ผานเยว่ถิงแสดงท่าทีลังเล นางไม่แน่ใจว่าควรตอบไปตามความจริงหรือแต่งเรื่องขึ้นมาดี เพราะหากเอ่ยถึงความจริงออกจะน่าขันอยู่บ้าง
“ข้าเป็นเพียงน้องสาวเพื่อนของเขา เนื่องจากมีความจำเป็นจึงต้องอยู่กับเขา” ผานเยว่ถิงตัดสินใจบอกเซียงซือไปตามความจริง เซียงซือหรี่ตามองร่างบางอย่างจับผิดก่อนจะหันไปถามเฉิยอวี๋ผู้เป็นเปียวเม่ย[1]ของเสวี่ยหย่งอี้
“เฉินอวี๋ เรื่องจริงหรือ?”
“ข้าไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องถาม” เฉินอวี๋ตอบอย่างเย็นชา ไม่ใช่เรื่องของตน ไยต้องสนใจ
“เซียงซือ ทำไมเจ้าถึงได้สงสัยข้าล่ะ”
“ไม่ใช่แค่ข้านะ นู้น! ใครๆก็อยากรู้” เซียงซูวาดมือชี้ยังมารคนอื่นๆที่เหล่ตามองทางอื่นกันเลิ่กลั่ก
ผานเยว่ถิงเข้าเรียนที่ปิงเหอชิวหลิงกลางคัน หากไม่ใช่พวกลูกหลานของเหล่ามารชั้นสูงย่อมต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลไม่มากก็น้อยในแดนมาร ด้วยเหตุนั้นทำให้ทุกคนล้วนสงสัยถึงที่มาที่ไปของนาง โดยเฉพาะเรื่องนี้ดันเกี่ยวข้องกับท่านเสวี่ยหย่งอี้ มารวิหคหิมะที่มีชื่อเสียงด้านความอมหิตไม่แพ้จอมมาร เขาครองตนโดดเดี่ยวเนิ่นนานหลายล้านปีพอมีข่าวคราวเกี่ยวพันกับสตรีจึงยิ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
“แล้วทำไมถึงอยากรู้ล่ะ”
“เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย อี้จวินไม่เคยมาสอนที่นี่หรือยุ่งเกี่ยวกับปิงเหอชิวหลิง ทั้งๆที่ท่านผู้นำตระกูลใหญ่แทบจะกราบขอร้องกันอยู่แล้ว จู่ๆมาวันหนึ่งมีข่าวลือว่าเขาจะมาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ทั้งยังมีเจ้าติดสอยหายตามมาด้วย เขาลือกันไปทั่วสี่ทะเลแปดดินแดนเลยว่าเจ้าน่ะเป็นว่าที่นายหญิงคนถัดไปของเผ่าวิหคหิมะ” เซียงซือพูดไปแล้วเอามีดตัดเชือกให้ผานเยว่ถิง
“ฮ่าๆๆ นายหญิงอะไรกัน ไม่ใช่หรอก เขาน่ะเย็นชะจะตาย”ผานเยว่ถิงหัวเราะแห้งๆ นางไม่คู่ควรกับเสวี่ยหย่งอี้เลยต่างหาก
“ช่างเถอะนั่นไม่ใช่สาระสำคัญอะไร ข้าแค่อยากใส่ใจน่ะ! เจ้าเรียกข้าซือซือก็ได้”
“งั้นเจ้าเรียกข้าว่าเสี่ยวถิงแล้วกัน”
“อื้ม! เจ้าเพิ่งมาใหม่คงยังไม่รู้อะไรมาก เอาไว้ข้าจะแนะนำสหายของข้าอีกสามคนให้รู้จัก รอตอนพักนะ”
“เอางั้นแล้วกัน” ทั้งสองสนทนากันอย่างถูกคอ
ผานเยว่ถิงค้นพบว่าเซียงซือเป็นคนที่จิตใจดีและมีน้ำใจมากทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีวิสัยซุกซนมากตามฉบับของมารผู้ถูกเลี้ยงมาอย่างอิสระและตามใจ
เคยได้ยินมาว่าเผ่าหมาป่าเป็นเผ่าที่ลึกลับมากที่สุดในสี่ทะเลแปดดินแดน ซึ่งเซียงซือ คือ มารจากเผ่าหมาป่าอันลึกลับ นอกจากนี้นางยังเป็นถึงคู่หมายของกู่เจียงจวิน ดังนั้นที่เห็นกันวันนี้จึงมิใช่เรื่องเเปลกอะไร กู่เจียงจวินเป็นมารวิหคมืดที่ขึ้นชื่อเรื่องดุร้ายและโหดเหี้ยม แต่เซียงซือมักจะได้รับการปฎิบัติที่ดีมาตลอด
ข้าไม่รู้ว่าหากข้าได้เล่าเรื่องราวอดีตอันมืดมิดของตนเองให้ผู้อื่นฟังแล้ว เขาจะอยากเป็นสหายกับข้าอยู่หรือไม่ ข้ามักจะคิดถึงช่วงเวลานั้นอยู่เสมอ ช่วงเวลาที่ข้าได้เจอเขา และช่วงเวลาที่ถูกทรยศ..
“เป็นอะไร ทำไมนั่งเหม่ออย่างนั้นล่ะ” เซียงซือเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปชั่วพริบตา
ผานเยว่ถิงดูเปราะบางคล้ายจะเข้มเเข็งแต่ก็อ่อนแอ นางคงเป็นพวกแข็งนอกออ่อนในกระมัง เซียงซือคิดในใจ
“ข้าแค่นึกถึงเรื่องบางเรื่องขึ้นมาได้เท่านั้นเอง”
“วิชาประวัติศาสตร์มารยากมากเลยเนอะ ยิ่งตอนนี้ยิ่งยากสุดๆ” เซียงซือพยายามชวนคุยเรื่องอื่น แต่ก็ยังนึกสงสัยว่าคนข้างๆมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกันแน่ สีหน้าถึงได้ดูอมทุกข์นัก
“ข้าคิดเหมือนกัน ไม่ค่อยคุ้นชินเลย”
“ข้าสงสัยจริง เผ่ามารวิหคของเราไปคาบเกี่ยวกับเผ่าหงษาได้อย่างไร”
เดิมทีเผ่าหงษาเป็นเผ่าเซียนมาโดยตลอด ทั้งตระกูลข้าคือเซียนโดยกำเนิด เว้นแต่ข้าที่เปลี่ยนไปเป็นมารในภายหลัง
นับแต่บรรพกาลเผ่าวิหคเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมรรคามารขึ้นมา เทพเซียนแตกคอกัน เปลี่ยนจากเซียนไปเป็นมารไม่มากก็น้อย ไม่ว่าใครขอแค่มีมีความชั่วร้าย ความโลภ ความเคียดเเค้นอยู่บ้างคงไม่พ้นกลายเป็นมารเข้าสักวัน เฉกเช่นข้า ข้าเต็มใจที่จะกลายเป็นมาร ในเมื่อชื่อเสียง กายา จิตวิญญาณ ล้วนแล้วแต่แปดเปื้อนมลทิน
“เหตุผลนั้นง่ายมากจอมมารคนปัจจุบันเคยจะแต่งงานกับเซียนเผ่าหงษาอย่างไรล่ะ”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” หากไม่รู้คงเป็นเรื่องแปลก เซียนหงษาคนนั้น คือ พี่สาวของข้า “ผานเหอหง”
“อาจารย์เพิ่งสอนไปเมื่อครู่ ซือซือไม่ตั้งใจเลยฟังไม่ทัน”
“อ่าวหรอ เห้ออออ ยิ่งปัจจุบันนี้ยิ่งมึนงงไปใหญ่ จอมมารแต่งโม่โฮ่วที่เป็นเซียนบุปผาครึ่งเซียนมังกร พวกเขาจับผลัดจับพลูชอบกันได้ยังไง”
“เจ้าไม่ชอบเซียนหรือ” เซียงซือส่ายหน้า
“ไม่ใช่ไม่ชอบ ข้าแค่คิดว่าเรียนมรรคามารเหนื่อยหน่ายแล้วยังต้องศึกษามรรคาสวรรค์บางข้ออีก สมองข้าเล็กเท่าเม็ดถั่วนี้เอง จะไปจำหมดได้อย่างไร” เซียงซือบ่นไปส่ายหัวไปพลางจูงมือผานเยว่ถิงออกจากห้อง
ครั้นเมื่อถึงเวลาพักเซียงซือพาผานเยว่ถิงมาพบกับหญิงสาวนางหนึ่ง นางผู้มาจากเผ่ามัจฉา นาม “เซวียนหยา” มารมัจฉาสายพลังวารี พร้อมกับวางแผนโดดเรียนวิชาถัดไป
ตอนนี้ทั้งสามคนข้ามไปยังเรือนอีกฝั่ง ฝั่งที่บุรุษศึกษาอยู่เพื่อรอพบสหายอีกสองคน สหายอีกสองคนที่เหลือไม่พ้นเป็นบุรุษทั้งคู่ เวลาเดินผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูปชายหนุ่มใบหน้าหยกรูปงามทั้งสองคนเดินออกมาจากเรือน
คนหนึ่งคิ้วเข้มดกดำเงางาม ใบหน้ารูปหยกเกลี้ยงเกา จมูกโด่งโค้งได้รูปราวกับคันศร โอษฐ์อวบอิ่มสีคล้ายดอกเหม่ยกุ้ยฮวา นัยน์ตาอำพันราวกับดอกรวงผึ้ง เส้นผมยาวสลวยดำขลับพลิ้วไสว ร่างสูงใหญ่กำยำแข็งแกร่งซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีคราม ท่าทางการเดินน่าเกรงขาม เขาคือ “เผ่ยฝูเว่ย” บุตรชายคนโตของเผ่ยอวิ๋น ราชาเผ่าอสรพิษ
อีกคนหนึ่งใบหน้ารูปหยกประดับประดาด้วยไรหนวดเล็กน้อยตรงปลายคาง คิ้วบางตวัดชี้ไปด้านหลังเหมือนการปัดป่ายของพู่กัน นัยน์ตาสีดำสนิทไร้แววเฉียบคม จมูกโด่งโค้งงอคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ริมฝีปากบางเฉียบเฉกผลอิงเถา[2] เส้นผมตรงยาวถูกรวบขึ้นสวมเครื่องหัวสีเงิน รูปร่างสูงใหญ่กำยำถูกซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์ดำมืดน่าเกรงขาม คนคนนี้ต้องเป็น “ชวี่ไท่หยาง” มารมังกร ผู้เป็นญาติห่างๆกับเฟิงหวังเหล่ย
ข้าจำเขาได้ ตอนที่เขายังเป็นมารตัวน้อย ข้าเคยพบเขาครั้งหนึ่ง เขาคือมารเพียงหนึ่งเดียวที่ชอบขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เที่ยวเล่นราวกับเป็นพระราชวังของตนเอง ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะจดจำข้าไม่ได้ หากนับกันตามศักดิ์แล้ว เขาต้องเรียกข้าว่า “ท่านป้า”
“ไท่หยาง ฝูเว่ย ทางนี้!” เซียงซือโบกมือเรียกชายหนุ่มทั้งสอง
“เจ้าพาใครมาด้วย ไว้ใจได้หรือไม่” เผ่ยฝูเว่ยกัดฟันถามเซียงซือ เขาเพ่งสายตามองผานเยว่ถิงอย่างไม่ไว้ใจ
“สหายใหม่น่ะ ชื่อผานเยว่ถิง ทำความรู้จักกันไว้สิ”
“ข้ามีนามว่า ชวี่ไท่หยาง มาจากเผ่ามังกร ยินดีที่ได้พบผานเยว่ถิง” ชวี่ไท่หยางสำรวจใบหน้าคนตรงหน้า เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคล้ายว่าเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน แต่พยายามนึกเท่าไหร่กลับนึกไม่ออก
“มารมังกรไม่มีสายพลังน่ะ เจ้าน่าจะรู้ว่าเผ่ามังกรสืบเชื้อสายจากเทพเซียน เพราะงั้นเขาค่อนข้างจะเป็นแกะดำในเผ่าตนเอง” เซียงซือเอ่ยเสียงกระซิบ
เรื่องนี้ข้ารู้ดีอยู่แล้ว แต่จะทำเป็นแปลกใจไม่รู้แล้วกัน
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันชวี่ไท่หยาง เรียกข้าเสี่ยวถิงเถอะ” ชวี่ไท่หยางกระตุกยิ้มมุมปากพยักหน้ารับ
ส่วนคนอีกคน..
“ข้ามีนามว่า เผ่ยฝูเว่ย บุตรชายคนโตของเผ่ยอวิ๋นหรือจะเรียกง่ายๆว่าเป็นไท่จื่อเผ่าอสรพิษ” ชายหนุ่มเอ่ยพลางเชิดหน้าขึ้น
ท่าทางแบบนี้ต้องบอกว่าเป็นสมบัติสืบทอดทางสายเลือดแท้ๆ ท่าทางหยิ่งทะนง ดุดัน สืบทอดมาจากเผ่ยอวิ๋นเต็มๆ อีกทั้งยังอวดเบ่งเก่งไม่แพ้ผู้เป็นบิดาอีกด้วย
หลายปีก่อนข้าได้รู้จักกับเผ่ยอวิ๋นทั้งคำพูดและท่าทาง พูดได้ว่าเผ่ยฝูเว่ยทอดแบบมาจากเขาราวกับคนคนเดียวกัน
“ข้ารู้จักพ่อของเจ้าเป็นอย่างดีเลยล่ะ” ข้าเผลอพูดออกไป
“อย่างเจ้าน่ะหรือ จะรู้จักฟู่จวินของข้า น่าขันนัก” ข้าเกลียดท่าทางที่คล้ายบิดาของเขาเหลือเกิน พ่อลูกเหมือนกันเช่นนี้ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
“เอาล่ะ! เลิกเถียงกันเถอะ ไปกินข้าวกัน” เซียงซือเอาตัวไปขวางเเตะไหล่สหายทั้งสองที่ตั้งท่าจะทะเลาะกัน
“อื้อ ข้าหิวจนตาลายหมดแล้ว” เซวียนหยาเอ่ยตาม นางกรอกตาวนไปมาประกอบ
“แล้วจะไปที่ไหนล่ะ?” ผานเยว่ถิงเอ่ยถาม
“แน่นอนว่าต้องเป็นโรงเตี๊ยมเซียนสื่อกวางกวาง[3] หุบเขาหิมะเปิดแล้วจะไปไหนกได้ทั้งนั้น” เซียงซือเอ่ย
ข้าไม่ค่อยอยากไปที่นั่นเท่าใดนัก สมัยก่อนข้าไปออกบ่อยจนเถ้าแก่จำหน้าข้าได้แล้ว กระทั่งเมื่อหลายแสนปีก่อนครั้งที่หวังเยี่ยนหมั้นหมายกับผานเหอหงพี่สาวของข้า เขามักจะไปเมามายกับสหายของเขาเผ่ยอวิ๋นและเฟิงหวังเหล่ยเป็นประจำ ลำบากข้าต้องแบกพวกเขากลับวังอย่างทุลักทุเลเสมอ ข้าใช้เวลาอยู่หลายปี กว่าจะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนผู้นั้น
แต่จุดเปลี่ยนคงเริ่มที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้น..
“เอาอีกแล้วนะ เซียงซือเสี่ยงทำให้พวกเราโดนลงโทษอีกแล้ว”
“ใครสนล่ะ เจ้ากลัวหรือชวี่ไท่หยาง?” เซียงซือยักคิ้วใส่ด้วยใบหน้ากวนอารมณ์
“ข้าเปล่ากลัว แต่หากท่านกู่เจียงจวินรู้เข้าไม่วายโดนลงโทษกันหมด”
“อย่าพูดให้มากความตอบมาคำเดียวไปหรือไม่ไป!” เซียงซือถามย้ำอีกครั้ง
“ไป!!” เซวียนหยากับผานฝูเว่ยตอบพร้อมกัน
“แล้วจะไปยังไง โรงเตี๊ยมอยู่ตั้งไกลเทียว”
“เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก เผ่ยฝูเว่ยเขาพาเราไปได้เพียงพริบตาเดียว” ข้างงงเล็กน้อย ไม่ทันไร เผ่ยฝูเว่ยจับมือเซวียนหยากับเซียงซือ และเซียงซือจับมือข้าไว้อีกทอด ส่วนชวีไท่หยาจับมือเซวียนหยา พวกเรายืนขนาบหน้ากระดาน
พรึบ เพียงพริบตาเดียวจริงๆ พวกเราก็มาถึงที่นี่ สถานที่อันแสนคุ้นเคย สถานที่ซึ่งเก็บอดีตของข้าไว้..
เถ้าแก่หลัวมองลูกค้าใหม่ แต่ต้องสะดุดตากับหญิงสาวที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี นางเป็นคนของโม่จวิน นานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจอ จำได้ว่าปีนั้นนางยังเป็นเทพเซียน ไม่เหมือนเช่นตอนนี้ ดูด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่านางเปลี่ยนไปเป็นมาร
“ผานเยว่ถิง” หลัวหว่านรั่วเดินตรงเข้ามาหาจับไหล่หมุนตัวผานเยว่ถิง
“เถ้าแก่หลัว ถิงถิงเคารพเพคะ” ข้าแกะมือเถ้าแก่หลัวออกจากไหล่แล้วก้มโค้งคำนับก่อนจะพูดแนะนำสหายที่พามาด้วย
“เถ้าแก่หลัว นี่สหายใหม่ของข้า เซียงซือ เซวียนหยา ชวี่ไท่หยางและเผ่ยฝูเว่ย” ข้าผายมือไปยังแต่ละคน
“เผ่ยฝูเว่ย? บุตรชายเผ่ยอวิ๋นคนนั้นหรือ?” หลัวหว่านรั่วถาม
“ใช่ ข้าเอง” เผ่ยฝูเว่ยตอบนิ่งๆ
“อา..งั้นเชิญนั่งก่อน เดี๋ยวข้าจะยกอาหารมาให้ ข้าเลี้ยงเอง” เถ้าแก่หลัวพาคนทั้งห้าไปนั่งโต๊ะที่จัดไว้ให้ ก่อนจะหายเข้าไปในครัว ทิ้งให้ผานเยว่ถิงต้องปะทะสายตาคาดโทษระคนสงสัยจากเหล่าสหาย
“เสี่ยวถิงเจ้ารู้จักเถ้าแก่ด้วยหรือ เจ้าเป็นใครกันแน่!” เซียงซือถาม
“หากข้าเล่าไปแล้ว เซียงซือและทุกคนจะยังยินดีเป็นสหายของข้าอยู่หรือไม่”
“แล้วเหตุใดถึงต้องไม่ยินดี เจ้าเป็นนักโทษต้องประหารหรืออย่างไร” เผ่ยฝูเว่ยถาม
“ข้าแค่กลัวว่าพวกเจ้าจะรังเกียจข้า”
“พวกเราไม่มีทางรังเกียจเจ้า” คำเอ่ยปลอบใจออกจากปากเผ่ยฝูเว่ย หรือข้าหูฟาดกัน
“เดิมทีข้าเป็นเซียนเผ่าหงษา จริงๆแล้วข้ามีอายุมากกว่าพวกเจ้าหลายปี ข้าทำลายแก่นเซียนตนเองแล้วเปลี่ยนไปเป็นมารและข้ายังเป็นน้องสาวของอดีตคู่หมั้นหวังเยี่ยนจวิน หากพวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องโศกอนาฎกรรมอันฉาวโฉ่ของเทียนจวินกับสตรีเซียนผู้หนึ่ง ข้าคือสตรีเซียนผู้นั้น” แววตาผานเยว่ถิงบ่งบอกถึงความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่ยังคงมีชีวิตอยู่
เซียงซือสำนึกขึ้นมาได้ นางไม่ควรถามเรื่องนี้ เพราะคำถามอาจทำให้ผานเยว่ถิงเจ็บปวด
ช่างเถอะ ความอยากรู้มีมากกว่า
“เจ้าอายุเท่าไหร่หาสำคัญไม่ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อปีนั้นเพิ่งผ่านมาได้ราวแปดแสนปี ข้ายังเด็กมากจึงไม่ค่อยรู้เรื่องราว” เซียงซือเอ่ยพร้อมกับยกน้ำชาขึ้นซด
