวนี้รู้กันหมดว่าอะไรเป็นอะไรถึงครูแววไม่พูดแต่คนอื่นก็พูดอยู่ดี “ป้าแววอย่าไปสนใจเลยค่ะ เราทำทุกอย่างถูกต้องหากพวกเขาบีบเรามากๆก็ให้สื่อจัดการดีมั้ยคะ เดี๋ยวนี้ใครๆก็ใช่สื่อโซเซียลค่ะ” ชาครียาปลอบป้าแววผู้อุทิศตัวช่วยเหลือเด็กๆโดยไม่หวังผลตอบแทนกลับถูกคนใจแคบต่อว่าซึ่งมันไม่ถูกต้อง “ป้าก็ไม่สนใจนะหนูชาร์มเพราะเห็นแก่คุณมาลัยน่ะลูก” ไม่ว่าพวกเขาต้องการอะไรเธอก็ต้องยอมเพราะพวกเขาเป็นทายาทโดยชอบธรรม “มดไม่ติดต่อมาบ้างเหรอคะป้าแวว” ชาครียาถามถึงเพื่อนเล่นในวัยเด็กและเป็นเพื่อนกันมาจนถึงมัธยมปลายก่อนจะแยกกันไปเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งเธอเรียนมหาลัยเอกชนชื่อดังส่วนปภาดาหรือมดเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐบาลและจุดนี้เองทำให้เพื่อนของเธอถีบตัวเองจนได้เป็นนักแสดงตัวประกอบและตอนนี้เป็นดารานางแบบ “ป้าเลี้ยงเด็กๆมาก็เพื่อให้พวกเขามีอนาคตที่ดีมีความสุขเป็นคนดีสามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้แค่นี้ป้าก็พอใจแล้ว แน่ะ..พี่พักต์มาแล้วลูก” เธอไม่ได้คาดหวังอะไรจากเด็กๆที่เลี้ยงดูมาให้พวกเขามีความสุขมีชีวิตที่ดีก่อนจะเห็นรถตู้ของพักต์พริ้งแล่นเข้ามาจอดข้างรถคันเล็กของชาครียา รถตู้คันใหญ่ของพักต์พริ้งแล่นเข้ามาจอดหน้าอาคารที่พักและเป็นออฟฟิศของบ้านมาลัยรักแล้วพักต์พริ้งก็เดินลงมาจากรถตรงมาหาแววตากับชาครียาที่นั่งคุยกัน “สวัสดีค่ะพี่พักต์/สวัสดีค่ะป้าพักต์” “สวัสดีจ้ะครูแวว หนูชาร์ม แล้วทำไมวันนี้มาได้ล่ะจ้ะ” พักต์พริ้งยิ้มให้สองสาวต่างวัยก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่าง “วันนี้ชาร์มหยุดค่ะ พรุ่งนี้ต้องเข้าเวรเช้าค่ะ ชาร์มขอไปดูบ้านพักของน้องๆด้วยนะคะป้าพักต์” เสียงหวานถามป้าพักต์แม้จะรู้อยู่แล้วว่าท่านไม่ปฏิเสธเธอ “พี่พักต์คุยกับหนูชาร์มรอแป๊บนะคะฉันไปหยิบกระเป๋าก่อนค่ะ” แววตาพูดจบก็ลุงขึ้นเดินไปด้านหลังที่เป็นห้องพักของเธอกับแม่บ้านและครูอาสาที่พักที่นี่ “งานยุ่งมากเหรอลูก พักนี้ป้าไม่ค่อยเจอหนูชาร์มเลย” พักต์พริ้งถามหญิงสาวที่เธอรักและเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน “ค่ะป้าพักต์ พอดีมีเคสพิเศษที่ต้องดูแลก็เลยได้อยู่เวรยาวค่ะ ชาร์มว่าป้าพักต์ผอมลงหรือเปล่าคะ” ชาครียาเห็นป้าพักต์ตั้งแต่ลงมาจากรถและไม่ได้เจอกันแค่อาทิตย์เดียวเอง “พักนี้กินข้าวน้อยน่ะลูก แต่ก็ดีป้าจะได้ไม่ต้องลดน้ำหนัก” พักต์พริ้งตอบหลานสาวช่วงนี้เธอรู้สึกเบื่ออาหารจึงพยายามกินผลไม้พืชผักเป็นส่วนใหญ่จึงทำให้ดูผอมลงและรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบายมาสองสามวันก็กินยาพาราไปแล้วมันก็ดีขึ้นจึงไม่ไปหาหมอ “งั้นเย็นนี้เราปาร์ตี้เมี่ยงปลาเผากันดีมั้ยคะ” ชาครียาเสนอเมนูสุภาพที่เหมาะกับทุกคน “ดีสิจ๊ะ งั้นป้าจะโทรไปสั่งละเมียดให้ซื้อปลาไว้รอเลยนะ” “โอเคค่ะป้าพักต์” ชาครียายิ้มให้ป้าพักต์เมื่อเห็นใบหน้าสวยสมวัยยิ้มออก “ครูแววมาแล้วเราไปกันเถอะลูก” พักต์พริ้งเห็นแววตาเดินออกมาก็ชวนกันไปดูบ้านพักของเด็กๆด้วยกัน สามสาวเดินทางไปอำเภอสามพรานซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่บ้านใช้เวลาเดินทางไปเกือบชั่วโมงเพราะรถติดและเป็นครั้งแรกที่ชาครียามาดูและเห็นโครงสร้างทั้งหมดก็ทึ่งไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้แค่เดือนกว่าโรงอาหารก็เกือบเสร็จส่วนอาคารที่พักสามชั้นรูปตัวยูกำลังทำชั้นสามเหมือนกับอาคารสำนักงานที่ทีมช่างกำลังเร่งมือทำ “สวัสดีครับคุณพักต์” ชุมพลวิศวกรหนุ่มวัยสี่สิบเห็นรถตู้แม่ของเจ้านายมาจอดก็เดินไปต้อนรับ “สวัสดีค่ะคุณช้าง งานก้าวหน้าเร็วมากเหมือนกันนะคะ” พักต์พริ้งยกมือรับไหว้วิศวกรหนุ่มหน้าตาดีคมเข้มเพราะทำงานกลางแจ้งพอๆกับลูกชายของเธอแต่จุลภัทรไม่ได้ลุยมากเหมือนชุมพล แววตาก็รับไหว้วิศวกรหนุ่มและชาครียาก็ยกมือไหว้ผู้ที่อาวุโสกว่า “ก็ต้องให้เสร็จตามกำหนดเดิมที่คุณเกริกกับคุณจุลวางแผนไว้ครับ ตอนนี้ก็เร่งมือก่อสร้างตึกให้เสร็จก็เหลืองานภายในจะง่ายขึ้นครับ เชิญนั่งก่อนครับ” ชุมพลคุยกับพักต์พริ้งและเดินไปในแคมป์ที่ตั้งเป็นออฟฟิศแล้วเดินไปหยิบขวดน้ำในตู้เย็นมาต้อนรับแขกทั้งสาม “เห็นแบบนี้ฉันก็สบายใจค่ะ ดูสิครูแววต่อไปเด็กจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อีกแล้วนะ” พักต์พริ้งมองที่ดินของตัวเองที่ซื้อเก็บไว้และครั้งนี้ได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมทำให้เธอมีความสุขอิ่มเอมใจที่ได้มอบสิ่งดีให้คนอื่นและไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวยังมีอดีตสามี ลูกชายและย่ากับป้าของลูกชายและเพื่อนรุ่นน้องอีกซึ่งทุกคนเต็มใจช่วยเหลือ “เป็นบุญของเด็กๆค่ะ ถ้าไม่ได้พี่พักต์กับฝนช่วยก็คงไม่ได้ผู้อุปถัมภ์ที่ใจบุญอย่างคุณหญิงคุณนวลคุณเกริกคุณจุลมาช่วยจัดการทุกอย่างให้จนสำเร็จ ลำพังฉันเองก็จนหนทางแล้วจริงๆค่ะ” แววตาดีใจที่เด็กๆได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใจบุญซึ่งคุณหญิงพิมลวรรณนั้นก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ “ตอนนี้น้องๆมีบ้านอยู่แล้ว ป้าแววสบายได้แล้วล่ะคะ” เสียงหวานพูดปลอบครูแววที่ซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ “นั่นสิครูแวว เดี๋ยวเราไปดูหลังอาคารที่จะให้เด็กๆปลูกผักกันดีกว่าจ้ะ จะได้ให้ช่างทำโรงเรือนให้เลย” พักต์พริ้งมาเพราะเรื่องโรงเรือนปลูกผักของเด็กๆที่จะทำถาวรเพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้ “จ้ะพี่พักต์” แววตาแอบเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มให้ทุกคน “ป้าพักต์อย่าลืมทำห้องพยาบาลให้ชาร์มด้วยนะคะ” ชาครียาบอกป้าพักต์เพราะที่บ้านมาลัยรักไม่มีห้องพยาบาลจึงใช้ห้องโถงใหญ่เวลาคุณหมอมาตรวจร่างกายประจำปีของเด็กๆหรือเวลาเด็กๆไม่สบายปวดหัวตัวร้อนเธอก็พอจะช่วยดูแลอาการเบื้องต้นให้ได้แต่ถ้ามากกว่านั้นต้องพาไปโรงพยาบาล “ถ้าหนูชาร์มไม่บอกป้าลืมไปแล้วนะลูก ต้องรบกวนคุณช้างช่วยดูให้ด้วยว่าจะจัดห้องพยาบาลไว้ตรงไหนดีที่จะสะดวกต่อการดูและเด็กๆเวลาไม่สบายน่ะค่ะ” พักต์พริ้งพูดกับหลานสาวแล้วหันไปคุยกับชุมพล “เดี๋ยวผมต้องไปดูแบบก่อนครับว่าจะแทรกตรงไหนได้” “ขอบคุณค่ะ อ้อ ฉันลืมแนะนำไปหนูชาร์มนี่คุณช้างวิศวกรดูแลการก่อสร้างบ้านพักของเด็กๆทั้งหมด ส่วนสาวสวยคนนี้ชื่อหนูชาร์มหลานสาวของฉันเองเป็นพยาบาลด้วยค่ะ” พักต์พริ้งแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน “สวัสดีค่ะคุณช้าง” ชาครียายกมือไหว้ชุมพลอีกครั้ง “สวัสดีครับน้องชาร์ม ไม่คิดว่าคุณพักต์จะมีหลานสาวสวยขนาดนี้เสียดายที่ลูกชายของผมยังเล็กไม่งั้นจะจองให้ลูกชายเลยครับ” ชุมพลแซวอดีตภรรยาของเจ้านายใหญ่ “คนนี้ไม่ได้ค่ะคุณช้าง ฉันหวงค่ะ” “มีหลานสาวสวยแบบนี้ เป็นผมก็หวงครับคุณพักต์” ชุมพลยิ้มให้ทั้งสามสาว “งั้นวันนี้รบกวนคุณช้างด้วยนะคะ” “ยินดีครับ” จากนั้นทั้งสี่ก็เดินไปทางด้านหลังตึกนอนเพื่อดูสถานที่จะทำโรงเรือนปลุกผักให้เด็กๆเพราะคราวก่อนกำลังปรับปรุงพื้นที่รกร้างต้นไม้ใบหญ้าเพราะต้อเร่งจุดที่สำคัญก่อนและตอนนี้ก็ปรับปรุงพื้นที่ทั้งหมดแล้วและช่างกำลังสร้างรั้วล้อมรอบที่ดินทั้งหมดเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้าออกพื้นที่และอาจจะเป็นอันตรายสำหรับเด็กๆจึงทำทุกอย่างรัดกุมเมื่อคุยกันเข้าใจแล้วชุมพลก็ไปทำงานของเขาต่อปล่อยให้สาวสาวเดินดูพื้นที่และมีคนขับรถเดินตามไปดูแล “พื้นที่โล่งอากาศโปร่งสบายด้วยนะคะป้าพักต์ ป้าแวว ชาร์มว่าเด็กๆต้องชอบค่ะ” ชาครียาถือร่มคันใหญ่สำหรับตัวเองกับป้าพักต์ถึงแม้อากาศจะร้อนแต่สามสาวก็ไม่มีใครกลัวแดด “หนูชาร์มอยากมาอยู่กับป้าช่วยดูแลเด็กๆมั้ยล่ะจ้ะ” แววตาถามหญิงสาวที่เห็นมาตั้งแต่เด็กเป็นเด็กกตัญญูนิสัยดีน่ารักโอบอ้อมอารีมีน้ำใจเพื่อนของเธอเลือกไม่ผิดเลยหากวันนั้นเลือกปภาดาก็ไม่รู้จะเป็นยังไง “เอาไว้ชาร์มมาช่วยสอนน้องๆในวันหยุดก็แล้วกันนะคะป้าแวว” “ความจริงที่มูลนิธิก็น่าจะมีพยาบาลสักคนคอยดูแลเด็กๆนะครูแวว ตอนนี้เรามีผู้อุปถัมภ์ที่จ่ายค่าจ้างให้ทุกคนที่ทำงานในมูลนิธิอยู่แล้วหนูชาร์มสนใจจะมาช่วยงานป้าแววมั้ยจ้ะ” พักต์พริ้งถามลูกสาวของเพื่อนรุ่นน้องคนสนิทหากให้เธอจ้างพยาบาลคนอื่นสู้จ้างชาครียาดีกว่าเพราะหญิงสาวรักเด็กจริง “ก็ดีนะคะพี่พักต์ หนูชาร์มว่ายังไงลูก” “ที่จริงก็ดีนะคะ แต่ชาร์มว่าเราเอาเงินส่วนที่จะจ้างชามเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้น้องๆดีกว่าค่ะ ยังไงชาร์มก็จะมาดูแลน้องๆทุกอาทิตย์ค่ะ” ชาครียาตอบสองป้าไม่ใช่ว่าเธอจะไม่อยากทำงานในมูลนิธิแต่เด็กๆก็ไม่ได้ป่วยกันบ่อยจะทำให้เสียเวลาเปล่ายังไงเธอก็ไปช่วยดูแลน้องๆทุกอาทิตย์ยกเว้นมีเวรด่วนจริงๆเหมืออาทิตย์ที่ผ่านมาเธอไม่ได้ไปหาเด็กและๆไม่มีเวลาเจอใครเพราะกลับมาก็นอนพอตื่นก็ทำนั่นทำนี่ก็ค่ำแล้ว
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม