ในขณะที่สองเท้าเล็กบนรองเท้าผ้าใบสีขาวซีดเดินมาตามพื้นคอนกรีต ลดพัดพลิ้วไหวปะทะผิวผ่องทำเอาขนลุกซู่
Rrrr Rrrr Rrrr
เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ลิตาหยุดชะงักฝีเท้าก่อนจะล้วงหยิบมือถือขึ้นมา
"ฮัลโหล" เสียงหวานกรอกสายด้วยความเหนื่อยล้าที่วันนี้เธอเดินแทบทั่วทั้งโรงแรมหรูเพื่อจะได้รู้จักแต่ละแผนก รวมไปถึงรูฟท็อป บาร์ที่มีอาหารและค็อกเทลอย่างดีซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้า ไว้บริการแขกที่เข้ามาพักโรงแรมแห่งนี้โดยเฉพาะ จึงทำให้ลิตาแทบจะหมดแรงเธอปวดน่องทั้งสองข้างอย่าบอกใคร
"เสียงแกฟังดูเพลียๆ พึ่งเลิกงานเหรอ" บะหมี่ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเมื่อฟังเสียงหอบหายใจของเพื่อนสนิท
"อืม แล้วแกล่ะวันนี้ทำงานเป็นไงบ้าง"
"เรื่องเม้าเยอะแยะ ยัยป้าผู้จัดการมองฉันกับยัยอิงตั้งหัวจรดตีน" น้ำเสียงของปลายสายทำเอาคนฟังพอจะเดาออกว่าสีหน้าของเจ้าหล่อนกำลังเป็นแบบไหน
"เอาน่า ทำงานแค่ไม่กี่เดือนแกก็อย่าไปมีเรื่องกับใครล่ะ ถ้าเกิดทางฝ่ายบุคคลส่งแกกลับมอก่อนฝึกงานจบเดี๋ยวเรื่องมันจะยุ่ง" ลิตาเตือนสติกับเพื่อนสาวคนสนิทที่เป็นคนตรงไปตรงมา บะหมี่เคยปะทะริมฝีปากกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาแล้ว ทว่าอาจารย์คนดังกล่าวได้ย้ายไปมหาลัยใกล้เคียงเพราะทนเสียงลือคำนินทาไม่ไหวที่ให้คะแนนจิตพิสัยนักศึกษาผู้ชายเต็มแต่กับนักศึกษาหญิงกลับให้เพียงครึ่งเดียว ความรู้ถึงหูของอธิการบดีจนท่านต้องเรียกไปตักเตือน
"จ้าแม่คนดีประจำกลุ่ม เอาไว้ค่อยนัดกันไปกินส้มตำกันนะ"
"อืม"
"งั้นกลับหอดีๆ ล่ะ" รอจนบะหมี่พูดจบลิตาจึงกดวางสายแล้วหย่อนเครื่องมือสื่อสารเก็บไว้ที่เดิม
"ทำไม่มีพี่ยามล่ะ" เมื่อเดินผ่านป้อมรักษาความปลอดภัยซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง เธอตั้งใจอยากจะทักทาย แต่บัดนี้กลับไม่มีใครสักคน
"หรือจะไปห้องน้ำ!?" ลิตาพึมพำเบาๆ พลางกวาดสายตามองผ่านกระจกเข้าไปในห้องดังกล่าว ว่าแล้วเธอก็หมุนตัวกลับมาแล้วเดินออกมาริมถนน
ฟิ้ว~
"หลังโรงแรมวังเวงชะมัด ยังกับป่าช้า" เจ้าของใบหน้าหวานยังคงพูดคนเดียว ท้องฟ้าที่มืดมิดมีเพียงแสงสว่างจากหลอดไฟริมถนนคอยนำทาง ท่ามกลางเสียงต้นไม้เสียดสีโอนเอียงไหวตามแรงลม สองมือเล็กยกขึ้นมากอดอกหวังบรรเทาความหนาวเย็นในช่วงดึกดื่น
"พุธโธ ธัมโม สังโฆ" ลิตาอดไม่ได้ที่จะท่องบทสวดมนต์ฉบับย่อติดปากตั้งแต่สมัยเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ยังดีที่พอจะมีผู้คนยืนรอรถสาธารณะจวบจนบัดนี้เหลือเพียงแค่เธอ ดวงตากลมสะบัดมองซ้ายขวาเป็นระยะ แต่ก็ไร้วี่แววรถแท็กซี่คันใหม่
กึกๆ!! ครืดๆ!!
บรรยากาศที่เงียบสงัด ก็ดันมีเสียงลากรองเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินใกล้กับจุดที่เธอยืนอยู่ ลิตารีบหันมองไปยังต้นทางของเสียง นัยน์ตาดำขยายม่านตาเพ่งมองเข้าไปในพงหญ้าเมื่อเห็นมันสั่นไหวไปมา ถึงแม้จะแอบกลัวอยู่ลึกๆ แต่สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นสั่งให้เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
"พื้นที่ตรงนั้นมันคือเขตหวงห้ามนิหน่า"
"โบร๋ว บรู๋ว บรู๋วววว! ชะ...ช่วยด้วย" เสียงหมาหอนสลับกับน้ำเสียงผู้ชายกำลังร้องขอความช่วยเหลือทำให้หญิงสาวในชุดนักศึกษารีบค่อยๆ ก้าวขาเรียวเดินไปยังต้นทางของเสียง
"เขตหวงห้ามแต่ทำไมมีทั้งเสียงหมาหอนแล้วก็เสียงคนขอความช่วยเหลือล่ะ หรือจะเป็นผี อย่ากลัวสิลิตา" เธอปลอบขวัญตัวเองข่มความกลัว
"ชะ...ช่วยผมด้วย โอ๊ย!! แฮร่ โฮ่ง งับๆ" น้ำเสียงเดิมดังขึ้นเป็นครั้งที่สองผสานกับเสียงของสุนัขขู่ราวกับกำลังจะขย้ำเหยื่อ ไม่ผิดแน่ต้องมีผู้ชายต้องการความช่วยเหลือ
"มีคนถูกหมากัดเหรอ" จบประโยคสันนิษฐาน เธอย่อตัวหลบอยู่หลังพุ่มไม้ ดวงตากลมก็เบิกโพลง เมื่อภาพตรงหน้า เธอเห็นชายหนุ่มที่ลำตัวอาบไปด้วยเลือดกำลังถูกสุนัขพันธุ์ล่าเนื้อสีดำและสีน้ำตาลตัวโตเต็มวัยกระโจนเข้าใส่แล้วกัดขย้ำชายคนดังกล่าวซึ่งกำลังเอามือป้องปัดคมเขี้ยวของสัตว์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ เขากำลังร้องโหยหวนร้องขอชีวิตต่อหน้าบรรดาชายฉกรรจ์นับสิบคน
"ฮะ!! มันอะไรกัน ละ...แล้วนั่นขะ...คุณแม็กเครย์เจ้าของโรงแรมแอมมิวตันหนิ" เด็กสาวรีบยกมือขึ้นปิดปาก สมองประมวลผลทันที เธอเคยชื่นชมเขาในฐานะประธานบริษัทที่ให้การสนับสนุนนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นพวกมาเฟียอยู่เหนือกฎหมาย ข่าวลือที่เธอเคยได้ยินมาก็ยิ่งตอกย้ำในตัวตนของเขา
"พะ...พวกเขากำลังฆ่าคน!!" ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอออกไร้เสียง หัวใจดวงน้อยของเธอเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า เมื่อเห็นภาพความโหดร้าย ชายหนุ่มร่างใหญ่กำยำกำลังดิ้นทุรนทุราย แม้ตรงจุดนั้นจะมีแสงสว่างน้อย แต่ก็พอเดาได้ว่าใบหน้าและลำตัวเลอะไปด้วยคราบเลือดแผลเหวอะหวะ
"อึก...เฮือก" ลมหายใจสุดท้ายก่อนที่ชายผู้เคราะห์ร้ายจะถูกปลิดชีพด้วยคำสั่งของมัจจุราช บัดนี้ได้กลายเป็นศพท่ามกลางชายชุดดำล้อมหน้าล้อมหลังด้วยสายตาเย็นชา ไม่สะทกสะท้านกับการตายของอีกคน ทำเอาลิตาตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
หนี..เธอต้องหนี
"...!" เมื่อคิดได้เช่นนั้น เด็กสาวในชุดนักศึกษารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีโดยไม่คิดชีวิต โดยที่เธอไม่ได้ระวังเลยสักนิดจนเผลอของบางอย่างหลุดร่วงลงพื้นดิน
"โฮ่ง โฮ่ง" เสียงของสุนัขแสนรู้รีบรายงานบอกเจ้านายเมื่อได้กลิ่นคนแปลกหน้า
"นายครับมีคนอยู่ตรงนั้น ให้ผมไปจับตัวมาเลยไหมครับ" เข็มทิศเอ่ยปากอาสาทันทีเมื่อหันไปมองตามสายตาของแบล็กและบราวน์
"ไปลากคอมันมา" จบประโยคเสียงเยือกเย็นรีบเข็มทิศทำตามคำบัญชาอย่างรู้งาน แต่ทว่าเมื่อมาถึงจุดที่เห็นคนสอดรู้สอดเห็นกลับเจอเพียงบัตรของพนักงานคนหนึ่งตกอยู่ที่พื้นเท่านั้น
"นายครับมีบัตรพนักงานตกอยู่" เข็มทิศรีบกลับมารายงาน พร้อมกับยื่นบัตรของพนักงานคนหนึ่งให้มาเฟียหนุ่มดู มือหนาคว้าหยิบมาเพ่งอย่างพิจารณาอยู่ชั่วครู่พร้อมกับรอยแสยะยิ้มข้างมุมปาก
แฮ่กๆ!!
ด้านลิตาหอบหายใจหนักๆ เมื่อเธอเลือกที่จะวิ่งย้อนกลับมาทางเดิมกลับเข้ามาในโรงแรมอีกครั้ง ถึงเวลาที่พนักงานเริ่มทยอยเปลี่ยนกะรอบดึก ระแวงว่ากลุ่มคนพวกนั้นจะตามเธอมาหรือไม่ เธอเอี้ยวตัวมองซ้ายขวาอย่างลนลาน
"อ้าว...ลิตายังไม่กลับอีกเหรอ" เมื่อเห็นเด็กสาวกำลังยืนเนื้อตัวสั่นเทาที่โถงทางเดิน สิริจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นะ...หนู...เอ่อ...กลับมา..."
"แล้วทำไมหน้าตาตื่นแบบนั้น มีอะไรรึเปล่า"
"คือ...หนู"
"ท่านประธานขอพบเด็กฝึกงานที่ชื่อปาลิตา" จู่ๆ เสียงปริศนาก็ดังโพล่งแทรกบทสนทนาของผู้จัดการและเด็กสาวในชุดนักศึกษา ทำให้ทั้งคู่หันมองหน้าคนมาใหม่ทันที
"อ้าว...คุณเข็มทิศ ท่านประธานจะขอพบน้องปาลิตาเหรอคะ" สิริทักทายและทวนคำถามกับมือขวาคนสนิทของประธานบริษัทอีกครั้ง
"...!!" เจ้าของชื่อผู้ถูกเอ่ยนาม ชะงักไปเมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว "มะ...มีอะไรกับหนูเหรอคะ" ดวงตากลมเบิกโพลงเป็นไข่ห่าน เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบใบหน้าหวานอีกครั้ง
"ไปเถอะลิตา ท่านประธานคงมีเรื่องจะคุยแหละ ไม่งั้นคงไม่เรียกพบหรอก"
"แต่ว่า นี่มันดึก..."
"ตามมา" เจ้าของเสียงทุ้มนิ่งเรียบไม่ปล่อยให้เด็กสาวได้ต่อความยาวสาวความยืด ลิตาจำต้องเดินตามเข็มทิศไปอย่างไม่มีทางเลือก