จูเชวี่ยนอนบนฟูกขนสัตว์อย่างดี ที่นำมาปูในศาลาแปดเหลี่ยม วันนี้จูเชวี่ยสวมใส่อาภรณ์สีแดงสดมีลวดลายของดอกเหม่ยปักมืออย่างประณีตด้วยฝีมือของนาง ผมรวบขึ้นครึ่งศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกเพียงชิ้นเดียว ใบหน้างดงามแต่งแต้มสีสันเพียงเล็กน้อยแต่กลับยิ่งเสริมให้ดูงดงามเข้าไปอีก ข้างตัวมีทั้งกาน้ำชาแสนหอมหวาน และขนมหวานแสนอร่อย ที่หวังเหล่ยทำให้นาง ตั้งแต่มีหวังเหล่ยที่ทำทุกอย่างให้นาง นางก็รู้สึกเกียจคร้านยิ่ง นางนอนตะแคงข้างจับจ้องหวังเหล่ยที่นับวันยิ่งหล่อเหลา นัยน์ตาสีดำคิ้วหนา จมูกโด่งรับใบหน้า ริมฝีปากบางๆสีระลื่นที่นางเคยสัมผัสมาหลายปี ผิวขาวสุขภาพดี ผมยาวสลวยที่ถูกเก็บด้วยปิ่นหยกอย่างดี ยิ่งสวมใส่อาภรณ์สีดำ ยิ่งขับเน้นให้ดูสง่า ทั้งๆที่ฝึกกระบี่อย่างบ้าคลั่งมาสองชั่วยามแล้ว
มิรู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างหรือ คนหนุ่มนี่ช่างมีพลังงานเหลือเฟือจริงๆ
นางมองหวังเหล่ยพลางหยิบขนมในจานขึ้นมากัดหนึ่งคำ
“หวังเหล่ย มาหาข้าหน่อย" จูเชวี่ยเรียกหวังเหล่ยด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก แต่ด้วยความเป็นผู้ฝึกยุทธ จึงทำให้มีประสาทการได้ยิน ดีกว่าคนที่ไม่ได้ฝึกสิ่งใด
“จูเชวี่ยมีอะไรกับข้าหรือ" หวังเหล่ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบตึง
“ใครให้เจ้าเรียกชื่อข้าห้วนๆกัน เรียกท่านน้าสิ เมื่อก่อนออกจะน่ารักน่าเอ็นดูแท้ๆ" นางบ่นอุบอิบ โดนที่มิได้มองเห็นสายตาวาววับดังสัตว์ป่าที่จับจ้องนางราวกับจะจับนางกินเสียให้ได้
“ช่างเถอะ อีกสองวันแคว้นหลงจะรับสมัครทหาร ข้าอยากให้เจ้าไปสมัคร ตอนนี้เจ้าก็โตพอที่จะทำอะไรได้แล้ว เรื่องใดๆเจ้าล้วนเก่งกาจ ในอนาคตข้าว่าเจ้าต้องรุ่งโรจน์เป็นแน่" นางพูดอย่างเกียจคร้าน ลางสังหรณ์บางอย่างบอกนางว่าหากเด็กคนนี้ไปอยู่ในแคว้นหลง จะต้องมีชีวิตที่ดีมากแน่ๆ
“ท่านจะไปกับข้าหรือไม่"
“ไม่ละ ข้าจะอยู่ที่นี่ แต่หากข้าคิดถึงข้าจะไปหาเจ้าเอง วันคัดเลือกข้าก็จะไปกับเจ้า หากเจ้านึกถึงข้าก็มาหาข้าที่จวนแห่งนี้ได้" นางตอบอย่างรวดเร็วไม่แม้แต่จะคิดทบทวนว่าสิ่งที่พูดออกไปได้ทำร้ายคนใกล้ๆไปเสียแล้ว
ก่อนที่นางจะลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามยิ่งกว่านางพญา เดินเข้าจวนทันที
วันรุ่งขึ้น
นางและหวังเหล่ย เดินทางมาถึงเมืองหลวงแคว้นหลง ก่อนยามเฉิน (07:00น.-08:59น.) โดนใช้สัตว์อสูรพยัคฆ์เมฆาของหวังเหล่ยมา เมื่อนางเห็นว่ายังพอมีเวลาอยู่บ้าง นางกับหวังเหล่ยจึงเลือกโรงเตี๊ยมเพื่อรับอาหารเช้าก่อน
เข้ายามซื่อ (09:00น.-10:59น.) นางก็ให้หวังเหล่ยไปลงชื่อในใบรับสมัคร โดยที่นางบอกจะไปทักทายเพื่อนเสียหน่อย หวังเหล่ยทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ยินยอมทำตามที่นางบอก
จูเชวี่ยใช้วิชาตัวเบามาหยุดยืนหน้าพระราชวังแห่งแคว้นหลง
“แม่นาง ท่านมาหาผู้ใด" ทหารหน้าประตูวังเอ่ยถามตามหน้าที่
ไม่รอช้า นางก็ชูป้ายหยกให้เหล่าทหารผู้เฝ้าประตูดู เมื่อทหารได้เห็น ก็รีบให้นางเข้าไปทันที
เมื่อนางเข้ามา ก็เดินไปยังห้องทรงงานของฮ่องเต้แคว้นหลงทันที
นางเดินด้วยมาดนางพญาที่มิได้ปรุงแต่ง ด้วยอาภรณ์สีแดงของนาง ทาให้นางยิ่งดูน่าเกรงขาม ไหนจะดวงตาสีทองประกายนั่นอีก มันยิ่งขับให้นางทั้งน่าเลื่อมใสและน่าเคารพยำเกรง
เมื่อมาถึงห้องทรงงาน นางก็เปิดประตูเข้าไป โดยไม่ฟังเสียงร้องของขันทีเลยแม้แต่น้อย
“หลงเฟยหลง ข้ามาเยี่ยม สบายดีหรือไม่" ไม่รอช้านางก็เอ่ยถ้อยคาที่หากเป็นผู้อื่นคงโดนอาญาประหารเป็นแน่
“คารวะท่านจูเชวี่ย ขอบใจที่ห่วงใยเรา" แม้จะกล่าวอย่างนอบน้อม แต่ก็ไว้ซึ่งศักดิ์แห่งผู้ครองแคว้นอยู่
“ท่านมีอะไรหรือ ถึงมาหาเราถึงห้องทรงงานของเรา หากเรากำลังคุยเรื่องการเมืองกับขุนนาง มันจะไม่แย่สำหรับเราหรือ ที่ท่านเปิดประตูมาเช่นนี้"
หลงเฟยหลงกล่าวอย่างตำหนิ แต่มีหรือจูเชวี่ยจะใส่ใจ ก็เห็นพูดแบบนี้ทุกครั้งนิ
“ข้ามาหาชิงหลง เขาอยู่ไหน"
“อยู่ที่ศาลาแปดเหลี่ยมในสวนของเรา คาดว่าคงกำลังบรรเลงกู่ฉินอยู่" หลงเฟยหลงตอบ พร้อมเดินกลับไปนั่งประจำที่ทำงานต่อ
“ขอบใจ ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว" พูดจบ นางก็เดินออกไปทันที
ราชวงศ์แห่งสี่แคว้นใหญ่ จะรู้ตัวตนการมีอยู่ของสัตว์เทพ เพราะสัตว์เทพจะประจำที่วังในแคว้นของตน มีแค่นางกับเสวียนอู่ ที่ไปสร้างจวนอยู่ เพราะไม่ชอบความวุ่นวาย
