bc

ดุจบิดรมารดาดั่งบุตร

book_age16+
397
ติดตาม
1.9K
อ่าน
จบสุข
เดินทางข้ามเวลา
โอกาสครั้งที่สอง
เบาสมอง
like
intro-logo
คำนิยม

นางทะลุมิติเข้ามาเป็น ‘ไป๋เซียงหรง’ มารดาของนางร้ายในนวนิยาย เดิมทีนางคิดว่าการเลี้ยงดูบุตรธิดาให้ดี ปรับปรุงความสัมพันธ์กับสามี และป้องกันหายนะที่จะร่วงใส่ศีรษะก็คงไม่ใช่เรื่องยากอันใดนัก

ด้าน ‘จ้าวเผยซิ่ว’ บุตรชายคนเล็กนั้นก็แล้วไปเถอะ เพราะเขายังคงร่าเริงสดใสเช่นเดิม

ทว่า ‘จ้าวหวานหรู’ ในวัยแปดขวบ แทนที่จะทำตัวเรียกร้องความสนใจกลับสงบเสงี่ยมเย็นชา

มิหนำซ้ำ ‘จ้าวจื่อหาน’ สามีของนางที่ควรจะอ่อนแอยอมคนก็กลับกลายเป็นคนที่ไม่เพียงจะมีกลิ่นอายอันตรายข่มขวัญผู้คน ยังดุดันเฉียบขาดราวกับเป็นคนละคน

ดูท่าว่าก่อนที่ไป๋เซียงหรงจะต้องออกไปจัดการกับครอบครัวมารดาเลี้ยงของสามี เกรงว่าจะต้องรับมือกับเบื้องลึกเบื้องหลังอันน่าตระหนกของบุตรีกับสามีก่อนกระมัง!

____________

“ข้าต้องการปกป้องเด็กทั้งสองคนนั้นและชีวิตตนเองเป็นอันดับแรก...หากท่านจะหย่ากับข้า ข้าก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาบุตรทั้งสองมาดูแลไว้เอง ต่อให้ต้องปะทะกับท่านก็ตาม!”

____________

Trigger Warning

ความรุนแรงภายในครอบครัว (Domestic Violence), ความสัมพันธ์ที่มีการทำร้ายกัน (Abusive Relationship), การคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment), การมีอคติต่อผู้หญิง (Misogyny), การทำร้ายสัตว์ (Animal Cruelty), การกลั่นแกล้งรังแกโดยคนที่เหนือกว่า (Bullying), การทารุณกรรมเด็ก (Child Abuse), เลือด (Blood), การใช้ความรุนแรง (Violence), การฆาตกรรม (Murder)

Content Warning

มีฉากที่มีความโจ่งแจ้งในเรื่องเพศ (Sexually Explicit Scense)

