“แม่นัดช่างมาตัดอาภรณ์ยามอุ้ย เจ้าอยากได้แบบใดให้บอกแก่พวกเขา” เสียงมารดาเอ่ยแก่บุตรสาวอย่างใส่ใจ
“ท่านแม่ พี่หญิงใหญ่นางจะเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยหรือไม่เจ้าคะ” เสียงเล็กของจางซืออ้ายคุณหนูรองเอ่ยถามมารดาของตนเองอย่างสงสัย เนื่องด้วยงานเลี้ยงครั้งนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับคณะเหล่าแม่ทัพผู้กล้าที่ชนะศึกที่หัวเมืองทางเหนือ ซึ่งผู้นำทัพก็เป็นบิดาของนางเอง
“นางคงป่วย ไม่อาจจะเข้าร่วมงานเลี้ยง”
“จะไม่มีปัญหาหรือเจ้าคะท่านแม่ ทางท่านพ่อเล่า ท่านพ่อคงอยากให้นางเข้าร่วม” จางซืออ้ายยังถามต่อ นางเองก็มิปรารถนาที่จะให้ผู้เป็นพี่สาวออกไปพบเจอผู้คนมากนัก ระหว่างพวกนางมิมีความใกล้ชิดสนิทสนมเฉกเช่นผู้เป็นพี่น้อง จางเย่วเล่อแม้จะป่วยจนใบหน้าอาจจะซีดเซียวไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ลดทอนความงามลงได้
จางซืออ้ายเองก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายดึงดูดความสนใจจากผู้คนไป แม้อีกฝ่ายจะเป็นพี่สาวของนางเองก็ตามที
“เชื่อแม่สิ จะไม่มีปัญหาใดตามมาหรอก แต่ไหนแต่ไรท่านพ่อเจ้าก็มิได้สนิทสนมกับนางนัก แล้วพี่สาวเจ้านางไม่ออกงานเลี้ยงมากี่งาน แม้งานเลี้ยงนี้จะจัดขึ้นมาในวังหลวง แต่เรื่องที่นางป่วยไข้คือเรื่องจริง ปัญหาย่อมไม่เกิดกับตระกูลจางหรอก”
ผู้คนในเรือนมิได้รู้ตัวเลยว่าถ้อยคำที่พวกเขาเอื้อนเอ่ยนั้นหญิงสาวผู้ที่ถูกกล่าวถึงล้วนได้ยินมันทั้งสิ้น
“หึ” ใบหน้างาม ไม่มีร่องรอยของความเสียใจหรือน้อยใจแม้เพียงนิด มีเพียงมุมปากที่แค่นยิ้มออกมาราวกับเยาะหยันทุกสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ปัญหาจะไม่เกิดกับพวกเขาตามที่จางฮูหยินพูด
แน่สิจะไม่เกิดกับตระกูลจาง แต่อาจจะเกิดกับนางต่างหากเล่า
จางเย่วเล่อคือตัวนาง ผู้เป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจาง ผู้ซึ่งทำตัวจืดจางให้สมกับที่คนในตระกูลมอบให้ แม้ว่า ครานี้อยากจะจืดจางอีกครา
แต่ก็ไม่อาจจะทำตามที่พวกนางต้องการได้แล้วกระมัง ตัวนางเองก็มีจุดประสงค์เล็ก ๆ ที่อยากเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ จึงมิอาจปล่อยให้ผ่านไปโดยใช้อาการป่วยมาเป็นเหตุผลเฉกเช่นทุกครั้ง
ชื่อเสียงของนางที่ผ่านมามักจะไม่มีเรื่องใดที่ส่งผลตามมาร้ายแรง มีเพียงอาการป่วยที่ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง การเรียนของสตรีที่ควรร่ำเรียนให้เชี่ยวชาญกลับไม่อาจจะทำได้มากพอ
แต่นางจะไม่แบกรับข้อหาไม่กตัญญูแก่บุพการีที่อาจจะตามมาในภายหลัง หากนางไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงสำคัญของครอบครัว แม้ว่าจะคาดเดาไปในทางแง่ร้ายไว้ก่อนก็เพื่อปกป้องตัวเอง
จางเย่วเล่อ นางป่วย แต่ป่วยไม่ถึงกับขนาดที่จะไปไหนไม่ได้ดังที่คนข้างนอกเข้าใจ
ไปงานเลี้ยงครั้งแรก ครานี้ถือโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตา ชมงิ้วเพิ่มความสำราญใจให้ตัวเองดีกว่า