พอเดินมายังเขตสวนหวงห้ามของโอรสสวรรค์ ก็มุ่งตรงไปยังศาลาแปดเหลี่ยม ที่ที่มีบุรุษผู้หนึ่งอยู่
เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นนาง จึงยิ้มออกมาอย่างดีใจที่สหายมาเยี่ยมเยือน
ชิงหลง บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาสีน้ำเขียวมรกตเข้ม จมูกโด่งรับใบหน้า คิ้วหนา ริมฝีปากบางสีอ่อน ผิวขาวในอาภรณ์สีขาวสะอาดตายิ่งขับเน้นให้ดูสว่าง รวบผมสีดำสนิทเป็นหางม้าครอบด้วยกวานสีทอง ปักปิ่นสีเดียวกัน
“เป็นอย่างไรชิงหลง อยู่ในวังคงน่าเบื่อมากสินะ ถึงได้มาอยู่ที่นี่ผู้เดียว" นางนั่งลง พลางรินชาขึ้นดื่มโดยไม่ลืมที่จะรินให้กับสหายด้วย
“ก็ไม่แย่ ข้าก็อยู่มาหลายร้อยปี มีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นมากมายไม่รู้เบื่อเลยละ" ชิงหลงตอบ พร้อมหยุดมือจากการบรรเลงกู่ฉินลง แล้วยกชาที่จูเชวี่ยรินให้ขึ้นจิบบ้าง
“เหอะ เรื่องอันใดที่ว่าสนุก เรื่องพระสนมวางยาพิษกันน่ะหรือสนุก ช่างวุ่นวายเสียจริงวังหลัง...อือชาดี"
“เจ้าอยากได้หรือไม่ ข้ายังมีมันอีกมาก" ชิงหลงเสนอ เนื่องจากดูท่าทางแล้วจูเชวี่ยจะชอบไม่น้อย
“อือ เช่นนั้นข้าขอสักสองเหลี่ยง [2] ขอบใจเจ้ามากชิงหลง ช่างรู้ใจข้าเสียจริง " นางตอบอย่างอารมณ์ดี จิบชาไปฟังเสียงกู่ฉินที่ชิงหลงเริ่มบรรเลงไป จนได้เวลาที่ต้องกลับไปหาหวังเหล่ย จูเชวี่ยก็เอ่ยลาชิงหลง แล้วออกจากวังทันที
เมื่อนางกลับมายังลานที่ใช้รับสมัครทหาร
แล้วมองหาหวังเหล่ยของนาง โดนที่มิได้สนใจสายตาที่จับจ้องมายังนางราวกับต้องมนต์
อา...แม่นางท่านนี้คือผู้ใด เหตุไฉนจึงงดงามหยดย้อยเพียงนี้ หากนางกล่าวตนว่าเป็นที่สองคงไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นเป็นหนึ่ง
เสียงซุบซิบของเหล่าบุรุษที่มาสมัครทหาร ต่างถึงหูของจูเชวี่ยทั้งสิ้น เพราะคิดว่านางใช้ผ้าปิดใบหน้าไว้อยู่
จูเชวี่ยที่ยังมิรู้ว่าตนลืมผ้าที่มักจะใช้ปกปิดใบหน้าไว้ บัดนี้มิได้อยู่บนใบหน้า จนทำให้ใบหน้าที่งดงามราวนางเซียน ประจักแก่สายตาผู้คน
แต่แล้วคนที่นางมองหา ก็เดินมาหานางด้วยสีหน้าทะมึน แผ่รังสีอำมหิตกดดัน กวาดสายตามองผู้คนที่บังอาจมองท่านน้าของตนด้วยแววตาที่ดำมืดพร้อมสังหารคน