chap-preview
อ่านตัวอย่างฟรี
บทนำ
บทนำ สรรพสำเนียงอันเซ็งแซ่เบื้องนอกเงียบไปครู่ใหญ่แล้ว ไร้เสียงวอนขอความเมตตา ปราศจากถ้อยคำโอดครวญสั่งเสีย ไม่หลงเหลือเสียงคมดาบสะบั้นลงบนคอมนุษย์อีก ขั้นตอนการประหารคงลุล่วง อีกไม่ช้าก็คงเป็นการเก็บกวาดศพและรื้อค้นทรัพย์สินในคฤหาสน์ตระกูลจ้าว เงาร่างโปร่งแสงยืนอยู่กลางโถงบรรพชน ดวงหน้านั้นเป็นดวงหน้าของสตรีอายุเกือบห้าสิบปี ริ้วรอยแห่งความโรยราไม่อาจปกปิดความพิลาสเฉิดฉินยามยังอ่อนวัยกว่านี้ บนเรือนกายสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูเข้มปักลายดอกไป่เหอ[1]สีขาวอันงามวิจิตร เบื้องหน้านางเป็นเงาร่างโปร่งแสงของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีซึ่งนั่งคุกเข่า เนื้อตัวของทั้งคู่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง สีหน้ายังเปี่ยมความตระหนกและความทุกขเวทนาอย่างเหลือแสน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลน แม้ไม่อาจหลั่งน้ำตา ความปวดร้าวชอกช้ำในแววตาก็ยังบ่งบอกได้ถึงห้วงอารมณ์อันถั่งท้น “ตอนข้าถูกชนรุ่นหลังเคารพบูชาจนทำให้ดวงวิญญาณแปรสภาพเป็นเทพ...” เงาร่างของสตรีผู้ยืนอยู่ผินหน้าไปทางซ้าย ตรงนั้นมีโต๊ะขนาดเล็กที่จัดแยกออกมาต่างหากจากป้ายวิญญาณนับร้อย บนป้ายวิญญาณจารนามไว้ว่า ‘จ้าวจื่อหรง’ “ครานั้นข้าก็ได้รับรู้ถึงชะตาทั้งหมดของตระกูลจ้าวแล้ว ข้ารู้ดีด้วยว่าวันนี้ย่อมมาถึง เพียงแต่เส้นชะตาของตระกูลจ้าวช่างน่าประหลาดอยู่บ้าง คล้ายมีคล้ายไม่มี คล้ายขาดคล้ายไม่ขาด ยังเหลือเส้นใยบางเบาทอดยาวออกไป ข้าพินิจอยู่ปีแล้วปีเล่าก็ยังไม่อาจเข้าใจ” นางเบนสายตากลับมามองดวงวิญญาณทั้งสอง ริมฝีปากผุดยิ้มขมขื่น “จวบกระทั่งพวกเจ้าถูกจับให้แต่งงานกัน ในงานมงคลวันนั้น ข้าถึงได้เห็นด้ายแดงระหว่างพวกเจ้า คิดไม่ถึงว่าจะบางจนเกือบมองไม่เห็นไม่ต่างจากเส้นชะตาของตระกูลจ้าว มิหนำซ้ำก็ช่างน่าขัน พวกเจ้ากลับมีชื่อซึ่งออกเสียงเหมือนชื่อของข้า คนหนึ่งมี ‘จื่อ’ คนหนึ่งมี ‘หรง’ ข้าจึงยิ่งพิศวง เฝ้าจับตามองพวกเจ้า จนในที่สุดก็มาถึงวันนี้ ข้าจึงกระจ่างแจ้งเกือบทั้งหมด พบว่าบางทีในขณะที่ข้าอาจถูกลิขิตให้ปกปักตระกูลจ้าว พวกเจ้าเองก็คงมิต่างกัน เพียงแต่คงต้องรอรับความช่วยเหลือจากข้าอีกทีกระมัง” ร่างของดวงวิญญาณทั้งสองค่อย ๆ หยุดสั่น เพียงมองมาด้วยท่าทางเลื่อนลอย ไม่อาจประมวลสติสัมปชัญญะทั้งหมดได้ จ้าวจื่อหรงจึงยังเป็นผู้เปล่งวาจาอยู่เพียงฝ่ายเดียว “พวกเจ้าหาได้ชั่วร้ายจนทำผิดมหันต์ต่อผู้อื่น เพียงแต่กลับโหดเหี้ยมต่อบุตรทั้งสองของตน ความทรงจำผ่านมุมมองของหรูเจี่ย[2]กับซิ่วเกอ[3]ทั้งหมดที่ข้าให้พวกเจ้าได้ยล คงทำให้พวกเจ้าได้ตระหนักมากเพียงพอแล้วกระมัง” จ้าวจื่อหรงยืนเอามือไพล่หลัง มองดวงวิญญาณทั้งสองด้วยความนิ่งสงบ “ยามนี้ข้าจึงอยากรู้ว่าพวกเจ้าคิดอย่างไร” ชายหนุ่มผู้มีแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าไปเป็นแนวเฉียงหันไปมองป้ายวิญญาณทางขวา เขาตริตรองจนแน่ใจว่าเงาร่างตรงหน้าคงเป็นบรรพบุรุษของตนจริง ๆ จึงโขกศีรษะ กล่าวด้วยกระแสเสียงสั่นเครือ “มานึกได้ก็สายไปแล้ว มานึกได้ก็สายไปแล้ว!” จ้าวจื่อหานตัวสั่นเทิ้มอีกครา “ข้าไม่เพียงผิดต่อหรูเจี่ยกับซิ่วเกอ ยังผิดต่อบรรพบุรุษทุกท่าน