หงส์ต่อให้ถูกเด็ดปีกอย่างไรก็ยังเป็นหงส์
อ้อมกอดอบอุ่นที่เคยโหยทุกค่ำคืน
ยามนี้หลงเหลือเพียงความอ้างว้างเดียวดาย…
เสวี่ยหย่งอี้มองจดหมายมากมายที่กองอยู่บนโต๊ะ
ช่างน่าหงุดหงิด คนผู้นั้นเหตุใดยังหน้าด้านกล้านำจดหมายมากมายขนาดนี้มาขอไถ่โทษบาปมหันต์ที่สร้างมลทินแปดเปื้อนให้กับหญิงสาวบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้แรกแย้มได้อีก
“จดหมายจากเทียนจวิน[1] ฝากให้ผานเยว่ถิงอีกแล้วขอรับ” ซีเฟิง องค์รักษ์เงาหยิบยื่นจดหมายให้แก่ท่านประมุข เขาสัมผัสได้ถึงแรงสังหารที่นายท่านปลดปล่อยออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“นำไปโยนทิ้งให้หมด!” ประมุขมารหิมะออกคำสั่ง มือใหญ่คู่นั้นทุบลงบนโต๊ะจนแตกหักตรงหน้า กำหมัดแน่นด้วยความข่มใจ สีหน้าเรียบนิ่งเยือกแข็งราวกับมีก้อนน้ำแข้งก้อนใหญ่ผุดขึ้นอยู่นัยน์ตาหนาวเหน็บ
คนแรกที่เคยยุ่งย่ามกับร่างกายราวกับเทพเจ้าผู้สร้างก็ไม่ปานของเขา คือ คนผู้นั้น เขาถึงได้จงเกลียดจงชัง เกลียดนักเกลียดหนา เทพเซียนผู้นำความอัปยศสู่จอมมารเผ่าวิหคหิมะ
“อี้จวิน” ผานเยว่ถิงเอ่ยเรียกชายหนุ่มเกศาขาวที่ดูเหมือนจะปล่อยพลังเยือกเเข็งหนาวเหน็บแข่งกับพายุหิมะด้านนอก
เป็นอะไรของเขา ซากโต๊ะที่พังอยู่ตรงหน้าฝีมือเขางั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาอาจกำลังโมโห อย่างนั้นขนมที่ข้าทำมาจะเป็นม่ายหรือไม่
“มีอะไรหรือเยว่ถิง” เสวี่ยหย่งอี้ได้สติเเสดงสีหน้าคล้ายกังวลเอ่ยถามมารสาวที่เดินเข้าในห้องอย่างเงียบเชียบพร้อมกับถาดขนมและกาน้ำชา
“ขนม ข้าทำขนมมาให้”
“เจ้ายังไม่หายดีไม่ใช่หรือ เหตุใดยังลงครัวอีกล่ะ หากเป็นอะไรไปอีกข้าจะตอบหวังเยี่ยนว่าอย่างไร” เสวี่ยหย่งอี้รุดเข้ามาอังมือบนหน้าผากมนสวย สัมผัสได้ถึงไออุ่นในระดับพอดีพอเหมาะ นางคงหายดีแล้ว
“ข้าหายดีไม่มีไข้แล้ว ทำให้อี้จวินเป็นห่วงแล้ว” ใบหน้าขาวใสแดงระเรื้อฉับพลัน เสียงหัวใจเต้นถี่รัวไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มยกยิ้มอย่างเขินอาย ความอ่อนโยนของอี้จวิน อาจทำให้ข้าหัวใจวายตาสักวันหนึ่ง
“ขอบใจเจ้า ขนมนี้ช่วยจัดไว้ข้างนอกที แล้วข้าจะตามออกไป” ผานเยว่ถิงพยักหน้ายิ้มรับ ร่างบางระหงกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปอย่างไม่ค่อยสำรวมกิริยา เสวี่ยหย่งอี้ถอนหายใจนับหนึ่งถึงสามวนไปมาคลายความหงุดหงิด แล้วค่อยเดินอย่างสมรวมกายตามมารสาวไป
ผานเยว่ถิงนั่งฝนหมึกให้ชายหนุ่มเกศาขาวประกายเงิน ดวงตาใสแจ๋วจ้องมองเขาไม่วางตา หวนนึกถึงครั้งแรกที่เจอกันขึ้นมา
หลายแสนปีก่อน ข้าแอบเข้ามายังหุบเขาหิมะ ได้พบเจอเสวี่ยหย่งอี้โดยบังเอิญ เขาเป็นประมุขมารวิหคหิมะที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา
ในชีวิตของเขาไม่ว่าเรื่องใดๆล้วนจริงจังไปเสียหมด วาจาทุกถ้อยคำล้วนคบกริบเสียดแทงลึกสุดหัวใจ เรื่องที่เขานึกผิดบาปอยู่ในใจ ข้าเป็นหนึ่งในอีกคนที่ล่วงรู้เข้า
ปีนั้นเขามีท่าทางจริงจังกว่านี้ อัมหิตกว่านี้ เสวี่ยหย่งอี้ที่ข้าพบเจอในเวลานี้คือเสวี่ยหย่งอี้ที่มีนิสัยคล้ายเสวี่ยอิงผู้เป็นน้องชายของเขามาก เหมือนราวกับคนคนเดียวกัน มีทั้งความอ่อนโยนและเย็นชาภายในคนเดียวกัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใดจึงทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