“เป็นอะไรหรือหวังเหล่ย ทำไมจึงทำหน้าเช่นนี้" นางถามอย่างไม่เข้าใจ และงุนงงเป็นอย่างมาก เมื่อหวังเหล่ย ฉุดกระชากนางออกไปจากลานแห่งนี้
เหลี่ยง[2] เป็นหน่วยวัดของจีน 1เหลี่ยงเท่ากับ 500 กรัม
“ข้าเจ็บนะ เจ้าเป็นอะไรไป หรือข้าไปนาน ข้าไปพบสหายเพียงเท่านั้น เจ้าจะโกรธข้าไปไย"
นางพูดขึ้นทันทีที่หวังเหล่ยปล่อยมือจากแขนของนาง
“ใบหน้าท่าน ไม่มีผ้าปิดไว้" หวังเหล่ยตอบเสียงเรียบ
“จริงหรือ...อือ สงสัยจะเป็นตอนที่เข้าวัง ช่างเถิด เปิดเผยแล้วอย่างไร ปิดบังแล้วอย่างไร ข้ามีเจ้าทั้งคน คงมิมีผู้ใดกล้ามาตอแยข้าหรอก ที่ข้าปิดบังใบหน้า เพียงรำคาญเหล่าบุรุษมาเกี้ยวพาเพียงเท่านั้น" นางหยักไหล่ตอบอย่างไม่แยแส
“แต่ข้าหวงท่าน" 'หึงหวงท่านจะตายอยู่แล้วที่มีคนจ้องมองท่าน ท่านจะให้ข้ากระอักเลือดตายเลยหรือ' หวังเหล่ยคิดในใจ มิกล้าเอ่ยออกไป
“หวงข้า?? โธ่ เด็กน้อย เจ้าหวงกลัวว่าท่านน้าของเจ้าจะมีบุรุษอื่นหรือ ข้ามีเพียงเจ้าก็เกินพอแล้ว" นางเอ่ยอย่างทีเล่นทีจริง เอ่ยหยอกเย้าตามประสา เพราะนางก็มิคิดว่าจะมีคู่ครองหรอก คอยหยอกเย้าหวังเหล่ยของนางแบบนี้ผู้เดียวก็พอแล้ว
“มีเพียงข้า ท่านพูดจริงใช่หรือไม่" หวังเหล่ยเอ่ยถามเพื่อความมั่นใจ ในอีกความหมายหนึ่งที่จูเชวี่ยไม่อาจล่วงรู้
“แน่นอน เอาละในเมื่อเสร็จธุระแล้ว เราก็กลับจวนกันเถอะ" นางพูดจบก็เริ่มออกเดินนำ ทิ้งหวังเหล่ยที่ยังคงยืนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เพียงผู้เดียว ก่อนที่จะเริ่มออกเดินขนานข้างของนางกลับยังเรือนภายในป่าแสงจันทร์ ณ แคว้นเชวี่ย
หลังจากกลับมาถึงจวน นางที่รู้สึกอยากอาบน้ำยิ่ง จึงไปอาบน้ำที่บ่อน้ำร้อน
นางแช่น้ำอย่างสบายใจ หลับตาพริ้ม เอนหลังพิงขอบบ่อ เพียงไม่นาน นางก็ได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมไหว ราวกับมีของหนักทิ้งตัวลงในน้า เมื่อนางลืมตาขึ้น จึงเห็นหวังเหล่ยที่ว่ายมาทางนาง
“หวังเหล่ย เจ้าเข้ามาทำไม!" ถึงข้าจะไร้ยางอายเพียงใด แต่เมื่อก่อนเจ้าเป็นเพียงเด็กน้อยน่ารัก แต่ตอนนี้เจ้ามันตัวโตอย่างกับพยัคฆ์ร้าย!!