ทั้งยังผิดต่อคนตระกูลจ้าวสามพันชีวิตที่ต้องสิ้นชีพลงในวันนี้ ทั้งที่เป็นถึงประมุขตระกูลแต่ไม่อาจปกป้องคนทั้งหมดไว้ได้ ข้าช่างอ่อนแอและโง่เขลายิ่งนัก ต่อให้ต้องชดใช้กรรมชั่วกัปชั่วกัลป์ก็ยังไม่สาสมกับความผิดนี้เลยขอรับ!” นานช้าเขาถึงยกศีรษะขึ้น ก่อนจะหันไปทางซ้าย ประสานสายตากับนัยน์ตาดอกท้องดงามคู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าเอ่ยด้วยความโทมนัส “ข้ายังผิดต่อเจ้าด้วย ฮูหยิน เป็นเพราะข้าละเลยเจ้ากับบุตรธิดาจนทำให้ครอบครัวเราแตกแยกเช่นนี้ เรื่องที่เจ้ามีบุรุษอื่น ข้าย่อมรู้มาตลอด เพียงแต่ยังคงไม่ใส่ใจ ยามนี้จึงระลึกได้แล้วว่านี่ก็เป็นความผิดของข้าเช่นกันที่ไม่เคยเอาใจใส่ต่อเจ้าเลย” ดวงหน้าซึ่งมักเชิดขึ้นของไป๋เซียงหรงเผยความตกตะลึง แล้วจึงกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา “ท่านมานึกได้ตอนนี้แล้วจะแก้ไขสิ่งใดได้ ตอนที่ข้าถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับท่าน ข้าไม่เคยคาดหวังในตัวท่านเลย ครั้นอยู่ด้วยกันนานวันเข้า ข้าถึงพบว่าตนเองคิดไม่ผิด ท่านไม่เคยเหลียวแลข้าเลยจริง ๆ ตอนข้าตั้งครรภ์ ท่านก็ทำเพียงส่งยาบำรุงมาจากเรือนซื่ออัน ตอนข้าทุกข์ใจก็ไม่เคยมีท่านอยู่เคียงข้าง ตอนข้าต้องรับมือกับมารดาเลี้ยงของท่าน ท่านก็ไม่เคยปกป้องข้าเลยสักครั้ง” นางหลับตาลงเชื่องช้า ซุกซ่อนความเสียดร้าวและความละอาย “อย่างไรเสีย ข้าก็ยังผิดที่คบชู้อยู่ดี ไม่อาจนำเรื่องนี้มาใช้เป็นข้ออ้างได้ มิหนำซ้ำยังผิดที่ละเลยหรูเจี่ยกับซิ่วเกอ ถึงข้าจะไม่เคยอยากคลอดพวกเขาออกมา ทว่าเมื่อได้เห็นความทรงจำของพวกเขา ข้าก็พบว่าตนช่างเลวร้ายที่ปล่อยให้เด็กสองคนนั้นต้องเติบโตมาเช่นนี้ ซิ่วเกอยังสิ้นใจเพราะข้าเสียด้วยซ้ำ คงจะดีอยู่บ้างที่หรูเจี่ยยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ต้องโทษประหารนี้ไปพร้อมกับพวกเรา” “จริงด้วย” จ้าวจื่อหานมีท่าทางยินดี “อย่างน้อยหรูเจี่ยก็ยังมีชีวิตอยู่” จ้าวจื่อหรงกลับเอ่ยแทรกว่า “พวกเจ้าคิดว่าการเติบโตมาจนกลายเป็นคนเช่นนาง นางจะไม่รนหาที่ให้ตัวเองมีอายุขัยสั้นลงกระนั้นหรือ ต่อให้นางดิ้นรนจนแต่งเข้าไปเป็นภรรยาของผู้อื่นได้แล้วอย่างไร อีกไม่ช้าเมื่อเขารบชนะกลับมา เขาย่อมต้องหาทางนำสตรีที่รักมาตบแต่งเป็นภรรยาอีกคนให้ได้ ถึงตอนนั้นบุตรีของพวกเจ้าไหนเลยจะยอมอยู่เฉย?” ดวงวิญญาณทั้งสองอึ้งงันในบัดดล จ้าวจื่อหรงทอดสายตามองด้ายสีแดงเข้มระหว่างคนทั้งคู่ซึ่งบางจนเกือบจะขาด เนิ่นนานถึงถามว่า “พวกเจ้าอยากแก้ไขจุดจบเช่นนี้หรือไม่” “ข้าย่อมต้องอยากอยู่แล้วขอรับ” จ้าวจื่อหานยิ้มเศร้าสร้อย “หากจะยังรักษาตระกูลจ้าวไว้ได้ มอบความสุขให้แก่บุตรทั้งสองได้ และรักษาชีวิตของพวกเราทั้งหมดไว้ได้ ข้าย่อมอยากแก้ไขขอรับ” เขาผินหน้าไปทางซ้ายอีกครั้ง สบกับดวงตาห่างเหินเฉยชาคู่นั้นได้เพียงแวบเดียวก็หลุบตากล่าว “หากรื้อฟื้นความสัมพันธ์หรือเริ่มต้นใหม่กับฮูหยินได้ก็คงจะดีด้วยกระมัง” ไป๋เซียงหรงบิดมุมปาก เกือบจะบอกปัดอย่างไม่แยแส เนื่องจากรู้ดีว่าระหว่างทั้งคู่ไม่เคยมีความรักความผูกพันฉันสามีภรรยาต่อกันเลยแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นถ้อยคำกลับเปล่งไม่พ้นลำคอ พบว่าวาจาของเขากะเทาะแผ่นน้ำแข็งในดวงใจนางชั้นหนึ่งจนปริร้าว แผ่นน้ำแข็งนั้นบอบบางอย่างยิ่ง