“แล้วเธออยากเป็นหรือเปล่าล่ะ?”
คุณหมอตัวโตถามขึ้นหลังจากที่เงียบไปอึดใจใหญ่ๆ ม่านไหมเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงเพราะเสียงที่เรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาว่าอีกฝ่ายพูดด้วยความรู้สึกเช่นไร หากแต่ดวงตาที่เรียบนิ่งไม่ต่างจากน้ำเสียงนั้นก็ไม่บอกเธอให้เข้าใจอะไรมากขึ้นไปกว่าเดิม มือเล็กจึงรวบเข้าหากันและกุมแน่นด้วยความประหม่า
“ว่าไง...เธออยากเป็นผู้หญิงของฉันไหม ม่านไหม?” เสียงทุ้มต่ำถามย้ำ
“ถะ ถ้าเป็นคุณหมอ ไหมก็ยินดี”
ม่านไหมพูดออกไปแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองจะวูบ ยิ่งแว่วได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเหนือศีรษะยิ่งทำให้หญิงสาวก้มหน้างุดซ่อนแก้มใสที่เริ่มเห่อร้อนจนแดงก่ำ
“ม่านไหม”
“ค่ะ คะ?”
“เธออายุเท่าไหร่?” คุณหมอตัวโตถามขึ้น
“เอ่อ...21 ค่ะ”
“เธอรู้ไหมการเป็นผู้หญิงของฉันหมายความว่ายังไง?”
“คะ คุณหมอ มะ ไหมไม่ใช่เด็กนะคะ เรื่องนั้น...”
ใบหน้าอ่อนเยาว์งอง้ำขึ้นทันทีด้วยความขัดเขินแกมไม่พอใจ เธอก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ทำไมจะไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง
“แล้วเธอรู้ไหมฉันอายุเท่าไหร่?”
“เอ่อ เรื่องนั้น...”
“ฉันน่ะ 34 เธออยากเป็นเมียลุงแก่ๆ แบบฉันเหรอ ม่านไหม?”
ม่านไหมขบริมฝีปากอ้ำอึ้ง ไม่ใช่ว่าไม่อยากเป็นแต่เพราะคำว่าเมียที่คุณหมอพูดขึ้นมามันทำให้เธอใจเต้นแรงจนเหมือนสติจะหลุดแล้วต่างหาก
“ไหมน่ะ มองแต่คุณหมอมาตลอดนะคะ!!”
คนตัวเล็กโพล่งออกไปทั้งที่ยังก้มหน้างุด คำพูดนั้นทำให้มีกระแสอารมณ์บางอย่างพาดผ่านแววตาคมของคุณหมอวิสัญญีก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“อยู่ปี 4 สินะ”
“ค่ะ คณะเภสัชปี 4” ม่านไหมย้ำเพื่อบอกให้รู้ว่าเธอไม่ใช่เด็กอย่างที่อีกคนเข้าใจ
“2 ปี” เสียงทุ้มพูดขึ้นเบาๆ
“คะ?”
“อีก 2 ปีเมื่อเรียนจบ ถ้าตอนนั้นเธอยังไม่เปลี่ยนใจ...ก็มาเป็นผู้หญิงของฉัน”
ดวงตาคมละจากใบหน้าอ่อนเยาว์หลุบลงมองถ้วยกาแฟในมือ ขณะที่ม่านไหมได้แต่ยืนอึ้งเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของคุณหมอโดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่าใบหูของคนตัวสูงนั้นก็แดงซ่านไม่ต่างจากใบหน้าของเธอ
“ไหมมาคุยกับแม่หน่อย”
“ค่ะแม่” ม่านไหมรับคำแล้วละมือจากการปลอกส้มเดินมาหาผู้เป็นแม่ที่เตียง
“เมื่อกลางวันคุณหมอช้างมาคุยกับแม่แล้ว”
“...”
“เรื่องลุงวันชัยทำไมไม่บอกแม่?”
นางวารีพูดเสียงสั่น เรื่องที่ได้ฟังจากหมอหัสดีทำให้เธอได้แต่นึกเสียใจว่าน่าจะดูแลลูกให้ดีกว่านี้ ปล่อยปละละเลยจนลูกต้องเอาไปปรึกษาคนอื่นแต่อย่างน้อยก็โล่งใจว่าอีกฝ่ายคือหมอหัสดีที่ไม่ได้แค่รับฟังแล้วปล่อยผ่านแต่ยังหาทางช่วยเหลือ
“หนูไม่อยากให้แม่เครียด”
ที่จริงพ่อเลี้ยงเริ่มเกาะแกะกับเธอมานานแล้ว แต่เพราะเกรงใจแม่อีกฝ่ายเลยไม่ได้ทำอะไรที่ร้ายแรงอย่างมากแค่ทำให้รำคาญนิดๆ หน่อยๆ แต่พอแม่เข้าโรงพยาบาลพ่อเลี้ยงก็ย่ามใจยิ่งขึ้น จนถึงขั้นพาเพื่อนและญาติผู้ชายมากินเหล้าที่บ้านและพยายามจะเข้าห้องเธอ หญิงสาวตัดสินใจเก็บของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นและเอกสารสำคัญปีนหนีออกทางหน้าต่างแล้วไม่กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น
“แล้วตอนนี้ไหมพักอยู่ที่ไหนลูก?”
