ณ ลานกว้างของวัดต่างจังหวัดจังหวัดหนึ่ง มีผู้คนคลาคล่ำที่มาร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับคุณพงศกร ฉัตรชญา
“ฮึก ฮึก ฮือออ..”
พาไล ฉัตรชญาหรือพาย อายุสิบห้าปี ลูกสาวคนเดียวของคุณพงศกร เธอยืนกอดรูปผู้เป็นบิดาพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนแทบจะขาดใจ เพราะเสียเสาหลักและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคือบิดาอันเป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
“พ่อเค้าไปสบายแล้วนะพาย จากนี้ไปอาจะเป็นคนดูแลหนูแทนพ่อหนูเอง”
พรปวีณ์ ฉัตรชญาหรือแพง อายุสามสิบสองปี อาสาวของเธอกอดไหล่เล็กปลอบประโลมและพูดปลอบโยนพาไลเบาๆ ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาจากปากผู้เป็นหลานสาว คงมีก็แต่เสียงสะอื้นไห้และอาการสั่นไหวของไหล่เล็กเบาๆ จากเธออยู่เป็นระยะๆ
“ถ้าพี่อยู่ต่อไปไม่ไหว ไม่สามารถอยู่ดูแลลูกต่อไปได้จนตลอดรอดฝั่ง พี่ฝากดูแลยัยพายด้วยนะ เอ็นดูหลานด้วยนะแพง พี่ฝากดวงใจของพี่ด้วย”
คุณพงศกรพูดสั่งเสียน้องสาวคนเดียวอย่างกระท่อนกระแท่น เมื่อครั้งที่เขายังพอมีสติรับรู้และพูดจาได้ พรปวีณ์ยังจำคำสั่งเสียก่อนจากไปของผู้เป็นพี่ชายอันเป็นที่รักและเคารพได้ดี
เธออายุห่างกันกับพี่ชายมากเกินกว่ารอบ พรปวีณ์และพงศกรเป็นพี่น้องที่รักกันมาก แต่หลายปีหลังมานี้พรปวีณ์แยกตัวจากพี่ชายไปใช้ชีวิตทั้งเรียนและทำงานอยู่ที่กรุงเทพ พงศกรจึงอยู่กับพาไลเพียงสองคนพ่อลูก เพราะภรรยาของเขาจากไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อหลายปีก่อน เขาจึงดูแลเลี้ยงดูพาไลคนเดียวเรื่อยมา พรปวีณ์รักหลานสาวมาก ตลอดเวลาที่อยู่กรุงเทพเธอจะคอยโทร.หาถามสารทุกข์สุขดิบและส่งข้าวของมาให้พาไลอยู่เป็นประจำ
“ฮือ..พ่อฮึก!..พ่อจ๋า กลับมาหาพายก่อน กลับมาอยู่กับพายฮือ ถ้าพ่อไปต่อจากนี้พายจะอยู่กับใคร ฮึก..ฮือออ”
เสียงพระสวดดังกังวานไปทั่วบริเวณวัดและมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกจากเมรุเผาศพ พรปวีณ์ไม่พูดอะไร เธอเองก็ยืนมองกลุ่มควันที่ลอยอยู่บนฟ้าน้ำตาไหลพรากเศร้าเสียใจอยู่ไม่น้อย เธอกอดบ่าหลานสาวบีบกระชับเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน
จากที่ผู้คนคลาคล่ำอยู่มากมายก็เริ่มบางตา เพราะเมื่อพิธีเผาศพเสร็จเรียบร้อย ผู้คนก็ต่างทยอยแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่สองอาหลานยังคงยืนกอดกันมองกลุ่มควันนิ่งไม่ขยับไปไหน ไม่นานคณินที่จัดการเรื่องต่างๆ บนศาลาวัดเสร็จ ก็เดินตรงมาที่เธอสองคนยืนอยู่
คณิน ศาสตราหรือคิน อายุสามสิบสองปี เขาคือสามีของพรปวีณ์
“แพง..พาหลานกลับบ้านกันเถอะ”
พรปวีณ์หันไปมองตามเสียงเรียกของคณิน เธอไม่ได้ตอบแต่พยักหน้ารับรู้
“กลับบ้านกันนะพาย เดี๋ยวเราต้องไปเก็บข้าวเก็บของอีก”
เธอบอกผู้เป็นหลานสาวและรั้งไหล่เล็กเบาๆ ให้เธอหันเดินตามมา ทั้งสามขึ้นรถและขับมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านของคุณพงศกร
คณินขับรถเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึงบ้านคุณพงศกร เมื่อรถจอดสนิททุกคนลงจากรถ
“เดี๋ยวคุณขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนนะคะ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับยัยพายหน่อย”
“อืม”
คณินรับคำแล้วเดินขึ้นชั้นบนไป
“ปะ..ยัยพาย อามีเรื่องอยากคุยกับเรา”
พูดจบเธอก็โอบไหล่เล็กประคองพาไลพากันเดินไปที่ห้องโถงรับแขก พาไลเดินตามแรงโอบรั้งของผู้เป็นอาไปอย่างเหม่อลอยเหมือนคนไร้ชีวิตจิตใจ และยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา เพราะความรู้สึกของเธอในตอนนี้มันทั้งเคว้งคว้างและว้าวุ่นใจเมื่อไร้คนที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ
‘จากนี้ไป คงต้องเหลือตัวคนเดียวจริงๆ แล้วสินะ'
เธอคิดว้าเหว่อยู่ในใจ
เมื่อทั้งสองเข้ามานั่งลงแล้ว พรปวีณ์ก็เอ่ยขึ้นกับเธอทันที
“พายจ๊ะ เดี๋ยวหนูต้องเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวย้ายไปอยู่กรุงเทพกับอานะ”
ได้ยินดังนั้น พาไลอึ้งไปนิด ก่อนจะเอ่ยปากถามผู้เป็นอา
“พายไม่ไปไม่ได้เหรอคะอาแพง พายไม่อยากไปจากที่นี่ไม่อยากไปจากบ้านหลังนี้ บ้านที่เคยอยู่กับพ่อแม่ของพาย ฮึก!”