เพียงครู่เดียวก็ถึงกับกระเพื่อมไหวแผ่วเบา นางเบือนหน้าหนี ตอบเสียงเรียบว่า “หากแก้ไขเรื่องเลวร้ายให้มีแต่เรื่องดีได้ ผู้ใดจะไม่อยากทำ?” จ้าวจื่อหรงเพ่งพิศด้ายแดง รู้สึกจะมองเห็นชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ความกลัดกลุ้มจึงเริ่มบรรเทาลง “ในเมื่อพวกเจ้าอยากแก้ไขเรื่องนี้ เช่นนั้นก็จงแก้ไขเถอะ” นางเอ่ยขึ้น “ที่เส้นชะตาของตระกูลจ้าวยังไม่ถึงกับขาดคงมีเหตุผล ที่แท้แล้วยังอาจต่อชะตาได้อีก ข้านึกออกเพียงวิธีเดียว หลังจากนี้พวกเจ้าก็จงไปเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏสงสาร ทิ้งเพียงเศษเสี้ยววิญญาณเล็กน้อยไว้ให้ข้าก็พอ พวกเจ้าคงรู้จักการแบ่งภาค[4]ใช่หรือไม่ ข้าอาจจะใช้วิธีที่คล้ายคลึงกันนี้สอดแทรกฝากฝังวิญญาณของพวกเจ้าไว้กับร่างของผู้อื่น หรือมิฉะนั้นก็อาศัยเศษเสี้ยวนี้ชักนำให้พวกเจ้าได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ระหว่างนี้ข้าจะยับยั้งไม่ให้ดวงวิญญาณของหรูเจี่ยไปสู่ปรโลก ส่วนซิ่วเกอนั้น รอจนข้าสามารถนำพวกเจ้ากลับมาเริ่มใหม่ได้ ถึงตอนนั้นเขาก็คงจะยังมีชีวิตอยู่” จ้าวจื่อหรงมองไป๋เซียงหรงกับจ้าวจื่อหาน แล้วจึงพูดปนทอดถอนใจ “ข้าหาใช่เฒ่าจันทรา[5]จึงไม่เข้าใจเรื่องด้ายแดงมากนัก เพียงแต่ด้ายแดงของพวกเจ้าถึงจะมีสีแดงเข้มกว่าด้ายแดงของคนคู่อื่นในตระกูลจ้าว แต่ก็บางเสียเหลือเกิน ข้าจึงคิดว่าเมื่อพวกเจ้าไปเวียนว่ายตายเกิดก็น่าจะไม่ได้พบกันอีก เป็นไปได้ว่าคงไม่ได้มีด้ายแดงผูกคล้องกับผู้อื่นด้วย หลายชาติภพผันผ่านอาจไร้คู่แท้ เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งในชาติภพนี้ ด้ายแดงของพวกเจ้าก็น่าจะถักทอแน่นหนาขึ้นแล้ว ถึงตอนนั้นดวงวิญญาณของพวกเจ้าก็คงมีนิสัยใจคอเปลี่ยนไป การตัดสินใจก็คงจะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นข้าก็คงคาดหวังได้กระมังว่าพวกเจ้าจะพยายามรักษาไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้ใดหรือความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้ากับผู้ใดก็ตาม” “ขอบคุณท่านเทพบรรพชน” ครั้นตั้งสติได้แล้ว ดวงวิญญาณทั้งสองก็ค้อมกายแนบศีรษะจรดพื้น คงเป็นครั้งแรกตลอดชั่วชีวิตที่ปฏิบัติเช่นนี้อย่างพร้อมเพรียงด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกัน [1] ไป่เหอ หมายถึง ดอกลิลี [2] เจี่ยเป็นคำที่ผู้ใหญ่เรียกเด็กผู้หญิง [3] เกอเป็นคำที่ผู้ใหญ่เรียกเด็กผู้ชาย [4] การแบ่งภาคหรือการอวตารเป็นความเชื่อทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน โดยเป็นการแยกส่วนของร่างเดิมออกมาเป็นร่างอื่นอย่างเป็นเอกเทศ ดังเช่นพระโพธิสัตว์กวนอิมผู้อวตารมาช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ [5] เฒ่าจันทราเป็นเทพชราซึ่งเป็นพ่อสื่อตามความเชื่อของจีน เป็นผู้ผูกด้ายแดงระหว่างคนที่เป็นคู่กัน

editor-pick
Dreame - ขวัญใจบรรณาธิการ

bc

ร่านรัก จักรพรรดินี

read
1.8K
bc

เมียลับอุ้มรัก

read
82.7K
bc

หัวใจซ่อนรัก(เฮียเดย์)

read
48.1K
bc

หัวใจที่โหยหา

read
1.0K
bc

เมื่อฉันแอบรักซุปตาร์นายเอกซีรีส์วาย

read
18.7K
bc

Passionate Love รักสุดใจนายขี้อ่อย 20+

read
33.8K
bc

รอยแค้นแห่งรัก

read
55.5K

สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook