บทที่ 1 ชีวิตที่เปลี่ยนไป (1)

1808 คำ
บทที่ 1 ชีวิตที่เปลี่ยนไป กลางฤดูวสันต์อากาศกำลังสบาย พรรณพฤกษานอกลานเรือนผลิใบเขียวชอุ่ม สายฝนปรอย ๆ เพิ่งหยุดตกไปเมื่อตอนเช้าตรู่ แสงแดดยามซื่อ[1]จึงทอผ่านหมู่เมฆบางลงมา ทิวทัศน์บรรยากาศล้วนงดงามกระจ่างตา ทว่าเสียงพูดที่ดังกรอกหูกลับชวนให้คนฟังไม่สบอารมณ์ “สะใภ้ใหญ่ ท่านก็ค่อย ๆ ใช้เวลาพักฟื้นร่างกายไปก่อน ได้ยินว่าท่านตื่นขึ้นมาทีไรก็ลุกมาสั่งการไม่ขาด มิหนำซ้ำยังอ่านและคัดตำรากับพระสูตรสารพัด ขืนยังทำเช่นนี้แล้วจะกลับมาแข็งแรงในเร็ววันได้อย่างไร” หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียงกล่าวด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทั้งยังชำเลืองสายตาไปทางโต๊ะริมหน้าต่าง บนนั้นมีตำราและคัมภีร์หลายเล่มกองอยู่เป็นตั้ง มิหนำซ้ำบนโต๊ะข้างเตียงยังมีวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร[2]วางอยู่อีกเล่มหนึ่ง “ข้าเข้าใจว่าเมื่อรอดชีวิตจากอุบัติเหตุมาได้ ท่านคงสะเทือนใจและอยากเข้าถึงพระธรรมขึ้นมา แต่อย่างไรเสียการพักผ่อนอยู่แต่บนเตียงก็ยังคงสำคัญกว่า” ไป๋เซียงหรงกลับยังคงทอดตามองไผ่ที่ปลูกอยู่มุมลานเรือน ข้างกันนั้นเป็นแปลงดอกไป่เหอสองแปลงซึ่งกำลังมีดอกสีชมพูอ่อนกับสีขาวบานสะพรั่ง เมื่อมองจากบนชั้นสองของเรือนประธานย่อมแลเห็นลานเรือนอันร่มรื่นได้ถนัดตา “สะใภ้ใหญ่ ท่านฟังข้าอยู่หรือไม่” หวังซื่อ[3]ทอดถอนใจ “หากไม่เห็นแก่สุขภาพตนบ้าง ก็เห็นแก่นายท่านใหญ่กับบุตรธิดาทั้งสองของท่านเถอะ” ไป๋เซียงหรงเบือนสายตากลับมา นึกแย้งอยู่ในใจว่า ก็เพราะนางเห็นแก่บุตรธิดาไม่ใช่หรือจึงต้องลุกขึ้นมาสั่งเรื่องต่าง ๆ เสียให้เรียบร้อย เมื่อปลายปีก่อนเกิดอุบัติเหตุที่หิมะบนภูเขาถล่มลงมา รถม้าของครอบครัวเจ้าบ้านจึงพลิกคว่ำตกเขา สามีของไป๋เซียงหรงศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน ร่างกายนี้ก็ซี่โครงหักและมีอวัยวะภายในฉีกขาดหลายแห่ง บุตรสาววัยแปดขวบแขนหัก ส่วนบุตรชายวัยหกขวบก็ขาหัก อยู่ในสภาพเหยียบสะพานอนิจจัง[4]กันไปครึ่งร่างทั้งสี่คนพ่อแม่ลูก แล้ววิญญาณของ ‘จางมี่’ ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็ลอยลิ่วเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ร่างของมารดานางร้ายประจำนวนิยายเรื่อง ‘ดวงใจจอมคน’! วันแรกที่ฟื้นขึ้นมานางย่อมสะลึมสะลือและมึนงงกับทุกสิ่งรอบตัว จากนั้นเมื่อซักถามสาวใช้กับแม่นม อีกทั้งร้อยเรียงแต่ละสิ่งเข้าด้วยกันได้ นางก็แทบอยากกลั้นใจสิ้นชีพไปเสียอีกรอบ สุดท้ายก็ทำได้เพียงนอนเหม่อลอยอยู่ครึ่งค่อนวัน หลังจากเริ่มปลงตก นางก็สั่งให้ย้ายบุตรหญิงชายมาพำนักที่สองห้องชั้นล่างของเรือนไป่เหอ ทั้งยังกำชับให้พวกข้ารับใช้ช่วยฝึกฝนการเคลื่อนไหวร่างกายของพวกเขาและสามีนางที่อยู่อีกเรือนหนึ่งเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อลีบเล็ก ระหว่างนั้นตนก็พักฟื้นร่างกายพร้อมนึกทบทวนเรื่องราวในนวนิยายที่เคยอ่าน เมื่อเริ่มแข็งแรงขึ้นอีกเล็กน้อยก็เริ่มอ่านตำราที่เกี่ยวข้องกับการค้าของสามีในชาตินี้ รวมทั้งยังส่งคนไปสืบบางเรื่องด้วย ไป๋เซียงหรงเคลื่อนสายตาไปยังหวังซื่อซึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง ก่อนจะยกมือขึ้นโบกให้สาวใช้เข้ามายกสำรับอาหารที่กินเสร็จแล้วออกไป แล้วบ้วนปากล้างหน้าอยู่บนที่นอนต่อ ป้าชุยกุลีกุจอใช้ผ้าผืนนุ่มค่อย ๆ เช็ดซับให้นาง จวบจนแม่นมถอยออกไป ในที่สุดไป๋เซียงหรงก็เอ่ยปาก “คราวเคราะห์ครั้งนี้สาหัสนัก ครอบครัวข้าถึงต้องชดใช้กรรมที่เคยทำมา” ดวงตาดอกท้อสีดำขลับของนางเป็นประกายอ่อนละมุน ริมฝีปากแย้มยิ้มบาง สุ้มเสียงไพเราะนุ่มหู “ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาต้องลำบากสะใภ้สามเป็นธุระให้ กุศลที่เหนือกว่าของท่านแสดงออกผ่านการสละแรงกายอันมหาศาล นับว่าเป็นธรรมทานแล้ว” “อ้อ...” หวังซื่อกะพริบตาปริบ ประโยคต้นยังถือว่าเข้าใจ ครั้นมาถึงประโยคท้ายก็หาได้ถ่องแท้นักว่าอะไรเป็นอะไร นี่ไม่ใช่ว่าสะใภ้ใหญ่จะบรรลุโสดาบันไปแล้วกระนั้นหรือ ไยจึงเปลี่ยนจากคนยโสเฉยชากลายเป็นคนเช่นนี้ได้ ไป๋เซียงหรงเองก็ลอบสังเวชตนเองไม่น้อย เนื้อแท้แล้วนางมิใช่ผู้ฝักใฝ่ทางธรรม ทว่านางก็นึกออกแต่เพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยหาทางออกให้แก่นิสัยและการกระทำที่เปลี่ยนแปลงไปของตน อีกทั้งนางจะได้อาศัยบุคลิกนี้ไปโน้มน้าวตบตาสามีเจ้าของร่าง จ้าวจื่อหานผู้นั้นกุมอำนาจของทั้งตระกูลและกุมเศรษฐกิจของแคว้นต้าจินไว้เกินครึ่ง หากเขาเชื่อฟังวาจานางบ้างก็ย่อมเป็นผลดีต่อการแก้ไขชะตาชีวิตของตนและตระกูลจ้าว “ยามนี้ข้ากลับมาแข็งแรงจนพอจะลุกขึ้นจัดการสิ่งต่าง ๆ ในคฤหาสน์ได้เองแล้ว ไม่ต้องลำบากสะใภ้สามอีก” ไป๋เซียงหรงมีท่าทางซาบซึ้งบุญคุณคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน “แม้เรามิพึงยึดติดต่อสรรพสิ่ง ถึงกระนั้นข้าก็ยังเป็นมนุษย์ที่ยังไม่อาจละทางโลก เพราะฉะนั้นหลังจากนี้อีกสักหลายวันข้าจะเร่งส่งคนให้นำสินน้ำใจเล็กน้อยไปมอบให้ถึงจวนป๋อ[5]เพื่อตอบแทนความเอื้อเฟื้อของสะใภ้สาม…” “พูดอะไรอย่างนั้นกัน สะใภ้ใหญ่” หวังซื่อโบกมือด้วยสีหน้าตกอกตกใจ “อย่าพูดราวกับเราเป็นคนอื่นคนไกลกันไปเลย ข้าเจ็บปวดใจนักที่ได้ยินท่านเอ่ยเช่นนี้ อีกทั้งท่านแม่เองก็เป็นห่วงพวกท่านมาก…” “อ้อ ท่านแม่” ไป๋เซียงหรงหลุบตาลงขณะย้อนคิดทบทวน เผิงซื่อตบแต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกของจ้าวไห่เฉิงหลังจากเว่ยซื่อเสียชีวิตไปแล้วสองปี นางไม่เพียงคลอดบุตรชายสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน แต่ยังดูแลจ้าวจื่อหานที่ยังเล็กจนเติบใหญ่ ต่อมาครั้นจ้าวไห่เฉิงสิ้นใจ เผิงซื่อก็กลายเป็นฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวโดยมีจ้าวจื่อหานเป็นผู้นำตระกูล ส่วนจ้าวจื่อมู่บุตรชายคนโตของนางยังสร้างความดีความชอบจนได้เป็นหย่งผิงป๋อเมื่อสี่ปีก่อน พวกฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวจึงแยกบ้านไปอยู่ที่ตรอกต้าเหรินซึ่งเป็นตรอกที่มีแต่จวนของขุนนาง เป็นธรรมดาที่ขุนนางจะเหยียดหยามคหบดี แต่ไม่นึกว่าฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวจะทำอะไรโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้จนคนเล่าลือกันไปทั่วว่าตระกูลจ้าวไม่ปรองดองกัน มิหนำซ้ำจ้าวจื่อหานก็ช่างน่าสมเพช เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานและยังขยันส่งเงินให้ทางบ้านนั้น ไม่ว่าจะถูกขูดรีดเกินค่าเงินปันผลจากกิจการไปสักเท่าไรก็ไม่เคยปริปากบ่น ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะคำว่า ‘กตัญญู’ เพียงคำเดียว หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถม้าพลัดตกเขาเมื่อวันที่ยี่สิบเดือนสิบของปีที่แล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวก็ส่งสะใภ้สามมาคอยช่วยสะสางเรื่องต่าง ๆ ภายในคฤหาสน์ เนื่องเพราะคนทั้งครอบครัวของประมุขตระกูลบาดเจ็บหนักถึงขั้นแทบไม่ได้สติกันทุกคน ส่วนพวกผู้อาวุโสในตระกูลก็ชรามากแล้ว หวังซื่อทำงานได้ดีจนเกินไป นางถึงกับอยากให้สี่คนพ่อแม่ลูกนอนพักอยู่แต่เพียงบนเตียง กำชับข้ารับใช้ให้ไม่ปล่อยให้เท้าของพวกเจ้านายสัมผัสพื้น มือไม้ไม่ควรได้เคลื่อนไหวเองเพราะเกรงจะกระทบถึงอาการบาดเจ็บ เมื่อไป๋เซียงหรงฟื้นขึ้นมาแล้วรู้เช่นนี้จึงสั่งการเสียใหม่ได้ทันกาล มิฉะนั้นเห็นทีคนทั้งครอบครัวนางน่าจะต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือพิการไปตลอดชีวิตก็คราวนี้เอง ด้านจ้าวจื่อหานสามีนางนั้นเขาพอจะรู้ตัวมีสติเต็มที่มาเกือบเดือนแล้ว เขายังเคยส่งคนมาแจ้งนางว่า เนื่องจากศีรษะได้รับความกระทบกระเทือน ความทรงจำบางส่วนของเขาจึงไม่เหมือนเดิม เรื่องนี้ทำให้นางว้าวุ่นใจเล็กน้อย เกรงว่าเขาจะสูญเสียความทรงจำที่สำคัญต่อการดูแลกิจการและตระกูลจ้าวไป ถึงกระนั้นก็น่าพิศวงที่ในแต่ละวันหากเขาไม่สั่งให้พ่อบ้านเถานำตำราหรือเอกสารไปส่งให้ถึงเตียง เขาก็จะเรียกผู้ที่ทำงานในกิจการตระกูลจ้าวเข้าไปพบ เมื่อหลายวันก่อนก็มีผู้เข้าหุ้นหลายคนทยอยไปพบเขาอยู่เนือง ๆ ไป๋เซียงหรงหลากใจอย่างยิ่ง เพราะหากเขาจำไม่ได้จริง เขาจะลุกขึ้นมาทำงานมากถึงเพียงนี้ได้เลยเชียวหรือ ในนวนิยายก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ของครอบครัวนางร้ายมากนัก นางจึงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดหรือทำอะไรอยู่ อย่างไรเสียเขาก็เป็นประมุขของตระกูลจ้าว ต้องดูแลกิจการที่ขยายเครือข่ายกว้างใหญ่จนไม่เพียงต้องปันผลกันในหมู่คนในตระกูล ทว่ายังเข้าหุ้นกับกลุ่มการค้าอื่น การจะเริ่มสะสางงานต่าง ๆ หลังจากมีสติสัมปชัญญะพร้อมแล้วก็ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพียงแต่เรื่องความทรงจำที่ ‘ไม่เหมือนเดิม’ ก็ยังกวนใจนางนัก ฉะนั้นในเมื่อวันนี้นางก็หายเกือบเป็นปกติแล้ว เช่นนั้นก็ควรไปเยี่ยมเยือนเขาให้รู้แน่ชัดไปเสียเลยดีกว่า [1] ยามซื่อ เท่ากับเวลา 09.00 น. จนถึง 10.59 น. [2] วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร หรือ วัชรสูตร เป็นชื่อพระสูตรสำคัญหมวดปรัชญาปารมิตาของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เนื้อหาเป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสุภูติซึ่งเป็นพระอรหันตสาวก ว่าด้วยการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์และอรรถาธิบายถึงหลักสุญตา [3] ซื่อเป็นคำที่ใช้เรียกลงท้ายสกุลของสตรีที่แต่งงานแล้ว [4] ตามความเชื่อของพุทธมหายาน สะพานอนิจจังหรือสะพานไน่เหอเป็นสะพานในดินแดนปรโลก ดวงวิญญาณจะต้องเดินข้ามไปเหนือแม่น้ำลืมเลือน การเดินไปบนสะพานจะถือเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่มีความทรงจำของชาตินี้อยู่ [5] บรรดาศักดิ์ของขุนนางจีนในสมัยโบราณมีห้าขั้นรองจากชั้นอ๋องคือ กง โหว ป๋อ จื่อ และหนาน
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม