ผ่านการหลับใหลชั่วคืน บัดนี้จึงเข้าสู่เช้าวันใหม่ของวันที่สองแล้วที่มาอาศัยพักพิงที่นี่ พริบตาเมื่อสติแจ่มใสพลันความทรงจำบางอย่างวกเข้ามา ดวงตาหวานซึ้งของนางจึงเบิกกว้างขึ้นเพราะกำลังแตกตื่น
" มันไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นใช่หรือไม่ "
กล่าวพึมพำกับตนเองเพียงลำพังในห้อง มือก็พยายามสำรวจว่าผิดปรกติที่ใด เพียงแต่หน้าขาของนางรู้สึกแปลก ๆ นี่ไม่ใช่ว่า " ... "
กล่าวอันใดไม่ออกจริง ๆ เขาถึงกับช่วยตัวเองแล้วรินรดเอาไว้บนหน้าขาของนาง !
...ฮึ่ย เจ้าเด็กหน้าหนา !!!!
โมโหไปก็เท่านั้น เพราะบัดนี้ซือเซียนนางอยู่ในห้องของตนเองผู้เดียว ไม่มีใครให้ระบายความหงุดหงิด ดังนั้นจึงลุกขึ้นมาแล้วเดินไปยังห้องอาบน้ำ
เมื่อวานจำได้ว่าน้ำเหลือเพียงค่อนถังใหญ่เพียงเท่านั้น แต่บัดนี้กลับเต็มจนปริ่ม และไม่ได้มีแค่ถังเดียวแต่กลับเต็มทั้งสองถัง
น้ำโอ่งในครัวสำหรับล้างจาน ทำอาหารก็เต็มเช่นกัน
เป็นฝีมือเขา ?
นางโคลงศีรษะกับตนเอง ไม่น่าใช่ อีกทั้งในความรู้สึกที่จับสัมผัสได้มีผู้อื่นป้วนเปี้ยนไปมา โดยเฉพาะบ้านของเจ้าเด็กอู๋หมิง เข้าออก ไป ๆ มา ๆ มากกว่าสิบ เขาเป็นใครกันนะ
หญิงสาววางเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ชั่วคราว เพราะคิดว่าไม่นานตนเองก็จะจากไปแล้ว ไม่ได้ใส่ใจการกระทำของเจ้าหนุ่มน้อยเท่าใด ถ้าเกิดเก็บการกระทำที่คลุมเครือของเขามาใส่ใจ ตัวนางก็คงละอายต่ออายุวิญญาณสี่สิบกว่าปีในสองชาติภพแล้ว
หลังจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย จึงได้นำไก่แดดเดียวมาปรุงเป็นน้ำซุปไก่ตามมีตามเกิด มีทั้งแกง และไก่แดดเดียวย่าง กลิ่นหอมอบอวลกรุ่นกลิ่นกำจายไปทั่วทั้งครัว
องครักษ์หนุ่มนอนเอนบนต้นไม้ใหญ่ข้างครัว รู้สึกราวกับกำลังถูกว่าที่นายหญิงทรมานอยู่ จินตนาการรสชาติไม่ออกแต่กลิ่นที่สูดดมเข้าไปช่างน่าลิ้มลองนัก
หิว....
เสียงจากด้านล่างกล่าวขึ้นว่า " เอาไปกิน "
กึก...
หย่งสือหยุดชะงักความคิด เพียงมองลงไปด้านล่างจึงได้สบเข้ากับเจ้าของเรือนเข้าอย่างจัง
" ... "
นี่เขาไม่เนียนตรงไหนกัน ?
ไม่ส่งเสียง นอนเงียบกริบ แม้กระทั่งนั่งจ้องหน้ากับเจ้างูเขียวเขาก็ทำ ท่านเก่งถึงเพียงนี้...ข้าก็ทำตามรับสั่งนายท่านไม่ได้สิขอรับ
รองหัวหน้าหย่งสือมองสบกับว่าที่นายหญิงที่เงยขึ้นมา เขาเกรงจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นมา ดังนั้นจึงได้เคลื่อนกายลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น
มองคนที่เอาแต่ยืนก้มหน้า ซือเซียนจึงไม่ได้คิดจะถามอะไรเขาออกไป นางเพียงเดินเข้าไปในห้องอาหารของบ้านตนเอง ปล่อยให้เขายืนงงอย่างทำตัวไม่ถูก
แต่ในเมื่อเจ้าของเรือนอุตส่าห์มีน้ำใจ เจ้าตัวเลยคว้าชามข้าวพูน ๆ ถูกโปะไว้ด้วยไก่แดดเดียวหมักย่างหอม ๆ แล้วเคลื่อนกายไปนั่งจ้องเจ้างูเขียวบนต้นไม้ต่อ
อื้มมม...อร่อยมาก !
..เพียงเข้าปากคำแรก ถึงกับเรียกน้ำย่อยให้ร้องโครกครากกันเลยทีเดียว วันนี้เป็นวันที่โชคดียิ่งนักได้กินของอร่อย แต่ไก่นี่เป็นว่าที่นายหญิงเป็นคนล่ามา เขาจะรบกวนนางได้ยังไง
ต้องไปหามาทดแทน...
ว่าแต่สักหลายตัวน่าจะดี เพราะอยู่ได้หลายวัน ?
หลังกินข้าวเช้าเสร็จจึงหยิบมีดสั้นเหน็บเอว และบริเวณสายรัดที่ขาทั้งสองข้าง มันคือความเคยชินที่อย่างไรก็จะต้องระมัดระวังตัวเอง ถึงจะพอมีฝีมือ..
แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า...
ดูอย่างเจ้าเด็กอู๋หมิงสิเขาอายุน้อยกว่านางตั้งเท่าใด แต่กลับกลายเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งจนนางไม่สามารถต่อกรได้โดยง่าย
ในเมื่อเจ้าตัวไม่ได้มีท่าทีคิดร้าย นางก็จะรับน้ำใจของเขาเอาไว้ก็แล้วกัน แต่อย่างไรก็ต้องพกสิ่งป้องกันตัว
มองผิวเผินก็ไม่ต่างจากยุคเจ็ดศูนย์ในชาติก่อน ผู้คนชนบทส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกตรกรรม สาย ๆ จึงไม่เห็นผู้คนในหมู่บ้านมากเท่าใด นั่นเพราะพวกเขาต่างเดินทางไปดูแลไร่นากันหมด เหลือเพียงลูกเล็กเด็กแดงที่ยังพอมีให้เห็นวิ่งเล่นกันอยู่
เรือนส่วนใหญ่สร้างจากไม้ที่ตัดได้จากในป่า มันไม่ได้ถูกขัดเงาหรือเคลือบเอาไว้ จึงได้เห็นว่าบางส่วนก็ผุพัง บางส่วนก็ถูกตัดมาใหม่เพื่อซ่อมตามมีตามเกิด
นี่ก็เข้าเดือนห้าของปี ด้วยความสงสัยว่าชาวบ้านมีวิธีปลูกข้าวอย่างไร ร่างอรชรในชุดกระฉับกระเฉงสีน้ำเงินเข้มจึงได้เดินออกสู่ทุ่งนา ที่บัดนี้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรกันเลย นอกจากใช้จอบขุดดินตมขึ้นมาแล้วขยี้เพื่อให้ดินนุ่มขึ้น
เขาไม่ไถนากันหรือ ?
ไม่ได้ปล่อยให้ตนเองสงสัยนนาน จึงเดินเข้าไปหาชาวนากลุ่มหนึ่ง น่าจะมาช่วยกันเป็นครอบครัว " ทำอันใดกันอยู่หรือเจ้าคะ "
เพราะเห็นเอาจอบเสียมมาขุดดินเอาเป็นเอาตายเช่นนั้น นี่พากันปลูกข้าว หรือปลูกไม้ยืนต้น..
" เจ้าเป็นญาติที่เพิ่งย้ายมาของบ้านหลังนั้นงั้นสิ "
ซือเซียนหันไปยังผู้กล่าว ก็พบเจอกับหญิงสาวนางหนึ่ง ในมือกำลังถือตะกร้า ที่ด้านในน่าจะเป็นอาหารสำหรับมื้อเช้า
" ใช่เจ้าค่ะ กำลังจะทานอาหารกันอยู่หรือเจ้าคะ "
นางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย คิดในใจว่าเข้ามาผิดเวลายิ่ง นั่นเพราะลืมไปว่าผู้คนในเขตชนบทส่วนใหญ่กินข้าวกันตอนสาย และตอนเย็น
เพราะว่าผู้อื่นเขากำลังจะกินข้าวกัน เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนเช่นนั้น ก็พอที่จะเข้าใจว่านางกำลังคิดอันใดอยู่
แต่ครอบครัวนางหาได้ถือสาเรื่องเท่านี้ไม่ เพราะพวกเขาเป็นครอบครัวผู้นำหมู่บ้าน ย่อมต้องพบเจอลูกบ้านทุกสถานการณ์อยู่แล้ว " เจ้ามีอันใดจะให้ช่วยเหลือหรือไม่ "
หญิงสาวที่ยืนตอบคำถามซือเซียน ดูมีอายุเยอะกว่านาง คาดว่าเด็กที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ด้านข้าง น่าจะเป็นบุตรชาย และบุตรสาว
ส่วนผู้ยืนอยู่บนคันนาทั้งสองคนน่าจะเป็นบิดา และสามีของนาง " ไม่มีสิ่งใดให้ช่วยเจ้าค่ะ ข้าเพียงสงสัยเท่านั้นว่าเหตุใดพวกท่านทำนาแต่ไม่ไถนา "
ได้ฟังนางเอ่ยเช่นนั้นก็ทำหน้างง เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ซือเซียนกำลังกล่าว " ไถนาคืออันใดงั้นรึ ? "
หา ?
ซือเซียนถึงกับอุทานในใจ พวกเขาไม่รู้จักการไถนา..
หญิงสาวก็ถึงกับทำหน้าเหวอ หรือว่าพวกเขามีวิธีการปลูกข้าวที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็ทำนาในฤดูฝนเหมือนกันนี่นา แล้วจะแตกต่างกันได้ยังไง แปลกจริง ๆ
" ทำนาก็ต้องไถนา คราดดิน หว่านต้นกล้า แล้วค่อยดำนา ข้าเข้าใจอันใดผิดหรือเจ้าคะ "
" มันคือขั้นตอนอะไร ใคร ๆ ก็ทำแบบบ้านข้า เพียงแค่ขุดดิน และปล่อยน้ำเข้านา พอดินนุ่มก็จัดการหว่านลงไปเท่านั้น ไถนาคืออันใดไม่เห็นจะเคยได้ยิน "
" เป็นการปลูกข้าวของบ้านข้าเจ้าค่ะ เลยทำแตกต่างจากผู้อื่น อย่าคิดมากเลย...ท่านไปกินข้าวเถิดเจ้าค่ะ "
" ว่าแต่เจ้าชื่อแซ่อะไร ข้าชื่อมู่เฉวียนอวี่ "
คุ้น ๆ แซ่มู่นี่..
ใช่ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านตงไห่ไม่ใช่รึ ? กล่าวถามออกไปเพื่อให้คลายสงสัย " ท่านเป็นอันใดกับท่านผู้นำหมู่บ้านหรือเจ้าคะ "
" ที่ยืนอยู่ตรงโน้นน่ะพ่อข้าเป็นผู้นำหมู่บ้านตงไห่ เจ้าคงไม่เคยเจอกระมัง "
หญิงสาวแนะนำตนเองบ้าง " ข้าชื่อซือเซียนเจ้าค่ะ "
มู่เฉวียนอวี่พยักหน้ารับกล่าวถามอย่างเป็นมารยาทว่า " แล้วกินข้าวเช้ามาหรือยัง "
" ข้ากินเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ " นางตอบตามมารยาทเช่นกัน เพราะคำถามของบุตรสาวผู้ใหญ่บ้านก็เป็นคำถามแบบเดียวกัน
ไม่มีใครกล้ากินจริง ๆ หรอก
เดินลัดเลาะมาไม่นานก็ถึงตรงจุดที่ครอบครัวท่านผู้นำหมู่บ้านตงไห่ขุดดินอยู่ " เจ้าพาผู้ใดมาเฉวียนอวี่ "
" นางชื่อซือเซียนเจ้าค่ะ "
" แล้วมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ ถึงได้มาถึงนี่เชียว " เขาถามด้วยความสงสัย ชินเสียแล้วเพราะเขาเป็นผู้นำหมู่บ้านนี่นะ จะมีลูกบ้านลิ่วมาหาถึงนี่เป็นเรื่องปกติเป็นอันมาก
" ไม่มีอันใดหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่สงสัยอะไรนิดหน่อย แล้วเห็นครอบครัวท่านอยู่ที่นี่พอดี เชิญท่านกินข้าวเช้าตามสบายเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้ "
เฉวียนอวี่รีบแย้ง " ไม่เป็นไรหรอก ข้ากินทีหลังก็ได้จะเป็นการรบกวนเจ้าเสียเปล่า "
ซือเซียนยิ้มสดใส " ข้าเพียงระวังพวกเขาให้ ท่านก็อย่าได้เกรงใจ "
พูดเสร็จนางก็เดินไปแนะนำตัวกับเด็ก ๆ ดูเหมือนว่านางจะเป็นหญิงสาวที่ดื้อดึงเป็นอันมาก
มู่ห้าวเสวียนหันมามองบุตรสาวของตนเองแล้วบอกกล่าวให้จัดสำรับเพื่อกินข้าว ดังนั้นพวกเขาจึงนั่งล้อมวงในเถียงนาเล็กพร้อมกับคอยสังเกตหญิงสาวผู้มาใหม่ไปด้วย
เมื่อเห็นว่าสามารถเข้ากันกับเด็กทั้งสองคนได้ก็วางใจ
" เย่นย่วย " เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงวัยสามขวบเรียกสายตาเอ็นดูได้เป็นอย่างดี
พี่ชายวัยประมาณเจ็ดแปดขวบกำลังแกว่งดาบไม้ไปมา รู้สึกไม่ยินยอมอยู่มาก " เจ้าเป็นหญิงจะเล่นดาบได้อย่างไร "
" อยากเย่นเจ้าก่ะ " เจ้าตัวเล็กเถียงอย่างดื้อดึง
พี่ชายตัวน้อยที่หันไปฟันต้นไม้ใบหญ้าไม่ได้สนใจ ส่วนเจ้าตัวเล็กเริ่มเบะปากแล้ว ท่าไม่ดีแฮะ...
อุตส่าห์อาสามาดูแลเด็ก แต่ยังไม่ได้ทำความรู้จักเกรงว่าจะเกิดเหตุทะเลาะกันของพี่น้อง ซือเซียนเดินผ่านต้นมะพร้าวต้นเตี้ย คาดว่าน่าจะเป็นมะพร้าวน้ำหอม แต่ไม่ได้ตัดลูกของมันออกมาเพราะอยู่ในพื้นที่นาของผู้อื่น
นางตัดใบแก่สีเขียวสองใบ แล้วนำมีดที่เหน็บข้างเอวมาตัดแต่งแล้วสานตั๊กแตนง่าย ๆ ออกมา ดังนั้นปลายก้านมะพร้าวจึงมีเจ้าแมลงสานตัวสีเขียวอยู่
" แง๊ ! "
เสียงแห่งหายนะชัด ๆ
เพียงเงยหน้าขึ้น ยัยหนูตัวเล็กก็นั่งแหมะลงพื้น ถีบเท้าไปมาเพราะอยากเล่นแบบพี่ชาย คนเป็นพี่ก็ทำหน้าไม่ถูกแล้วเช่นกัน กลับไม่อยากให้น้องเล่น
ถึงจะเป็นดาบไม้แต่ตรงปลายมีความแหลม จึงกลัวน้องจะเป็นอันตราย แต่ตนเองก็อยากเล่นดาบ เลยดูย้อนแย้งชอบกล
" โอ๋..น้า ชิงชิงน้อยของพี่ " พี่ชายปลอบน้องเสียงดัง " พี่ให้เล่นแล้ว หยุดร้องนะ "
" แง๊ ๆๆๆๆ "
ร้องหนักกว่าเดิมไปอีก...
ตึก...เสียงฝีเท้าหนึ่งมาหยุดตรงหน้า แล้วนั่งลงข้าง ๆ พวกเขา ยังไม่ทันจะมองนางได้เต็มตา ตรงหน้ากลับปรากฏแมลงเด้งดึ๋งไปมาบนอากาศ
ซือเซียนได้แต่กลั้นขำ จะพี่ จะน้อง ยังไงก็คือเด็ก ยัยหนูตัวเล็กเมื่อเจอตั๊กแตนเคลื่อนไหวบนอากาศเช่นนั้นก็เลิกสนใจดาบพี่ชายทันที
" ขอ ๆ "
" ไม่ร้องแล้วหรือ ? " นางกล่าวกับยัยหนูน้อยด้วยท่าทีหยอกล้อ
ชิงชิงน้อยมองตาแป๋ว แล้วจึงตอบ " ไม่ย้อง ข้าเจ่ง "
นั่นเพราะเจ้าเจอของเล่นอันใหม่ไม่ใช่หรือ ผู้เป็นพี่ชายทำหน้าเหนื่อยใส่ " ท่านน้าเป็นใครหรือขอรับ "
ก็ถือว่าพอรู้ความ " ข้าชื่อซือเซียน พึ่งมาอยู่นี่ "
ได้ยินเช่นนั้น เด็กชายจึงได้มองนางด้วยดวงตาที่เป็นประกาย " ท่านน้าเป็นทหารหญิง "
เขาน่าจะได้ยินผู้ใหญ่พูดคุยกัน " ลาออกแล้วต่างหาก " กล่าวแก้ความเข้าใจผิดเสร็จก็หันไปหายัยหนูน้อย " ข้าให้เจ้า "
" ขอดคุณเจ้าก่ะ " น่าจะหมายถึงขอบคุณ
เด็กชายก็อยากได้ จึงได้มองนางตาปริบ ๆ " .... "
รู้อยู่แล้วละนะ เพราะงั้นนางเลยทำเผื่อ " คราหน้าก็อย่าเอาของอันตรายมาเล่นต่อหน้าน้องเจ้า เข้าใจหรือไม่ จะได้ไม่ทำให้นางงอแงเช่นนี้ หรือเจ้าไม่เห็นนางเป็นน้องเจ้า "
เด็กชายหน้าเจื่อน..
กล่าวออกมาไม่เต็มเสียง " คราหน้าข้าจะไม่ให้นางเห็นขอรับ "
" เด็กดี " นางกล่าวแล้วยิ้มเอ็นดูให้เขา " เอาตัวนี้ไปเล่นกับน้องเจ้า "
" ขอรับ " รับของในมือเสร็จก็เอาไปเล่นเป็นเพื่อนน้องสาวทันที โดยเจ้าตัวแอบเอาดาบไม้ซุกไว้ในพุ่มหญ้าที่หนา ๆ ข้างคันนา