ตอนที่1
ณ เเดนมนุษย์
ภายในตรอกอับชื้นแห่งหนึ่ง หญิงสาวในอาภรณ์สีขาว มีผ้าผืนบางปกปิดใบหน้าอยู่ ถึงแม้จะมีมันปกปิดใบหน้าอยู่แต่ก็มิอาจปิดบังความงดงามไว้ได้ทั้งหมด ดวงตากลมโตสีทองอร่ามงดงาม ริมฝีปากสีชมพูระรื่นไร้การแต่งแต้มจากสีชาด ดวงหน้าขาวผ่องใต้นัยน์ตากระจ่างข้างขวามีตำหนิเล็กๆแต่มิได้ทำให้สตรีผู้นี้งดงามน้อยลงไปเลยกลับส่งเสริมให้ดวงหน้าของนางงดงามมากขึ้นและยังเสริมให้ดูเย้ายวน นางจับจ้องไปยังบริเวณมุมของตรอกที่มีมนุษย์ตัวเล็กนอนหนาวสั่นใกล้สิ้นลมลงทุกที นางเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะนั่งลงข้างๆ แล้วกล่าวเสียงนุ่มไพเราะ
“เด็กน้อย เจ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่"
เมื่อเด็กน้อยได้ยินเสียง ก็ตอบด้วยเสียงที่อ่อนแรง แต่กลับชัดถ้อยชัดคำ
“ยะ...อยากขอรับ" เด็กน้อยตอบเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน แต่นั่นก็ถือได้ว่าเด็กคนนี้พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่ออย่างสุดกำลังแม้ว่านี่จะเป็นฝันหรือความจริงก็ตาม
“เช่นนั้นก็ไปกับข้าเถิด หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา" นางบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน พาให้เด็กน้อยรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
“หากข้าสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ข้าน้อยก็ยินดีขอรับ" เด็กน้อยตอบอย่างดีใจทั้งที่มีสีหน้าที่อิดโรยแต่ก็อดตื้นตันมิได้ที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อ
“หลับเสีย พอเจ้าลืมตาตื่นขึ้นมาเจ้าจะมีที่นอนดีๆ ผ้าห่มหนาๆ มีอาหารการกินไม่อดอยาก มีการศึกษา มีวิชาป้องกันตัว ข้าจะดูแลมิให้เจ้าต้องทุกข์ทนเช่นนี้" พอนางกล่าวจบ เด็กน้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทราตามคำนางราวกับต้องมนต์
'จูเชวี่ย' อุ้มเด็กน้อยขึ้นจากพื้นอันชื้นแฉะและเย็นเฉียบอย่างเบามือ ก่อนจะกระโจนขึ้นฟ้าหายลับเข้ากลีบเมฆ พาตัวเด็กน้อยไปยังที่พักของตนทันที นางได้สร้างเรือนภายในป่าแสงจันทร์ที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่มากมายทั้งระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง ป่าแห่งนี้เป็นป่าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแดนมนุษย์และแดนภูตหรือที่เรียกอีกอย่างว่า ‘สรวงสวรรค์’ อันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่เรียกตนเองว่าเทพ ส่วนภูตอย่างนางแม้จะนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าสวรรค์ แต่ก็มิได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นหลัก เพราะภาระหน้าที่ของนางนั้นทำให้ต้องอาศัยอยู่ที่แดนมนุษย์เป็นหลัก
โลกนี้แบ่งออกเป็นสองเขตแดน อันได้แก่ แดนมนุษย์ มีทั้งหมดแปดแคว้น ได้แก่แคว้นมหาอำนาจทั้งสี่ คือ แคว้น หลง เชวี่ย หู่ อู่ ที่มีภูตประจำสี่ทิศคุ้มครองอยู่ จึงเป็นแคว้นที่มีอำนาจอย่างมาก ส่วนสี่แคว้นที่ไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่า แต่ก็ไม่ถึงกับเล็ก คือแคว้น หยาง เว่ย เทียน หาน
แคว้นหลง ที่มีชิงหลงคุ้มครองอยู่ เป็นแคว้นทางด้านทิศตะวันออกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก
แคว้นเชวี่ย ที่มีจูเชวี่ยคุ้มครองอยู่ เป็นแคว้นทางด้านทิศใต้ เป็นแคว้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง แต่กลับเป็นแหล่งแร่ทองและอัญมณีมากมาย
แคว้นหู่ ที่มีไป๋หู่คุ้มครองอยู่ เป็นแคว้นทางด้านทิศตะวันตก เป็นแคว้นที่ชาวเมืองและชาวบ้านทำการประมงและเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่ใหญ่ที่สุด
แคว้นอู่ ที่มีเสวียนอู่คุ้มครองอยู่ เป็นแคว้นทางด้านทิศเหนือ ซึ่งมีหิมะตกตลอดทั้งปี จึงทำให้เพราะปลูกได้ไม่มาก แต่กลับมีพวกขนสัตว์นานาชนิดที่นำมาขายให้กับแคว้นอื่น
ส่วนเขตของภูตจะเป็นหวงหลง ที่เป็นราชาของสัตว์ภูตทั้งหมดมิได้แบ่งเขตแดนเช่นมนุษย์ ถึงจะบอกว่ามีหวงหลงเป็นราชาแต่แท้จริงแล้วหวงหลงเป็นรัชทายาทของสวรรค์ เพราะฉะนั้นหากสวรรค์เปลี่ยนผู้นำ แดนภูตก็จะเปลี่ยนผู้นำด้วย
แดนสวรรค์เป็นดินแดนที่ไม่ได้นับเป็นหนึ่งในสองดินแดนภายในโลก แต่จะถูกแบ่งแยกออกไปจึงไม่นับเป็นหนึ่งในสองดินแดนข้างต้น
ส่วนป่าแสงจันทร์ เป็นป่าที่มิได้มีผู้ใดครอบครอง เป็นป่าที่มีอิสระ มีสัตว์อสูรน้อยใหญ่อาศัยอยู่
แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งแห่งที่ถูกผนึกและปิดตายมาหลายพันปี ดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความชั่วช้า และเป็นสถานที่ที่ใช้จองจำจอมมารอันแสนชั่วร้าย
‘เหวร้าง’
ดินแดนอันแห้งแล้งภายใต้เหวลึกที่ไร้ซึ่งแสงของดวงตะวัน เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งที่เรียกว่า ‘มาร’ มารเกิดได้จากทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทพ หรือแม้แต่สัตว์ภูตอย่างพวกนางก็สามารถจมสู่ความเป็นมารได้ เหวร้างจึงกลายเป็นสถานที่ที่ลึกลับคล้ายเป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น ผู้ใดเล่าจะสามารถล่วงรู้ได้ว่ามันเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จนอกจากชาวสวรรค์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและ...
สัตว์เทพทั้งสี่ ที่มีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนานเทียบเคียงสวรรค์
เมื่อมาถึงจวนกลางป่าที่นางได้ลงมนต์มิให้สัตว์อสูรเข้ามารบกวน นางก็ได้เดินเข้าไปข้างในนำเด็กน้อยวางลงที่เตียงภายในห้องที่มิได้ใช้งานอย่างเบามือ
เรือนของนางทำจากไม้ภายในป่าแสงจันทร์ มีห้องมากมายให้เลือกใช้สอย ภายนอกมีดอกไม้นานาชนิด ทางด้านหลังจวนนางได้ทำแปลงสมุนไพรไว้หลายชนิด มีบ่อน้ำมรกตขนาดย่อมตรงข้างจวน นางได้นำบัวหิมะที่ได้มาจากเสวียนอู่เมื่อหลายปีก่อนมาปลูกจนตอนนี้เบ่งบานเต็มบ่อ สีขาวนวลงดงาม ทั้งยังมีศาลาแปดเหลี่ยมกลางบ่อไว้พักผ่อน
จูเชวี่ยได้เก็บและนำสมุนไพรที่ปลูกไว้มาต้ม และทำอาหารง่ายๆ อย่างข้าวต้มเตรียมไว้ให้เด็กน้อยที่นางเก็บมาเอ่อ...ช่วยมา พอเสร็จเรียบร้อย นางก็เตรียมน้ำและผ้าเพื่อไปเช็ดตัวให้กับคนที่นอนหลับอยู่ในห้อง
ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้นางถึงเข้าไปในตรอกอับชื้นนั่น และไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกที่จะช่วยเด็กคนนี้ทั้งๆที่ตัวนางก็ไม่ใคร่จะชมชอบเด็กหรือแม้แต่ใครก็ตามจึงเลือกจะอาศัยอยู่ในป่าแสงจันทร์เพียงผู้เดียวมานาน
นางใช้ไหล่ดันประตูเข้าไปในห้องเนื่องจากมือนางถือถาดที่มีถ้วยข้าว ยา และถังน้ำสำหรับเช็ดตัว
เมื่อนางเปิดประตูเข้าไป ก็พบเด็กน้อย ที่นั่งพิงหัวเตียงมองมาที่นางอย่างระแวดระวัง
“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไร มาดื่มน้ำก่อน" กล่าวจบนางก็เอาถาดไปวางไว้ พร้อมรินน้ำมายื่นให้เด็กน้อยดื่มทันที
เด็กน้อยรับน้ำมาดื่มแต่โดยดี แล้วยื่นแก้วคืนให้นาง
“ข้าจะเช็ดตัวให้เจ้าก่อนจะได้สบาย แล้วค่อยทานข้าวดื่มยา"
นางกล่าวจบก็นำแก้วน้ำไปเก็บแล้วถืออ่างใส่น้ำและผ้าสะอาด เดินตรงมาหาเด็กน้อยทันที
“ท่านเป็นใครหรือขอรับ" เด็กน้อยถามพลางขยับหนีมือนางที่ยื่นไปหมายจะคลายสาบเสื้อที่แสนสกปรกนั่นออกเสียก่อนที่มันจะทำให้เตียงสกปรกไปมากกว่านี้
“ข้าเป็นคนที่เก็บเจ้ามา...ไม่สิ ข้าเป็นคนที่ช่วยเจ้ามา ในเมื่อเจ้าต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ ข้าจึงช่วยส่งเสริม ข้ามีนามว่าจูเชวี่ย เรียกข้าว่าท่านน้าก็ได้ ข้าไม่ถือ ข้าก็อยากลองมีหลานดูสักครา แต่ว่าเจ้ามีนามว่าอะไรหรือเด็กน้อย" นางตอบคำถามของเด็กน้อยอย่างลื่นไหล แววตาที่มองเด็กน้อยอย่างอ่อนโยนทำให้เด็กน้อยคลายความตื่นตระหนกได้บ้าง
“ข้ากำพร้า มิมีนามขอรับ" เด็กน้อยตอบด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย แต่ก็ยอมขยับเข้ามาหานางเพื่อที่นางจะได้เช็ดตัวได้อย่างถนัด
“ข้าตั้งให้เจ้าดีหรือไม่ อือ...หวังเหล่ย (ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เที่ยงธรรม) ดีหรือไม่? เจ้าว่าอย่างไร" นางเอ่ยพร้อมเริ่มเช็ดหลังให้เด็กน้อยที่นางพึ่งตั้งชื่อให้ว่าหวังเหล่ย หลังจากเช็ดใบหน้า ไหล่ แขน และส่วนหน้าเสร็จแล้ว
“ดีขอรับ ขอบคุณท่านน้า" หวังเหล่ยตอบอย่างยินดี เมื่อตนได้มีชื่อเรียก
จูเชวี่ยทำทีจะดึงผ้าที่คลุมส่วนล่างของหวังเหล่ยออก หวังจะเช็ดต้นขาต่อ แต่เด็กน้อยกลับดึงผ้าเอาไว้ทัน จูเชวี่ยที่ตั้งใจจะแอบกินเต้าหู้...แค่กๆ! ตั้งใจที่จะเช็ดทำความสะอาดจำต้องหันกลับมามองอย่างงุนงง ทันทีที่หันมาก็พบกับใบหน้าที่แดงก่ำ นางก็เข้าใจทันที
“อายหรือ ไม่ต้องอายหรอก ของเจ้าก็มีเพียงเท่านี้ จะอายไปไย หึหึ" พอนางพูดจบหวังเหล่ยก็ยิ่งหน้าแดงกว่าเดิมจนนางอดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะเสียงดังในรอบหลายร้อยปี
หลังหยอกเย้าพอเป็นพิธีนางก็ได้นำข้าวต้มที่ยังคงความร้อนอยู่ มาให้หวังเหล่ยทาน พอทานเสร็จ จึงยื่นยาให้ต่อ
หวังเหล่ยดื่มยาอย่างรวดเร็วพลางทำสีหน้าเหยเกด้วยความขมของยาที่เกินจะทานทน
จูเชวี่ยลอบมองหวังเหล่ยเงียบๆ ระหว่างที่เก็บถ้วยข้าวและยาออกจากห้องเพื่อให้หวังเหล่ยพักผ่อน
“เจ้าไม่กลัวข้าวางยาเจ้ารึ” จูเชวี่ยกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เลือกนั่งอยู่ปลายเตียงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
“หากท่านจะฆ่าข้า ท่านคงไม่ช่วยข้ามา”
“ก็ถูกของเจ้า”
จูเชวี่ยลอบมองเด็กน้อยที่ช่วยมา กิริยาที่ดูไม่เหมือนเด็กกำพร้า รวมถึงผิวพรรณที่หมดจดเรียบเนียนไร้ตำหนิ โตไปจะต้องหล่อเหลาเป็นแน่ เมื่อเด็กน้อยมิอยากบอก นางก็จะไม่เอ่ยถามให้มากความ รู้แค่ว่าตอนนี้เขาคือหวังเหล่ยของนางก็พอ (ของนาง?)
ยามเฉิน (07:00 น. / 08:59 น.)
จูเชวี่ยได้มาเคาะประตูเพื่อจะพาหวังเหล่ยไปทานอาหารเช้าด้วยกัน เมื่อไร้เสียงตอบรับนางจึงเปิดประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ
หวังเหล่ยที่กำลังจะแต่งตัว หันมามองจูเชวี่ยด้วยความตกใจ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
“ท่านน้า ท่านเข้ามาทำไมขอรับ ข้ากำลังจะแต่งตัว" เด็กน้อยที่ถูกจ้องมองทำตัวไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้จึงรีบจัดสาบเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง
จูเชวี่ยที่ยืนพิงประตูจ้องมาแผ่นอกขาวๆไม่วางตา จำต้องละสายตาด้วยความเสียดาย
เพ่ย!! ข้าชักจะหื่นกามเกินไปแล้ว!