หัวใจนางเต้นระรัวดั่งกลองที่ถูกระรัวตี ใบหน้าแดงซ่าน เมื่อเห็นแผ่นอกแล้วก็หน้าท้องที่เป็นลอนสวยได้รูป
“ข้ามาถูหลังให้ท่านน้าขอรับ" หวังเหล่ยตอบหน้าตาย พลางขยับเข้ามาหานางเรื่อยๆ
“เอ่อ ข้าว่าไม่ดีกระมัง ถะ...ถอยออกไปหน่อย ข้าว่าข้าควรขึ้นได้แล้ว" นางพยายามหาทางหนีทีไล่ แต่มีหรือคนที่ตั้งใจจะรวบหัวรวบหางจูเชวี่ยอย่างหวังเหล่ย จะปล่อยให้โอกาสหลุดมือ
เมื่อหวังเหล่ยประชิดตัวจูเชวี่ยได้สำเร็จ เขาก็ได้ยกตัวนางขึ้นจนท่อนบนของนางลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ เผยให้เห็นหน้าอกหน้าใจคู่สวยสีขาวผ่องพร้อมยอดถักสีหวาน ก่อนจะนั่งลงแล้ววางนางไว้บนตักของตนพลางลูบไล้แผ่นหลังของนางด้วยผ้าผืนบางราวกับว่ากำลังถูหลังให้ตามที่กล่าว
จูเชวี่ยขนลุกชูชัน ใบหน้าและใบหูแดงก่ำ
“วะ...หวังเหล่ย ปล่อยข้าเถิด ข้าทำเองได้" นางกล่าวเสียงสั่น เมื่อรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งที่กำลังตื่นตัวโดนสะโพกของนาง
“ข้าจะทำความสะอาดให้ท่านทุกซอก ทุกมุม ให้สะอาดหมดจดเลยขอรับ" หวังเหล่ยเอ่ยเสียงแหบพร่าข้างหู พร้อมกับเป่าลมหายใจใส่ต้นคอของนางจนนางสะดุ้ง
หวังเหล่ยหัวเราะเล็กน้อย ก่อนที่มือที่ละจากแผ่นหลังของจูเชวี่ย จะเลื่อนมากอบกุมดอกบัวสวยทั้งสองคู่ จูเชวี่ยครางด้วยความรัญจวนปนตกใจ จนต้องยกมือขึ้นจับแขนของหวังเหล่ยแน่น พร้อมเอนกายพิงแผ่นอกกำยำ จนได้ยินเสียหัวใจที่เต้นระรัวไม่ต่างจากนาง
ใบหน้าหล่อเหลาที่ซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น เริ่มจูบซับทิ้งร่องรอยสีกุหลาบไปทั่วบริเวณ
“หวังเหล่ย หยุดเถิด มันมิควร" นางเปล่งเสียงออกมาอย่างขาดห้วง จากการถูกปรนเปรอจนแทบสิ้นสติ
“เหตุใดท่านจึงว่ามิควร" หวังเหล่ยถามต่อ แต่มือทั้งสองก็ยังคงบีบเคล้นหน้าอกกลมกลึงอย่างมันมือ
“ข้าเป็นน้าของเจ้า" นางตอบเสียงสั่นราวกับกำลังพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้คล้อยตาม
“แต่ท่านบอกจะมีเพียงข้า" หวังเหล่ยกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ยังคงใช้มือใหญ่ที่หยาบกระด้างจากการจับกระบี่เคล้นคลึงอกอิ่มนั้นไม่ละห่าง
“ก็ใช่ แต่เจ้าเป็นมนุษย์"
“ข้าไม่สน ข้ารักท่าน ท่านก็รู้ ท่านเองก็รักข้า แต่ท่านแค่ทำเป็นไม่รัก เพียงแค่ข้าเป็นมนุษย์หรือ" หวังเหล่ยกล่าวออกมา พลางใช้มือข้างหนึ่ง ลูบไล้จากเต้าสวย หน้าท้องแบนราบ จนมาถึงเนินที่มีแพรขนนุ่มที่ปกปิดถ้ำน้ำหวานใต้น้ำอยู่
“อ๊ะ! หวังเหล่ย เจ้าจับตรงไหนกัน อือ...อย่า" นางร้องเสียงหลง เมื่อมือร้ายกำลังรุกรานเขตหวงห้ามของร่างกายนางอย่างร้ายกาจ ไม่รอช้า หวังเหล่ยก็อุ้มนางขึ้นมานั่งตรงริมบ่อน้ำร้อน โดยที่ยังคงคร่อมตัวอยู่เหนือตัก แต่หันหน้าของนางเข้าหาตนแทน