จางเย่วเล่อเดินผ่านเรือนนั้นไปเพื่อไปพบบิดาที่เรือนหลัก บิดาที่แม้จะไม่ได้มีความสนิทสนมมากนัก
บิดาผู้นี้แม้จะห่างเหิน แต่นางก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของเขาคนนึง หากจะเข้าหาบิดาบ้างถึงจะมีจุดประสงค์ก็ตามก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดนี่
นางยืนรออยู่หน้าห้องทำงานของบิดารอให้บ่าวรับใช้รายงานการมาขอพบของนาง รออยู่ไม่ถึงหนึ่งจิบชา บิดาก็อนุญาตให้นางเข้าพบได้
“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ”
“มานั่งเถอะ ร่างกายเจ้ายังไม่หายดีนัก มีเรื่องใดถึงมาหาข้าที่เรือน” แม่ทัพจางมองบุตรสาวที่มีหน้าตาราวกับถอดแบบมาจากภรรยาเก่า ใบหน้านี้ทำให้เขาไม่อาจจะมองนานไปกว่านี้เพราะพาลนึกไปถึงมารดาของนาง
“ท่านพ่อ ข้าหายดีแล้ว งานเลี้ยงต้อนรับที่จะถึงนี้ ข้าเข้าร่วมได้หรือไม่เจ้าคะ” จางเย่วเล่อเอ่ยถึงจุดประสงค์ของตนเองออกไป ดวงตากลมไม่ละสายตาจากใบหน้าผู้เป็นพ่อที่มักจะฉายความเสียใจเมื่อมองใบหน้าของนางเสมอ
เย่วเล่อเฝ้ารอคำตอบของอีกฝ่าย
“หากร่างกายเจ้าไหว ข้าก็ไม่ห้าม”
“ข้าจะเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้เจ้าค่ะ”
“ตามใจเจ้า”
“ขอบคุณท่านพ่อ ข้าขอตัวกลับเรือนก่อนเจ้าค่ะ” จางเย่วเล่อไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยกับผู้เป็นบิดาอีก จึงขอตัวกลับเรือนตนเองไป
หากยังนั่งอยู่ต่อก็จะพาให้อึดอัดใจกันไปเสียเปล่า นางเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกับบิดาผู้นี้มานับตั้งแต่สูญเสียมารดา เพราะอยู่ในการดูแลของท่านย่ามานับแต่นั้น
หากนางนั่งอยู่ต่อ คงได้เห็นสีหน้าเจ็บปวดที่เผลอแสดงออกมาจากใบหน้าบิดาที่ยามมองหน้านาง
นางยังเป็นเงาของมารดาที่คอยหลอกหลอนให้บิดารู้สึกผิดอยู่เสมอมา ยามได้กลับมายังจวน
เมื่อเรือนของจางฮูหยินรู้ข่าวว่าครั้งนี้จางเย่วเล่อจะเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย จางฮูหยินก็ไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจออกไป
ในฐานะมารดาเลี้ยงจึงได้สั่งให้ช่างตัดอาภรณ์เข้ามาเพื่อให้ลูกเลี้ยงได้เลือกผ้าเพื่อตัดเป็นชุดเพื่อสวมใส่ไปงานเลี้ยงที่จะถึง ทุกอย่างที่ควรทำล้วนไม่มีขาดตกบกพร่อง
แต่ก็ทำให้คิ้วกระตุกขึ้นมา เมื่อฝั่งของเย่วเล่อแสดงออกมา
“คุณหนูใหญ่ให้ข้ามาแจ้งแก่ฮูหยินใหญ่ว่ามิต้องตามช่างมาตัดชุดให้ นางมีชุดที่จะสวมใส่อยู่แล้ว ไม่ทำให้ตระกูลจางขายหน้าแน่นอน คุณหนูใหญ่บอกว่าขอบคุณในน้ำใจของฮูหยินมากเจ้าค่ะ”
“อืม เจ้าไปเถอะ” จางฮูหยินไล่สาวใช้ประจำตัวของจางเย่วเล่อออกไป
“ฮูหยิน หากคุณหนูใหญ่ไปงานเลี้ยง หากองค์ชายองค์ใดต้องตานาง”
“ต้องตาแล้วอย่างไร พวกเขาล้วนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์เป็นหลักทั้งนั้น” จางฮูหยินมิได้ใส่ใจสักนิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นที่สาวใช้ในเรือนเอ่ยขึ้น
เมื่อถึงวันงานเลี้ยง
จางเย่วเล่อมิได้แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่สวยงามไปกว่าจางซืออ้าย แต่ก็มิได้ด้อยค่าตนเองลงเมื่อผู้คนมองมา
นางเลือกแต่งด้วยชุดสีฟ้าอ่อนออกไปทางหม่น ไม่ได้ดูสดใสสมวัยเท่ากับจางซืออ้าย ที่นางเลือกชุดนี้ก็เพื่อให้ไม่เป็นที่น่าสนใจแก่ผู้คนในงานเลี้ยง ใบหน้ายังคงรักษาความซีดเซียวไว้เฉกเช่นเดิม เพียงแต้มชาดลงบนริมฝีปากเพียงนิด
แม้นางจะมาก่อนเวลาที่นัดหมาย แต่ทุกคนในครอบครัวยามนี้ล้วนยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเดินไปถึงบริเวณจุดนัดพบรวมตัว จางเย่วเล่อแม้จะมาไม่สาย แต่นางยังคงรักษามารยาทเอ่ยขออภัยแก่การรอนาง
“เย่วเล่อคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ ขออภัยที่ทำให้ทุกคนต้องรอข้าเจ้าค่ะ” ร่างบอบบางย่อกายคารวะบุคคลสำคัญในตระกูลจางซึ่งคือบิดาและมารดาเลี้ยงของนาง
“มาพร้อมกันแล้วก็ออกเดินทางกันได้แล้ว” บิดาพยักหน้ารับ ไม่ได้ติดใจเพราะบุตรสาวคนโตไม่ได้ทำให้เสียเวลา พวกเขาเพียงมาก่อนเวลาเอง
มารดาเลี้ยงมองสำรวจการแต่งกายของนางอย่างถี่ถ้วน สายตาแหลมคมเมื่อสำรวจจนพอใจจึงละสายตาออกไป
จางเย่วเล่อได้นั่งรถม้ามากับจางซืออ้ายน้องสาวที่แต่งกายงดงามเพื่องานเลี้ยงในคืนนี้ ส่วนบิดาผู้เป็นแม่ทัพขี่ม้าไปนำรำม้าตามนิสัยที่ไม่ชอบนั่งอุดอู้อยู่ในที่แคบ มารดาเลี้ยงนั่งไปกับน้องชายของนาง
ภายในรถม้า
จางเย่วเล่อนั่งจมอยู่กับความคิดของตนเอง ไม่ได้เอ่ยสนทนากับผู้เป็นน้องสาวแต่อย่างใด ด้วยเพราะไม่ได้สนิทสนมกันและนางก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากสนิทสนม ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ปล่อยเวลาผ่านมาเนิ่นนานเช่นนี้ และอีกฝ่ายเองก็คงจะคิดไม่ต่างกับนาง
นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับจางเย่วเล่อ
แต่เหมือนว่าความเงียบที่จางเย่วเล่อชื่นชอบจะอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อน้องสาวของนางเลือกเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“พี่หญิงใหญ่ ท่านพึ่งจะเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงครั้งแรกจะทำสิ่งใดล้วนต้องคิดต้องไตร่ตรองให้ดีนะเจ้าคะ งานเลี้ยงครั้งนี้เต็มไปด้วยราชวงศ์และคนจากตระกูลใหญ่” จางซืออ้ายอดที่จะเอ่ยออกไปไม่ได้ งานเลี้ยงครั้งนี้สำคัญกับนางไม่อาจจะให้ผู้เป็นพี่สาวทำเรื่องผิดพลาดเพียงเพราะไม่เคยเข้าร่วมได้
จางเย่วเล่อมองคนตรงหน้านางนิ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยเสียงเรียบ
ครอบครัวสุขสันต์
“อย่าได้กังวล พี่หญิงใหญ่ไม่ทำให้เจ้าขายหน้า” ใบหน้าจางเย่วเล่อไม่ได้แสดงอารมณ์ไม่พอใจใดออกไป มีเพียงแววตาที่ไม่เรียบเรื่อยเช่นเดิม
คำพูดที่จางเย่วเล่อเอ่ยออกมา หากจะแปลให้ตรงตัวคือเจ้าอย่ามาใส่ใจเรื่องจะของข้า ใส่ใจเรื่องของตนเองไปเถอะ อย่าได้มาวุ่นวายกับข้า
“พี่หญิงใหญ่ว่าเช่นนั้นข้าก็เบาใจ” จางซืออ้ายเข้าใจในความหมายของพี่สาว ใบหน้าหวานเผยความรู้สึกอย่างคนโดนขัดใจ อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่อีกฝ่ายแสดงออกมาชัดเจนว่าไม่ต้องการพูดคุยอีก นางจึงได้นิ่งเงียบไป
ทางด้านของจางเย่วเล่อไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะกล่าวสิ่งใดต่อ นางนั่งอยู่กับตนเองและคิดไปถึงงานเลี้ยงที่กำลังจะไป
เมื่อรถม้าจอดบริเวณที่ต้องเข้างานเลี้ยง
เรียกได้ว่าเวลาของม่านการแสดงกำลังจะเปิด เริ่มต้นขึ้นในงานเลี้ยง
จางเย่วเล่อก้าวลงจากรถม้าไปก่อน โดยมีสาวใช้ประจำตัวของตนเองรอรับอยู่ นางยืนมือให้สาวใช้ประคองลงจากรถม้าอย่างสวยงาม
ผู้คนโดยรอบที่กำลังจะเข้างานเลี้ยงล้วนให้ความสนใจ ตั้งแต่รถม้าประจำตระกูลจางจอดลงที่หน้าพระราชวัง
เมื่อผู้ที่ลงจากรถม้าเป็นท่านแม่ทัพที่พึ่งสร้างชื่อเสียงเพราะชนะการรบกับจางฮูหยินและเด็กชายลงมา
ตามมาติดๆ เป็นคุณหนูที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แม้ผิวพรรณจะดูซีดเซียว แต่ใบหน้าก็ฉายความงามออกมา
“นั่นคุณหนูใหญ่ตระกูลจางหรือ”
“คุณหนูใหญ่ตระกูลจางไม่ใช่ว่าล้มป่วยหรอกหรือ”
“ล้มป่วยอันใดกัน นางอาจจะแค่เพียงร่างกายอ่อนแอ นางจะไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับสำคัญได้อย่างไร”
เสียงรอบๆ ดังขึ้นพอให้คนที่ถูกเอ่ยถึงพอจะได้ยิน จางเย่วเล่อมีรอยยิ้มบนใบหน้าแตะแต้มเล็กน้อย
เมื่อถึงคราวจางซืออ้ายลงจากรถม้าลง ทำให้เสียงที่ก่อนหน้านี้เอ่ยถึงจางเบ่วเล่อเงียบลง ผู้คนให้ความสนใจกับคุณหนูผู้งดงามที่แต่งกายมาอย่างอ่อนหวานสวยงาม ชวนให้ทะนุถนอม
จางซืออ้าย ยิ้มอ่อนหวาน ก้าวลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้า มือบอบบางที่ให้สาวใช้คอยประคองล้วนแสดงท่าทีงดงาม ยามก้าวเดินเชื่องช้าไม่เร่งรีบ ก่อนจะเดินมารวมกันที่คนในครอบครัวรออยู่
“ข้านึกว่าข้าต้องรอพี่หญิงรองไปจนงานเลี้ยงใกล้เลิก ถึงจะได้เข้าไปในงานเสียอีก” เป็นเสียงจากจางห่าวซวนเด็กชายผู้เป็นทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลจางเอ่ยออกมาไม่ดังนัก ก่อนจะได้รับสายตาดุจากมารดาของตน และแววตาไม่ชอบใจเล็กน้อยจากพี่สาว แต่เด็กชายไม่ทุกข์ร้อนไม่สนใจ
จางเย่วเล่อยิ้มมุมปากน้อยๆ อย่างสนุก น้องชายผู้นี้ยังคงน่าสนใจเสมอ น้องชายที่มักเอ่ยขัดใจพี่สาวของเขา จางห่าวซวนเป็นเด็กที่มีสติปัญญาฉลาด รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร
สำหรับจางเย่วเล่อน้องชายคนนี้ นิสัยดีกว่าน้องสาวมากนัก แต่นางก็มิได้เข้าไปทำตัวเป็นพี่สาวที่แสนดีของอีกฝ่าย แม้เขาจะน่าสนใจ แต่นางไม่ชอบการเป็นรองใคร
นางมิใช่พี่สาวที่มีสายเลือดใกล้ชิดที่สุดของเขา อย่างไรนางก็พ่ายแพ้จางซืออ้าย นางมิคิดเข้าไปแข่งขัน
เมื่อม่านการแสดงถูกเปิดออก
ทุกคนล้วนแต่สวมใส่หน้ากากที่ต้องการให้ผู้คนภายนอกเห็น
แต่ต้องดูกันว่าผู้ใดจะเข้าถึงบทบาทและหลอกตาผู้ชมได้กว่ากัน