“แฮะแฮ่ม! ข้าจะมาพาเจ้าไปรับอาหารเช้าที่โถงกลาง ตามข้ามาสิหวังเหล่ย" นางกระแอมไอกลบเกลื่อน
“ขอรับท่านน้า" หวังเหล่ยตอบหลังจากแต่งตัวเรียบร้อย
“วันนี้ข้าจะพาเจ้าไปตลาด ไปเลือกซื้อผ้าสักหลายพับหน่อย พร้อมข้าวสารกับพวกของสด เจ้าทำอาหารเป็นหรือไม่ หากไม่เป็นข้าจะสอนให้เจ้าทำ เพราะต่อไปเจ้าต้องทำทานเองข้ามิได้จะอยู่กับเจ้าตลอดเวลา เข้าใจหรือไม่"
“เข้าใจขอรับ" หวังเหล่ยตอบอย่างนอบน้อม ไม่อิดออด
หลังทานอาหารเสร็จ นางก็พาหวังเหล่ย ขึ้นขี่จิ้งจอกวารี สัตว์อสูรระดับสูง ที่จูเชวี่ยไปข่มขู่ เพ่ย! ไปขอร้องให้มาเป็นพาหนะชั่วคราว
หวังเหล่ยตื่นเต้นมากเมื่อได้เห็นสัตว์อสูรระดับนี้อย่างใกล้ชิด
“เจ้าดูไม่ตกใจนักเมื่อเห็นสัตว์อสูร” อดไม่ได้ที่จะพูดเมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องไปที่จิ้งจอกแสนงามตรงหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น
“ขะ...ข้า” หวังเหล่ยพูดตะกุกตะกัก อึกอักไม่กล้าพูด ก้มหน้าหลบสายตา นางเองก็เป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่ซักไซ้ให้มากความ เดี๋ยวมันจะมืดค่ำเสียก่อนที่ธุระจะเสร็จ
“ช่างมันเถอะ ขึ้นมาได้แล้วก่อนที่ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่” จูเชวี่ยมองเด็กน้อยที่ทำท่าเก้ๆกังๆไม่ขึ้นมาเสียที
“ขึ้นไม่ได้รึ”
“ขะ...ขอรับ”
จูเชวี่ยกระโดดลงพื้นก่อนจะอุ้มเด็กน้อยหลังเหล่ยขึ้นไปนั่งด้านหน้า ส่วนนางนั่งซ่อนอยู่ด้านหลัง เกาะเอวเล็กๆนั่นไว้เพื่อกันไม่ในเขาตกลงไปเสียก่อน
หลังจากออกมาจากป่าใกล้จะเข้าสู่เมืองหลวงของแคว้นเชวี่ย นางกับหวังเหล่ยจึงเลือกที่จะเดินไปแทน หากขี่จิ้งจอกวารีเข้าไป มีหวังชาวบ้านแตกตื่นเป็นแน่
หลังจากนั้นนางจึงนำผ้าขึ้นมาสวมใส่เพื่อปิดบังใบหน้าเสร็จแล้วนางถึงจะจูงมือหวังเหล่ยเข้าไปยังเมืองเพื่อมุ่งตรงไปยังตลาดทันที
สถานที่แรกที่นางไปคือ ร้านขายอาภรณ์
“หวังเหล่ย เจ้าชอบสีใดรึ สีดำ สีน้ำเงิน ดีหรือไม่ เจ้าเหมาะกับสีดำและสีน้ำเงินนะ ซื้อไปสักอย่างละสี่พับแล้วกัน" นางถามพลางเลือกดูคุณภาพของเนื้อผ้า กับสีที่นางชอบ อย่างสีขาว สีแดง และสีเหลือง
“ข้าตามแต่ท่านน้าขอรับ" หวังเหล่ยตอบ
“ดีละ เช่นนั้นข้าเอาสีดำ แดง ขาว น้ำเงิน เหลือง เอาอย่างละสี่พับ สีดำกับขาวเอามากหน่อยอย่างละห้าพับแล้วกันเถ้าแก่" นางหันไปพูดกับเถ้าแก่ร้านขายอาภรณ์ หลังจากชำระตำลึงเงินเสร็จนางก็นำผ้าทั้งหมดเก็บใส่กำไลมิติ