“ข้าเคยได้ยินอยู่บ้าง บิดาข้าเล่าให้ฟังว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาตามล่าหวังเยี่ยนทปีนั้นมีคนของสวรรค์ชั้นฟ้าข้องเกี่ยวด้วย” ข้าไม่แปลกใจที่เผ่ยฝูเว่ยจะรู้ บิดาของเขาทำอะไรโจ่งแจ้งและเปิดเผยอยู่เสมอ นั่นเป็นอีกหนึ่งนิสัยน่าชื่นชม
“ข้ากับบิดาของเจ้าเคยสนิทกันมาก่อน พวกเราโตมาด้วยกัน ข้าผิดหวังอยู่ไม่น้อยในวันที่เขาทำร้ายข้า”
“แล้วทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่หุบเขาหิมะได้ล่ะ” เผ่ยฝูเว่ยถาม
“ข้ากำลังถูกไล่ล่า” ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง ท้องฟ้าด้านนอกจากที่สดใสมืดครึ้มในบันดล เสียงฟ้าร้องคำรามดังไปทั่วอาณาเขต
“ท่าไม่ดีแล้ว รีบกินรีบกลับกันดีกว่า” ข้าบอกทุกคนพลางช่วยคีบอาหารกินกันอย่างมูมมาม
เถ้าแก่หลัวยกจอกเหล้ามาวางไว้ตรงหน้าพวกข้า
“รีบไปไหน ไม่ร่ำสุรากับข้าสักจอกหน่อยหรือ”
“เดี๋ยวข้าจะแวะมาใหม่นะเถ้าแก่หลัว” ข้าเอ่ยพลางส่งสายตาแทนคำขอโทษ
“ไม่เป็นไร ข้าจะรอแล้วกัน ช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ไปอยู่ที่ไหนมา”
“ข้าปลอดภัยดี อาศัยอยู่ที่หุบเขาหิมะกับเสวี่ยหย่งอี้จวิน”ข้าตอบ
ขณะที่ออกจากร้านและกำลังเดินทางกลับหุบเขาหิมะนั้น ปรากฏร่างชายชุดดำจำนวนหนึ่ง
หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก ข้านับดูแล้วมีหกคน พวกเขาชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมกันราวกับมือสังหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี
“เสี่ยวถิง เอากระบี่มาหรือไม่” เซวียนหยาถามพลางชักกระบี่ออกมาจากฝักบ้าง
“ไม่ ข้าไม่มี อี้จวินไม่ได้ให้ข้าไว้”
“มี เจ้ามี อี้จวินให้เจ้าติดตัวมาตลอด แต่เจ้าไม่รู้วิธีใช้ต่างหาก” ชวี่ไท่หยางเอ่ย เขาชี้ไปยังผ้าคลุมสีขาวที่อี้จวินให้ข้ามา
“ไม่มี!” ข้ายังคงยืนกรานสุดขาดใจดิ้น นอกจากผ้าคลุมนี้ อี้จวินไม่ได้ให้อะไร
“เจ้าโง่ ผ้าคลุมที่เขาให้เจ้ามา นั่นแหละ กระบี่!” เผ่ยฝูเว่ยตะโกนออกมาแล้วอย่างสุดจะทน เขาเข้าไปรับดาบต่อสู้กับชายชุดดำที่เหลือ
แล้วข้าต้องทำยังไง!?
ถอดผ้าคลุมออกก่อนล่ะมั้ง ข้าปลดผ้าคลุมขาวออกจากตัว
ทันใดนั้น ฟ้าผ่าลงตรงกลางระหว่างพวกเรากับชายชุดดำ ร่างสูงใหญ่ของคนทั้งห้าตามด้วยเสียงกระบี่กระทบกันเสียงดัง ข้ารู้สึกราวกับตัวลอย ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไป...
เหล่ามารทั้งห้าได้รับการช่วยเหลือจากผู้อาวุโสได้ทันท่วงที โดยเฉพาะคนที่อ่อนแอที่สุด นางสลบไสลคาอ้อมแขนของเสวี่ยหย่งอี้
มันน่าโดนลงโทษสักทีสองทีนัก ข้าคิดผิดหรือคิดถูกที่พานางมาที่ปิงเหอชิวหลิง ในขณะที่ร่างกายยังฟื้นตัวได้ไม่เท่าไหร่ยังออกไปเจอพวกตามไล่ล่าอีก
โชคดีแค่ไหนที่ข้าไปช่วยทัน นับว่าคิดถูกที่มอบผ้าคลุมติดตัวนางไป แล้วนี่ยังคิดจะใช้กระบี่ข้า ทั้งๆที่พลังวิญญาณตัวเองมีไม่เท่าไหร่ สาเหตุที่สลบไสลไปทั้งอย่างนี้ เพราะจ่ายพลังวิญญาณแท้ๆ ไม่เจียมตัวเลย
“อี้จวิน พวกข้าขอโทษที่พาเสี่ยวถิงไปเจออันตราย” เซียงซือเอ่ยขอโทษก้มหน้าสำนึกผิดอย่างจริงใจ
“หากข้าไปไม่ทันคิดหรือไม่ว่าจุดจบจะเป็นเช่นไร แล้วไปทำอะไรถึงที่นั่น” แววตาเยือกเย็นสาดส่องเหล่ามารน้อยที่นั่งไม่ติดพื้น
“พวกข้าแค่อยากไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมเซียนสื่อกวางกวาง ไม่ทันคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” ข้าเอามือเเตะใบหน้างาน สัมผัสร้อนผ่าวกำจายออกมาจากตัวนาง วันนี้คงไม่พ้นเป็นไข้อีกเป็นแน่
“กู่เจียงจวิน เจ้าควรจะอบรมคู่หมายของตนให้ดีหน่อยนะ”
“อย่าได้ถือโทษไปเลยนะเสวี่ยหย่งอี้ พวกเขาไม่รู้เรื่อง” กู่เจียงจวินแก้ตัวให้กับคู่หมาย พร้อมกับกอดปลอบใจ
“แต่จะโทษว่าเป็นความผิดของพวกเราอย่างเดียวไม่ได้ ท่านควรจะให้อาวุธนางไว้ปกป้องตนเอง อย่างน้อยจะได้ไม่เดือดร้อนให้คนอื่นมาปกป้อง” เผ่ยฝูเว่ยมองตาขวางใส่เสวี่ยหย่งอี้อย่างไม่เกรงกลัว
และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้สติอันน้อยนิดของเสวี่ยหย่งอี้ขาดผึง เสวี่ยหย่งอี้วางร่างบางไว้บนตั่งนอน เขาตรงดิ่งเข้าไปบีบคอเผ่ยฝูเว่ย ริมฝีปากพล่อยๆพูดจาไม่เข้าหู มันน่าเย็บติดเข้าด้วยกันเหลือเกิน
“หุบปากของเจ้าไปซะ! นางมีข้าแล้วไม่จำเป็นต้องมีคนอื่นมาปกป้อง คนที่ไม่รู้อะไรอย่างเจ้าคงจะไม่เข้าใจ ข้าคิดว่าเผ่ยอวิ๋นจะสอนลูกได้ดีกว่านี้เสียอีก” เสวี่ยหย่งอี้บีบคอเผ่ยฝูเว่ยเเรงขึ้นจนอีกฝ่ายหน้าซีด
กู่เจียงจวินแตะไหล่เสวี่ยหย่งอี้ให้ใจเย็นลง เขาเพิ่งจะเคยเห็นมารวิหคหิมะผู้เยือกเย็นเคืองโกรธจนเลือดขึ้นหน้าเช่นนี้
เสวี่ยหย่งอี้ยับยั้งอารมณ์โกรธยอมคลายมือผละออก
“ใจเย็นก่อน ผานเยว่ถิงไม่เป็นไรแล้ว” กู่เจียงจวินลูบหลังเสวี่ยหย่งอี้หวังให้เขาใจเย็นลง ก่อนจะเผลอบีบคอเผ่ยฝูเว่ยตายคามือ
“แค่กๆๆ นี่ท่านจะฆ่ากันรึไง อย่ามาดูถูกบิดาข้านะ” เผ่ยฝูเว่ยลูบคอตนเอง เดาว่าตอนนี้บนคอคงมีรอยนิ้วมือประดับอยู่
“บิดาเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก ดังนั้นหุบปากของเจ้าไปซะ แล้วรีบไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากรังแกเด็กเมื่อวานซืน”
“เหอะ!” เผ่ยฝูเว่ยหัวเราะในลำคอ เขาเดินกระทืบเท้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ปากพูดว่าไม่กลัว พอพ้นเป็นอิสระกลับรีบส้าวเท้าหนีอย่างว่องไว
อีกสองคนที่นั่งสงบนิ่งไม่พูดสิ่งใดด้วยความกลัว กลัวในแววตาเสวี่ยหย่งอี้ ทั้งดุดัน เย็นชา
“เซวียนหยาขอโทษ เซวียนหยาไม่ได้ตั้งใจ”
“ข้าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ข้าขออภัยอี้จวิน” ชวี่ไท่หยางคุกเข่าลงก้มหน้าสำนึกผิด เขารู้สึกไม่ต่างจากเซียงซือ
“เรื่องนี้ถือว่าข้ามีส่วนผิด แต่ไหนๆเจ้าก็รู้เรื่องของเสี่ยวถิงแล้ว ข้าไม่อยากให้นางออกนอกเขตแดนหุบเขาหิมะ เพราะข้าจะไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใดและอาจตามไปช่วยนางได้ไม่ทันทุกครั้ง ยังดีที่ครั้งนี้นางเอาผ้าคลุมของข้าไปด้วยจึงหาตัวได้ไม่ยาก ข้อห้ามของข้ามีไม่มาก ขอแค่พวกเจ้าไม่พาเสี่ยวถิงออกจากหุบเขาหิมะก็เพียงพอแล้ว”
“พวกข้าเข้าใจแล้ว ลำบากท่านเสวี่ยหย่งอี้แล้ว” เซียงซือตอบแทนสหายอีกสองคนที่ยังดูขวัญเสียอยู่ไม่น้อย
“ในเมื่อเข้าใจแล้ว พวกเจ้าก็ไปพักก่อนเถอะ ข้าจะดูแลเสี่ยวถิงเอง”
“เพคะ” เซียงซือพาเซวียนหยาและชวี่ไท่หยางออกจากห้องไป เหลือเพียงแต่เสวี่ยหย่งอี้กับกู่เจียงจวิน
“ทำไมท่านถึงได้โมโหโกรธานัก นางสำคัญกับท่านมากปานนั้นเทียวรึอี้จวิน”
“หวังเยี่ยนฝาก ฝังนางไว้กับข้า หากนางเป็นอะไรไปข้าจะสู้หน้าหวังเยี่ยนได้หรือ” เสวี่ยหย่งอี้เดินตรงไปยังตั่งนอนเกลี่ยปอยผมปรกหน้าหญิงสาวออก
“ท่านรู้สึกอย่างไรกับนางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ สุดท้ายแล้วเจ้าอาจไม่ได้อะไรกลับมาเลย การหลงรักสตรีที่มีคนในใจอยู่แล้ว มันคือความสูญเปล่า”
“นางเจ็บปวดมามาก ไม่ว่านางจะลืมเขาได้หรือไม่ ข้ารับปากหวังเยี่ยนมาแล้ว ข้าจะเป็นคนปกป้องนางเอง แม้ว่าหัวใจของนางจะอยู่กับชายผู้นั้นอยู่ก็ตาม” กู่เจียงจวินเข้าใจความหมายที่เสวี่ยหย่งอี้บอก เขาปล่อยให้คนสองคนอยู่ด้วยกัน เสวี่ยหย่งอี้คงอยากรักษานางใจจะขาดแล้ว
ข้าจะรักษาสัญญาของหวังเยี่ยน ไม่ให้ใครมาทำร้ายนางได้ สัญญาด้วยจิตวิญญาณ พลังวิญญาณนางเสียไปเท่าใด ข้าจะคืนให้สองเท่า แต่คงต้องมีค่าจ่ายพลังวิญญาณเล็กน้อยอาจเป็นการลงโทษนางที่พาตัวเองไปเสี่ยงตาย
ข้าจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากมน ผานเยว่ถิงดื้อรั้นมากอย่างที่หวังเยี่ยนกล่าวเตือนไว้จริงๆ…
[1] ญาติผู้น้อง
[2] เชอรี่
[3] แปลว่า เซียนตายเรียบ