“ถ้าไม่นอนเฝ้าแม่อยู่ที่นี่ก็ไปพักกับจุ๊บแจงค่ะแม่”
หญิงสาวแนบแก้มกับหลังมือผู้เป็นแม่พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลเพราะเกรงจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ สัมภาระของเธอบางส่วนอยู่ในห้องพักฟื้นของแม่ บางส่วนฝากไว้ที่ห้องเพื่อนที่ยินดีหากเธอจะค้างด้วยทุกวันแต่เธอก็เกรงใจแล้วก็เป็นห่วงแม่ด้วยทำให้ส่วนใหญ่เธอจะค้างที่โรงพยาบาล ยกเว้นมีงานกลุ่มหรือเรื่องจำเป็นอื่นถึงจะไปค้างกับเพื่อน
“คุณหมอช้างเขามาขออนุญาตแม่” วารีพูดขึ้น
“คะ?” ม่านไหมถามออกไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว
“เขามาขอดูแล...”
ตึก...ตึก...ตึก
หัวใจม่านไหมเต้นแรงเหมือนกำลังจะทะลุออกมาข้างนอก จนต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทาบอก
“...เรื่องหาที่พักให้ไหม”
“อ่อ”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะลูก คุณหมอบอกว่าทำเลดีนะใกล้มหาลัยแล้วก็ไม่แพงด้วยเพราะคุณหมอรู้จักกับเจ้าของ”
วารีหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นลูกสาวทำมุ่ยแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมก็ตาม
“ที่อยู่ตามนี้เลย คุณหมอจดไว้ให้”
วารียื่นกระดาษแผ่นเล็กให้ลูกสาวที่รับมาแล้วทำตาโตเพราะที่อยู่นั้นคือคอนโดที่อยู่ใกล้มหาลัยระดับที่นั่งรถไฟใต้ดิน 2 ป้ายถึงและอยู่ห่างจากโรงพยาบาลนี้แค่ป้ายเดียว เป็นที่เลื่องลือว่าจองห้องยากมากเพราะทั้งนักศึกษาใหม่และบุคคลากรของโรงพยาบาลแย่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายและต้องจองกันล่วงหน้าเป็นปีเพราะห้องไม่เคยว่าง ถ้าเทียบกับบ้านของเธอที่อยู่ชานเมืองแล้วนี่คือที่พักในฝันเลยทีเดียว
“คืนนี้ไหมก็ไปนอนนั่นเถอะ จะได้นอนสบายๆ”
“หือ เข้าพักได้เลยเหรอคะ?”
“อือ คุณหมอบอกว่าเข้าพักได้เลย”
แม้จะแปลกใจว่าทำไมถึงเข้าพักได้เลยทั้งที่ห้องในคอนโดสุดฮอตขนาดนี้ควรจะมีผู้เช่าอยู่ก่อนและต้องรอเขาออก อย่างต่ำๆ ก็ 1 เดือน แต่ตอนนี้ม่านไหมก็มายืนอยู่หน้าห้อง 1903 เป็นที่เรียบร้อย
หญิงสาวรู้สึกใจเต้นนิดๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกมาใช้ชีวิตคนเดียวจริงๆ เมื่อมือเล็กแตะคีย์การ์ดลงบนหน้าจอบนประตูเสียงปลดล็อคก็ดังขึ้นเบาๆ ม่านไหมพ่นลมหายใจแรงเพื่อระงับความตื่นเต้นที่จะได้เห็นห้องใหม่จากนั้นจับลูกบิดแล้วผลักเข้าไปภายใน
“โห....”
ม่านไหมทำตาโตเมื่อภาพที่เห็นมันต่างจากที่คิดเอาไว้ลิบลับ จากที่คิดไว้ว่าเต็มที่ก็คงเป็นห้องสตูดิโอสี่เหลี่ยมโล่งๆ พร้อมเตียงกับตู้เสื้อผ้าเป็นอย่างมาก แต่ที่เห็นตอนนี้คือห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนพร้อมห้องนั่งเล่นและมีมุมครัวเล็กๆ ให้ด้วย
“เท่าไหร่วะเนี่ย?”
เธอพึมพำกับตัวเองหลังจากที่สติเริ่มกลับมาคือมันสวยแหละแต่ราคาก็คงแรงน่าดู พอคิดถึงค่าเช่าก็ทำให้ความตื่นเต้นลดลงเปลี่ยนเป็นความกังวลแทน
“แล้วไหวเท่าไหร่ล่ะ?”
เสียงทุ้มที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปทางต้นเสียงก็พบร่างสูงใหญ่ของหมอหัสดียืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่พร้อมกับผมเผ้าที่ชี้โด่ชี้เด่ไปคนละทิศละทาง แว่นตาที่อยู่บนสันจมูกโด่งเอียงนิดๆ ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวน่าจะเพิ่งเอาหัวขึ้นมาจากหมอนสดๆ ร้อนๆ
“เอ๊ะ คุณหมอ”
“ไหวเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น แล้วคราวหน้าเข้าห้องแล้วก็อย่าลืมปิดประตู”
พูดจบคุณหมอตัวโตก็ผละไป ม่านไหมที่มัวแต่อึ้งพอได้สติก็รีบถลันตามแต่ก็ได้เห็นเพียงแผ่นหลังไวๆ ที่หายลับไปพร้อมกับประตูบานถัดไปที่ปิดลงใส่หน้าเธอ
หมายเลขบนหน้าประตูคือ 1901
ม่านไหมกลืนน้ำลายลงคอ หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวขึ้นอีกครั้งเพราะว่าห้องนี้นั้น มัน...
คือห้องที่อยู่ริมสุดติดกับห้องของเธอ