“เถ้าแก่ ข้าเอาข้าวสารหนึ่งเกวียน กับอาหารแห้งเจ้าค่ะ" นางมายังร้านขายข้าวที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
“ได้ขอรับแม่นาง จะให้ข้าไปส่งที่ใดหรือขอรับ"
“ไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ นำใส่แหวนมิติให้ข้าก็พอ" นางถอดแหวนจากนิ้วชี้ของนางยื่นให้กับเถ้าแก่ทันทีหลังพูดจบ
“ข้าจะรีบจัดการให้ขอรับ โปรดแม่นางรอสักประเดี๋ยว" พูดจบเถ้าแก่ก็รีบไปจัดการกับรายการที่นางสั่ง เพียงไม่นานเถ้าแก่ก็กลับมาพร้อมกับยื่นแหวนคืนให้นาง เมื่อนางชำระตำลึงเงินเสร็จ ก็ตรงไปยังร้านขายผัก ขายปลา ขายเนื้อต่อ หลังทำธุระเสร็จ ก็แวะซื้อขนมสองสามอย่างให้หวังเหล่ยและตนเอง
หลังจากเดินมาตลอดช่วงเช้า พอถึงเที่ยง นางกับหวังเหล่ยก็ได้แวะที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เพื่อพักรับอาหารเที่ยง หลังทานเสร็จ ก็เดินทางกลับโดยจิ้งจอกวารีเช่นเดิม
“หวังเหล่ย แหวนวงนี้เป็นวงที่ข้าเอาไว้เก็บอาหารและข้าวสาร ข้าให้เจ้า เพราะเจ้าต้องดูแลเรื่องนี้ ข้ามีตำราอาหารให้เจ้า ให้ฝึกทำมันเสีย ทำเสร็จแล้วนำมาให้ข้าชิม แค่กินได้ก็ถือว่าผ่านแล้ว ส่วนเรื่องอาภรณ์ของเจ้า ข้าจะตัดชุดให้เจ้าเอง" นางพูดช้าๆพลางนั่งจิบชา ดื่มด่ำกับรสชาที่ให้หวังเหล่ยฝึกชงและทำได้ดีอย่างเหลือเชื่อ นางเลยคิดว่า อาหารหวังเหล่ยก็น่าจะทำได้ดีเช่นกัน
“ขอรับท่านน้า ข้าจะทำสุดความสามารถ" หวังเหล่ยตอบอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ
เมื่อหวังเหล่ยเข้าครัวเตรียมที่จะทำอาหารสำหรับมื้อค่ำนางก็เดินเข้าห้องที่ไว้ใช้ในการปักเย็บอาภรณ์ นางนำผ้าที่ซื้อมา ตัดเย็บชุดสำหรับหวังเหล่ยห้าชุดและของนางเองอีกสองชุด ใช้เวลาจนยามซวี (19:00น./20:59น.) นางก็ต้องละมือจากชุดที่ใช้ขนของนางในการถักทอลง เนื่องจากหวังเหล่ยเคาะประตูเรียกนางไปทานอาหารแล้ว ส่วนชุดอื่นๆนางตัดเย็บเสร็จแล้ว ขนของ ‘จูเชวี่ย’ นั้นมีความทนทานมากพอๆกลับกระดองของเต่าดำที่ทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะอะไรเพียงต้องการไม่ให้เด็กผู้นี้โดนสัตว์อสูรในป่าแสงจันทร์จับกินก็เท่านั้น