มือร้ายยังคงทำหน้าที่โดยการสอดแทรกนิ้วเรียวยาวเข้าไปยังร่างกายของนางเพื่อเตรียมให้พร้อมกับสิ่งที่กำลังแข็งตัวอยู่ในขณะนี้
หวังเหล่ยจ้องมองริมฝีปากของจูเชวี่ย ที่ขบเม้มกลั้นเสียงครางสุดรัญจวนไว้ เขาจึงประกบปากจูบนางอย่างเงอะงะเพราะเป็นครั้งแรก แต่ก็เป็นเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นเมื่อเขาเริ่มจับจังหวะได้จึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นจูบที่ร้อนแรง ลิ้นร้ายกวาดต้อนเรียวลิ้นเล็กที่ถดถอยหนี จนในที่สุด นางก็จูบตอบด้วยอารมณ์ความต้องการที่มาถึงจุดที่ไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไป นิ้วมือเรียวยาวเองก็ไม่ได้เคลื่อนหนีไปไหนยังคงสอดแทรกอยู่ภายในร่องฉ่ำและยังคงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆคอยหลอกล่อด้วยจูบที่หวานล้ำ ปรนเปรอจนนางสุขสม
“หวังเหล่ย ข้าจะเสร็จ ละ...แล้ว อื้อ!!" นางกรีดร้องเสร็จสมพร้อมทิ้งตัววางศีรษะไว้ที่บ่าของหวังเหล่ย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้แก่ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะยกแขน
ไม่นานนัก นางก็ต้องสะดุ้งกอดรอบคอของหวังเหล่ยแน่น เพราะเขายกตัวนางขึ้นเพื่อที่จะสอดใส่แท่งหยกแข็งร้อนนั่นสู่กายของนาง
“ผ่อนคลายนะขอรับ ข้าจะไม่ทาให้ท่านเจ็บ" หวังเหล่ยกระซิบบอก พร้อมพยายามดันแท่งหยกร้อนฉ่า เข้าสู่ถ้ำสาวที่มีน้ำหวานหล่อเลี้ยงทำให้เข้าได้ไม่ยากเย็นนัก
“จะ...เจ็บ" นางกัดเข้าที่บ่าของหวังเหล่ยเพื่อระบายความเจ็บปวดจากครั้งแรก
หวังเหล่ยกัดฟังแน่น ข่มกั้นความปรารถนาที่อยากกระทำสิ่งรุนแรง เมื่อแท่งหยกเข้าไปได้จนหมดในครั้งเดียว เพื่อไม่ให้จูเชวี่ยเจ็บมากเกินไป
สักพัก ความเจ็บปวดเริ่มจางหาย แทนที่ด้วยความเสียวซ่าน ไม่รอช้า หวังเหล่ยเริ่มขยับ ทั้งปากและมือก็มิได้อยู่เฉย จูบนางอย่างร้อนแรงโดยที่นางก็ให้ความร่วมมืออย่างดี
“อ๊ะๆ...อ๊าย วะ...หวังเหล่ย เบาหน่อย" นางครางเสียงดังลั่น เมื่อหวังเหล่ยกระแทกกระทังเข้ามาจนนางจุกไปหมด แต่ก็นำมาซึ่งความเสียวซ่านรัญจวนอย่างมากเช่นกัน
“ฮืม.... จูเชวี่ย อย่ารัดแน่น" หวังเหล่ยกัดฟันจนเส้นเลือดปูดโปน เนื่องจากถ้ำสาวรัดแท่งหยกของตนจนแทบขยับไม่ได้
หวังเหล่ยอุ้มจูเชวี่ยว่างลงที่พื้นหินอ่อนเรียบเนียน ก่อนจะพลิกตัวจูเชวี่ย ให้อยู่ในท้าคลานเข่า หลังจากนั้นจึงแทรกกายนำแท่งหยกเข้าสู่ถ้ำสาวอีกครา
“อือ ละ...ลึกไป" จูเชวี่ยร้องบอก
เมื่อเข้าไปได้ทั้งหมด หวังเหล่ยก็ขยับช้าบ้างเร็วบ้าง จนจูเชวี่ยที่ใกล้จะแตะขอบสวรรค์ ต้องดำดิ่งลงทุกครั้ง ที่หวังเหล่ยหยุดการขยับเพื่อกลั่นแกล้งนาง
“อ๊ะ เจ้าแกล้งข้า!" นางหันหน้ามามองคนที่กลั่นแกล้งมิให้ตนแตะขอบสวรรค์สักทีอย่างเดือดดานที่อารมณ์ค้างคามิถึงจุดหมายเสียที
“ขอร้องข้าสิจูเชวี่ย แล้วข้าจะทำตามที่เจ้าปรารถนา" หวังเหล่ยตอบอย่างมาดร้าย พลางขยับออกจนเกือบสุดแล้วดันเข้ามาจนสุดความยาว จนทำให้จูเชวี่ยหวีดร้องครางอย่างสุดเสียง
“หวังเหล่ย ได้โปรดให้ข้าได้ปลดปล่อยเถิด" หลังจูเชวี่ยกล่าวจบ หวังเหล่ยไม่รอช้า สาวท่อนหยกอันใหญ่เข้าออกถ้ำสาวถี่รัวอย่างห้ามใจไม่ไหวจนจูเชวี่ยหวีดร้องอย่างสุขล้นเมื่อได้เสร็จสมตามใจหมาย ก่อนที่จะสลบไป
หวังเหล่ยที่เห็นจูเชวี่ยสลบไปแล้ว จึงรีบเร่งสาวเข้าถี่รัว จนเสร็จสมตามนางไป
น้ำรักสีขาวขุ่น ถูกอัดแน่นเต็มถ้ำน้ำหวานที่บัดนี้บวมช้ำแดงก่ำอย่างน่าสงสาร หวังเหล่ยถอดแท่งหยกออกจากถ้ำสาวเมื่อเสร็จสม ก่อนจะอุ้มจูเชวี่ยลงบ่อน้ำร้อนอีกครั้ง เพื่อชำระเหงื่อไคล เมื่อเสร็จแล้วจึงพาไปยังห้องนอน จัดแจงท่านอนให้กับจูเชวี่ยเสร็จ หวังเหล่ยจึงขึ้นไปนอนกายกอดอย่างหวงแหนราวกับกลัวว่าตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่พบนางอีก แล้วเข้าสู่ห่วงนิทราไปในที่สุด
แสงแดดที่ส่องเข้ามายังใบหน้างดงามที่ฝั่งลงบนแผ่นอกอุ่นจูเชวี่ยลืมตาขึ้นกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่ความง่วง นางเผลอขยับตัวเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็ทำให้รู้ว่าเมื่อคืนคือเรื่องจริงมิใช่ฝัน นางปวดร้าวกลางกายจนนิ่วหน้า แล้วนอนนิ่งๆในอ้อมแขนของบุรุษที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ดังเดิม
สักพักนางขยับตัวอีกครั้ง เพื่อที่จะอาบน้ำแต่งตัว เพราะนี่ก็สายมากแล้ว
หวังเหล่ยเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงที่พยายามยกเอาแขนตนออก ก็ลืมตาตื่นขึ้นพลางกอดรัดแน่นกว่าเดิม
“จะไปไหน" หวังเหล่ยถามเสียงเรียบ
“ข้าจะไปชำระร่างกาย ปล่อยเถิด ข้ามิได้จะหนีเจ้าไปที่ใด หากข้าจะหนี ข้าหนีไปได้โดยที่เจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว้าย!!! หวังเหล่ยเจ้าจะทำอะไร!!! " จู่ๆนางก็ร้องเสียงดังเมื่อหวังเหล่ยลุกพรวดแล้วอุ้มนางไปยังหลังฉากกั้นเพื่ออาบพร้อมกัน
“อาบกับข้า" เขาวางนางลงในถังน้ำขนาดใหญ่ ที่มีน้ำอุ่นๆอยู่เต็มถัง
“ก็ได้ๆ แต่แค่อาบนะ" นางพูดดักไว้ เพราะตอนนี้นางระบมจะตายอยู่แล้ว
“อือ" หวังเหล่ยตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะหย่อนกายลงถังกับนาง พร้อมนั่งซ่อนหลังนางไว้
หลังจากการอาบน้ำสุดระทึก ที่นางโดนกินเต้าหู้จนแหว่งไปหมด ในที่สุดก็ได้รับอาหารเช้า อือ...เที่ยงดีกว่า เพราะตอนนี้ก็ยามอู่ใกล้ยามอุ้ยแล้ว (11:00น.-12:59น./13:00น.-14:59น.)