“เหตุใดจึงจ้องข้าไม่วางตา” เสวี่ยหย่งอี้วางด้ามพู่กันลงถามมารสาวข้างกายเป็นจริงเป็นจัง เห็นนางนั่งมองอยู่นานสองนานโดยไม่ละสายตาเลย
“ข้าคิดอะไรนิดหน่อยน่ะ ท่านช่างคล้ายกับเสวี่ยอิงนัก” ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนจะขยับยิ้มตรงมุมปากเพียงชั่วครู่ เสวี่ยอิงที่ข้าพูดถึงเขาเป็นน้องชายของเสวี่ยหย่งอี้และเป็นสหายเก่าของข้าคนหนึ่ง
ข้าจำได้ว่าเขาเป็นเซียนอย่างถ่องแท้ทั้งภายนอกและภายใน แตกต่างกับเสวี่ยหย่งอี้ท่านนี้ เขาเป็นมาร มารที่กายแต่จิตใจของเขาก็มีความบริสุทธิ์ประดุจเทพเซียนอยู่บ้าง แต่มันคงไม่มีอะไรแปลกในเมื่อเขาเป็นถึงเทพมารผู้เทียบเคียงเทพเคารพ
“เจ้าอาจลืม ข้าและเสวี่ยอิง เราเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน รูปลักษณ์ไม่คล้ายกันได้หรือ?” ข้าส่ายหน้า กล่าวว่าคล้ายกัน แต่ไม่ทั้งหมด อย่างน้อย ข้าคนหนึ่งสามารถแยกแยะได้
คนใดเสวี่ยหย่งอี้ คนในเสวี่ยอิง
“ช่างเถอะ อี้จวิน ข้าเบื่อ”
“ออกไปเดินเล่นหน่อยดีหรือไม่”
“ข้าออกไปได้หรือ”
“เจ้ามาอยู่ในฐานะแขกไม่ใช่นักโทษ เหตุใดจะออกไปไม่ได้'”
“แต่ข้างนอกอากาศหนาวอีกทั้งยังมีพายุหิมะด้วย” เสวี่ยหย่งอี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ทันใดนั้น พายุหิมะด้านนอกพลันสงบลง แต่ยังคงมีเกล็ดหิมะโปรยปรายเบาบางอยู่
สักวันหนึ่งคงต้องสอนเคล็ดวิชาผันสารทฤดูให้นางใช้บ้าง
“ข้าทำให้เบาบางลงได้ แต่ไม่อาจเปลี่ยนฤดู พวกข้าวิหคหิมะเคยชินกับบรรยากาศหนาวเหน็บ”
“ข้าเป็นผู้อาศัย มีหรือจะกล้ามีปากมีเสียง” ผานเยว่ถิงเบะปากเบ้หน้าไปทางอื่น
“เจ้าต้องการสาวใช้สักคนหรือไม่ โดยปกติแล้ว วิหคหิมะเรามีอิสระให้ตนเองอย่างมากจึงไม่ค่อยนิยมที่จะอยู่ใต้บังคับบัญชาของใคร แต่หากเจ้าอยากจะมีคนใช่สักคน ข้าจัดหาให้ได้”
“ไม่เป็นไร แค่ท่านให้ที่อยู่อาศัย ข้าก็เกรงใจจะแย่”
“อ่อ อีกเรื่อง วันมะรืนข้าจะส่งเจ้าไปศึกษามรรคามารที่ปิงเหอชิวหลิง เที่ยวเล่นให้สนุกเสียตอนนี้”
ศึกษามรรคามารงั้นหรือ? ตอนข้าเป็นเทพเซียนยังต้องศึกษามรรคาเซียน ข้าเปลี่ยนไปเป็นมารย่อมต้องศึกษามรรคามาร เช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการกลับไปเล่าเรียนใหม่ ข้าอาจต้องเข้าเรียนพร้อมกับมารรุ่นเยาว์ น่าขายหน้าจริงๆ
“อะไรกัน ไม่ถามความสมัครใจจากข้าเลย”
“พลังมารเจ้าอ่อนด้อย ถึงเจ้าไม่ยินยอม ข้าก็ต้องส่งเจ้าไปอยู่ดี”
“เห้อ ขอบคุณท่านมากที่เป็นธุระให้ข้าทุกเรื่อง” หากแต่มันเป็นความจริง ข้าจักคัดค้านอันใดได้ นอกจากขอบคุณ แล้วทำตามความต้องการของเขาเสีย อย่างไรก็มีผลดีต่อตัวข้า
“อืม” เสวี่ยหย่งอี้ก้มหน้าก้มตาเขียนฎีกาต่อ ผานเยว่ถิงจึงลุกขึ้นสำรวมกายเดินออกมาเรียบร้อยดังผ้ายับๆที่ผับไว้
ร่างบางเดินเตร็ดเตร่ออกมาด้านนอก แบมือรับเกล็ดหิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า เมื่อสัมผัสเบาๆได้รับความหนาวเย็น หนาวเย็นเพียงใดคงไม่หนาวเย็นเท่าคุกน้ำแข็งที่เคยถูกจองจำ ปิงเหอชิวหลิงที่เสวี่ยหย่งอีพูดถึงเป็นที่แบบไหนกันนะ..
[1] คำเรียกขาน จักรพรรดิของปวงเทพ หรือ ประมุขผู้ปกครองแดนสวรรค์ชั้นฟ้า