หลังนั่งเรียบร้อย นางก็มองอาหารบนโต๊ะอย่างตกตะลึงเล็กน้อย มิคิดว่าจะทำได้ขนาดนี้ ทั้งไก่ตุ๋นโสม หมูแดง แล้วก็ฮะเก๋า หลังจากที่นางคีบไก่ตุ๋นโสมขึ้นชิมคำแรก ก็รับรู้ได้ถึงรสชาติที่เข้มข้น หอมเครื่องสมุนไพรเตะจมูก เนื้อไก่นุ่มละมุน ไม่รอช้านางก็คีบหมูแดงชิมต่อทันที รสชาติไร้ที่ติ กลมกล่อม ไม่หวานเกินไปไม่เค็มเกินไป อร่อยยิ่ง อย่างสุดท้ายที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนนางอย่างมากก็คือฮะเก๋าที่ยังคงมีควันสีขาวพวยพุ่งออกมาไม่ขาด นางคีบฮะเก๋าขึ้นชิมหนึ่งคำ รสชาติน้ำซุปภายในแตกซ่านกระจายไปทั่วทั้งปาก ความเค็มอมหวานของน้ำซุปทำให้นางยิ่งเจริญอาหาร
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านน้า" หวังเหล่ยถามอย่างตื่นเต้น
“อืม ไม่เลว เจ้าทำได้ดียิ่งหวังเหล่ย กลมกล่อมทุกอย่างเลยละ ทำข้าหิวกว่าเดิมขึ้นเป็นกอง! " กล่าวจบนางก็ทานต่ออย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อทานเสร็จนางก็บอกกับหวังเหล่ยว่านางจะเริ่มฝึกให้เขาในวันพรุ่งนี้ ซึ่งหวังเหล่ยก็เชื่อฟังนางเป็นอย่างดี
หลังคุยเรื่องการฝึกเสร็จ นางก็เตรียมตัวอาบน้ำทันที โดยที่ไม่ลืมจะหยอกเย้าหวังเหล่ย
“นี่หวังเหล่ย ไปแช่น้ำร้อนกับน้าดีหรือไม่" นางกล่าวหยอกเย้า เพียงไม่นาน สิ่งที่นางคาดหวังไว้ก็เป็นจริง ใบหน้าที่เห่อร้อนของหวังเหล่ย ประจักแก่สายตาของจูเชวี่ย ทำให้นางอารมณ์ดียิ่ง
“ไม่เป็นอะไรขอรับท่านน้า ข้าอาบเองได้ขอรับ" เด็กน้อยตอบอย่างตื่นๆหน้าแดงตัวแดงยิ่งทำให้จูเชวี่ยได้ใจเข้าไปใหญ่
“ข้าจะได้ถูหลังให้เจ้าได้อย่างไรเล่า" นางยังไม่ลดละความพยายามที่จะไล่ต้อนลูกแกะตัวน้อยที่กำลังหวาดกลัวหมาป่าเช่นนาง
“ขะ.....ข้า ไปนอนแล้วนะขอรับ ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านน้า!" กล่าวจบเด็กน้อยก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้นางนั่งขำอยู่ผู้เดียว
ยามเหม่า (05:00น.-06:59น.) จูเชวี่ยหวังจะไปปลุกหวังเหล่ย แต่ผิดคาด หวังเหล่ยนั้นตื่นพร้อมแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นางจึงอดเสียดายไม่ได้
เมื่อนางพาหวังเหล่ยมายังลานฝึกที่ท้ายจวน นางก็ได้ให้หวังเหล่ยฝึกร่างกายโดยการให้วิ่งรอบจวน
“วิ่งรอบจวนสิบรอบ วิ่งเสร็จให้พักหนึ่งเค่อ แล้วฝึกฝนสมาธิกับข้าโดยการเดินหมากสามกระดาน แล้วฝึกกระบี่ต่อ ไปได้" นางสั่งอย่างจริงจัง หวังเหล่ยมีท่าทีอิดออดเล็กน้อย แต่ก็ทำตามแต่โดยดี
หลังวิ่งจนครบสิบรอบ หวังเหล่ยก็ทิ้งตัวลงนอนที่พื้นอย่างหมดสภาพ เหงื่อไหลอาบท่วมตัว
นางที่นั่งรอที่จะเดิมหมากต่อ อดเป็นห่วงมิได้ ข้าจะโหดร้ายเกินไปหรือไม่ คงไม่หรอก เพื่อตัวของเขาทั้งนั้น
เมื่อครบหนึ่งเค่อ หวังเหล่ยจึงมาหาจูเชวี่ยที่นั่งรอนานแล้ว เมื่อนางกล่าวคำอธิบายและวิธีการเล่นเสร็จ ก็เริ่มเดินหมากทันที เป็นนางที่ชนะทั้งสามกระดานอย่างง่ายดาย แต่ก็ไม่ลืมกล่าวปลอบใจอีกฝ่าย
“ทำได้ดีมาก ในครั้งแรก หากครั้งต่อๆไป เจ้าต้องชนะข้าได้แน่"
“ขอรับท่านน้า ข้าจะต้องชนะท่านให้ได้"
เมื่อเดินหมากเสร็จ ก็เริ่มฝึกกระบี่ต่อ
พอมาวันที่สอง ร่างกายของหวังเหล่ยอ่อนล้ายิ่ง แต่นางก็มิอ่อนข้อ เพิ่มรอบวิ่งให้หวังเหล่ยอีกห้ารอบรวมเป็นสิบห้ารอบ
พอวันที่สาม หวังเหล่ยเริ่มรู้สึกตัวเบาขึ้น จูเชวี่ยให้วิ่งถึงยี่สิบรอบ ก็มิได้เหนื่อยหอบมากมากเช่นวันแรก พอวันต่อๆไป จนถึงวันที่ต้องวิ่งถึงหนึ่งร้อยรอบ เขาก็ทำได้อย่างสบายๆในเวลาอันรวดเร็ว จูเชวี่ยรู้สึกอึ้งในความสามารถแล้วพลังกายของหวังเหล่ยไม่ได้
พอวันต่อมา นางให้เขาใส่ถุงทรายที่หนักถึงสองร้อยชั่ง[1] ที่แขนทั้งสองข้างและขาทั้งสองข้าง แล้วให้เขาวิ่งรอบจวนหนึ่งร้อยรอบเช่นเดิม แรกๆเขาก็ทำด้วยความเหนื่อยล้า พอเริ่มชินก็ทำให้เขาวิ่งได้อย่างไม่มีปัญหา ปัจจุบันจูเชวี่ยมิสามารถวางแผนใดๆในหมากกระดานได้เลย ไม่ว่าจะหลอกล่อเพียงใด ก็กับพลิกโดนตลบหลังทุกครั้งไป วิชากระบี่ก็คืบหน้าไปมาก วิชาตัวเบาก็เป็นเลิศ
ปัจจุบันหวังเหล่ยไร้ซึ่งความเขินอายใดๆ ร่วมอาบน้ำที่บ่อน้าร้อนเป็นประจำ แม้จะโดนนางกินเต้าหู้เพียงใดก็ไร้ซึ่งอาการขวนเขิน ทำให้นางขัดใจยิ่ง แต่ได้กินเต้าหู้เด็กน้อยที่นับวันยิ่งเติบใหญ่ยิ่งหล่อเหลา ก็ถือว่านางนั้นคุ้มค่าแล้ว
นับจากวันนั้นก็ผ่านมาถึงสิบปี กับการฝึกที่แสนทรหดของจูเชวี่ย ทั้งยังหลอกกินเต้าหู้เขาวันละหลายสิบรอบจนเขาชินชา ทั้งกอดบ้างละ แอบลูบแขนบ้างละ แถมนางยังแนบริมฝีปากของนางบอกราตรีสวัสดิ์กับริมฝีปากของเขาทุกคืนเสียด้วย จนติดเป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน จนเมื่อสามปีก่อน ตอนที่หวังเหล่ยอายุได้สิบห้าขวบปี นางก็เลิกกระทำทุกสิ่งที่เคยทำ แถมยังวางตัวให้ไม่ใกล้ชิดเขาเกินไป จากที่เคยอาบน้าร่วมกัน ตอนนี้ก็แยกกันอาบเช่นแต่ก่อน จนทำเขาสับสนไปหมด เมื่อถามนาง นางก็ตอบว่า
'เจ้ามิใช่เด็กแล้ว หากข้าทำเช่นนั้น สตรีบ้านใดจะอยากได้เจ้าเป็นสามีกัน' นางช่างน่าตีนัก!!
นางพูดอย่างหน้าตาเฉย พลางจิบชาอย่างสบายอารมณ์ มันทำให้เขาหงุดหงิดแต่ทำสิ่งใดไม่ได้ จึงทำได้แค่ระบายผ่านการฝึกกระบี่
---------------------------------------------------------------------------------------------
ชั่ง[1] = หน่วยวัดของจีน 1ชั่งจะประมาณ 500 กรัม