เธอตอบผู้เป็นอาพลางสะอึกสะอื้น
“ไม่ได้จ้ะ เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวอยู่ตามลำพังมันอันตรายนะ..ไปอยู่กับอาที่กรุงเทพ อากับอาคินจะส่งหนูเรียนต่อเอง”
“แล้วบ้านหลังนี้ละคะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ปิดล็อกเอาไว้ แล้วนานๆ กลับมาเยี่ยมทีก็ได้”
“ฮึก..ฮือ..อาแพง!”
พาไลปล่อยโฮพร้อมโผเข้ากอดผู้เป็นอาสาวแน่นอย่างคนเสียขวัญ พรปวีณ์โอบกอดเธอไว้ลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจหลานสาว
“ไม่ร้องนะคนดีของอา พ่อเค้าไปสบายแล้ว ไม่ต้องเจ็บต้องปวดอีก พายต้องเข้มแข็งพ่อหนูจะคอยมองและให้กำลังใจหนูอยู่บนฟ้าอาเชื่ออย่างนั้น”
คุณพงศกรประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จากไปด้วยวัยเพียงห้าสิบปี เขาไม่ได้เสียชีวิตในทันที แต่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณสองอาทิตย์แล้วเขาก็จากไป
“ต่อจากนี้ไป พายไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะ พายยังมีอากับอาคินนะที่จะคอยดูแลหนู”
พาไลได้ยินชื่อของคณิน เธอก็รู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย ด้วยเพราะสามปีก่อนอาสาวกลับมาเยี่ยมบ้านและเคยพาคนรักมาแนะนำกับคุณพงศกรและพาไล เขาคนนั้นไม่ใช่อาคินคนนี้
แต่พาไลที่ยังอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจเกินกว่าที่เธอจะอยากพูดอยากถามอะไรออกมาตอนนี้ อีกอย่างเธอก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเธอที่จะไปยุ่งเรื่องของอาสาว
“ปะ..ขึ้นไปอาบน้ำนะ พายต้องพักผ่อนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ให้อาคินพาไปที่วัดไปเก็บเถ้ากระดูกของพ่อหนูกันนะ”
พรปวีณ์เช็ดน้ำตาให้หลานสาวอย่างอ่อนโยนแล้วจับไหล่เล็กประคองให้ลุกขึ้นยืนแล้วพากันขึ้นบันไดไปชั้นบน
-----
เช้าวันต่อมา(วัด)
ทั้งสามพากันมาที่วัดเพื่อมาทำพิธีเก็บเถ้ากระดูกของคุณพงศกร พาไลบอกกับพรปวีณ์ว่า ต้องการจะนำกระดูกของพ่อไปไว้ใกล้ๆ กันกับแม่ของเธอ และเมื่อจัดการเรื่องจากวัดเสร็จแล้ว ทุกคนก็พากันกลับมาบ้านเพื่อมาเก็บเคลียร์ข้าวของภายในบ้านเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพเพราะคณินต้องรีบกลับไปทำงาน
“พายจ๊ะ หนูเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย ถ้ามีอะไรต้องเก็บต้องเคลียร์เพิ่มอีกก็ไปจัดการให้เรียบร้อยนะ เดี๋ยวเราจะกลับกรุงเทพกันเย็นนี้เลย”
“ค่ะอา”
พาไลรับคำอย่างเศร้าสร้อย แล้วก็เดินขึ้นชั้นบนไป เพื่อเก็บและสำรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งตามที่ผู้เป็นอาบอก
-----
ตอนเย็นของวันนั้น
พาไลยืนมองบ้านที่เธอเคยอยู่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เกิดอย่างใจหายเมื่อคิดว่าจะต้องไปไกลจากบ้านหลังนี้น้ำตารื้นคลอคลองไหลอาบสองข้างแก้ม
“ขึ้นรถเถอะพาย เดี๋ยวไว้อากับอาคินจะคอยพามาเยี่ยมบ้านนะ”
แล้วทั้งหมดก็ขึ้นรถมุ่งหน้าตรงเข้าสู่กรุงเทพ
**********