'นายท่าน มีเทียบเชิญจากแคว้นหู่ส่งมาขอรับ' นางที่บัดนี้อยู่ในห้องหนังสือ ก็ได้มีพิราบสื่อสารตัวหนึ่งเข้ามาเอาเทียบเชิญมาให้นาง
“ขอบใจเจ้ามาก ไปได้" เมื่อนางแกะสิ่งที่ผูกอยู่กับนกพิราบได้แล้ว นางก็นำมาอ่านยังตั่งนอนตัวยาวของนางทันที
“รัชทายาทแห่งแคว้นหู่ขึ้นครองราชหรือ เฮ้อ...น่าเบื่อจริง แต่ก็ดี ข้าจะได้ไปหาไป๋หู่เสียหน่อย" นางเดินออกจากห้องหนังสือเพื่อหาหวังเหล่ยเพราะจะได้เร่งออกเดินทางไปยังแคว้นหู่ทันที
“หวังเหล่ยเราจะไปแคว้นหู่เพื่อไปร่วมงานฉลองขององค์รัชทายาทที่จะขึ้นครองราชในอีกเจ็ดวัน"
นางพูดขึ้นหลังจากเดินจนทั่วเรือน จนมาเจอหวังเหล่ยที่อยู่ภายในคลังอาวุธของนาง
“ไปยามใดหรือจูเชวี่ย" เขาถามทั้งๆที่มิได้มองมายังนาง แต่กลับยกกระบี่เล่มสีแดงสดเล่มหนึ่งขึ้นมาอย่างสนอกสนใจ
“พรุ่งนี้ยามเหม่าแล้วกัน อ่อ...หากเจ้าชอบกระบี่เล่มนั้นข้ายกให้" นางกล่าวอย่างใจกว้าง พร้อมเดินออกไปเพื่อที่จะตัดเย็บอาภรณ์สำหรับวันงาน ทั้งของนางและของหวังเหล่ย
“อือ ขอบใจ" เมื่อหวังเหล่ยได้ยินเช่นนั้น ก็ถือกระบี่เล่มนั้นออกมาจากคลังอาวุธ แล้วเดินเคียงข้างนาง
เมื่อถึงห้องตัดอาภรณ์ นางก็เรียกหวังเหล่ยเพื่อที่จะวัดตัวตัดอาภรณ์ให้ทันวันพรุ่งนี้ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางกัน
หวังเหล่ยเดินเข้าไปหานางอย่างไม่อิดออด เพียงไม่นาน นางก็เริ่มตัดเย็บทันที
แต่หากไม่ง่ายดายนัก เมื่อหวังเหล่ยนั้นก่อกวนนาง ทั้งกอดจากด้านหลังเอาคางเกยบ้างละ เสยคางนางขึ้นจูบบ้างละ จนนางต้องไล่เขาออกไปด้วยใบหน้าที่แดงจัด
หวังเหล่ยเจ้าเอานิสัยเช่นนี้มาจากที่ใด!!!