ยามโพล้เพล้ ลุงเต่าพ่อของมะเฟือง ขับรถพาทั้งสองมาถึงวัดที่จัดงานศพน้าติ๋ม เนื่องจากน้าติ๋มเป็นกำใน หรือ เมียใหญ่ของกำนัน รวมทั้งฐานะของบ้านน้าติ๋มเองก็ใหญ่โต งานศพจึงใหญ่โต คนมาร่วมงานมากมาย
“พ่อกำนันจ๊ะ คุณต้นไม้กับคุณต้นน้ำ หลานคุณนาย มาจากบางกอกจ้ะ” ตาเต่าพาทั้งสองไปหาชายผู้หนึ่ง ท่าทางภูมิฐาน ล่ำสัน ไม่อ้วนลงพุงแบบที่ทั้งสองคิดไว้ เพียงแต่ตัวใหญ่ตามวัยที่การเผาผลาญน้อยลงไปเท่านั้น
“สวัสดีครับคุณน้า” ทั้งสองยกมือไหว้ทักทายไปก่อน สามีน้าก็ต้องเรียกน้าแหละเนอะ
“ดีๆ มาถึงกันคืนสุดท้ายเลยนะ ไปไหว้น้าเขาเถอะ” กำนันสนั่นหันมาพูดกับทั้งสองด้วยสีหน้าเป็นมิตร ทั้งสองรับคำ แล้วเดินไปจุดธูปไหว้พระตามพิธี พลันมองไปที่โลงศพ และ ภาพหน้าโลงของน้าติ๋มที่เป็นสีขาวดำ
คุณนายดวงฤดี อัครเสนา
ชาตะ 9 พฤษภาคม 2425
มรณะ 26 มิถุนายน 2480
“น้าติ๋ม สวยเนอะพี่” ต้นน้ำว่า
“สวยจริง น้ากำนันก็หล่อ ดูมีสง่าราศี ไม่เหมือนคนต่างจังหวัดทั่วไปเลย”
“กำนันกับคุณนายมาจากบางกอกขอรับ กำนันเคยรับราชการแล้วจะได้ทุนหลวงไปต่อนอก แต่ว่ากำนันไม่อยากไป เลยขอลาออกแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่แทน”
“เอ่อ แล้วทุกคนทราบได้อย่างไรครับว่าพวกกระผมจะมา” ต้นไม้พยายามพูดเลียนแบบการพูดของคนในสมัยนี้
“พวกฉันเป็นคนไปบอกพ่อกำนันเองจ้ะ พ่อกำนันออกตรวจท้องที่กับไล่แก้ปัญหาให้ชาวบ้านอยู่ทุกวัน แถมตอนนี้เพิ่งจะเปลี่ยนระบอบก็จะวุ่นวายพอตัว ถึงแม้เราจะอยู่ไกลปืนเที่ยง ชาวบ้านไม่ค่อยมีความรู้อะไร แต่ก็มีความวุ่นวายอยู่พอตัวเลยขอรับ เรื่องในบ้าน กับเรื่องเงินทอง คุณนายเป็นคนจัดการเป็นหลัก ส่วนแม่กุหลาบ เคยเป็นครูสอนดนตรีให้กับคุณหนูโสน พ่อกำนันก็พอใจตามประสาผู้ชายเห็นผู้หญิงสวยนั่นแหละ แต่ไม่ได้นอกใจอะไรคุณนาย คุณนายเองก็เอ็นดูแม่กุหลาบ เลยขอมาเป็นเมียรองให้พ่อกำนัน มาช่วยกันดูแลบ้านน่ะจ้ะ”
“อ๋ออออออออ” ต้นไม้ลากเสียง
“ว่าแต่พวกคุณๆ น่ะ มารับมรดกจากคุณนาย จะไหวหรอ”
“ก็ต้องลองดูแหละ ลุงเต่า พวกผมก็ได้มาแบบงงๆ เหมือนกัน” ต้นน้ำบอก
“อ้าว พระจะขึ้นสวดแล้ว ลุงไปดูพระก่อนนะ”
สองหนุ่มตอบรับลุงเต่า ก่อนจะหันกลับมาคุยกัน
“ต้นน้ำ นายว่างานศพพวกเราทางนั้นจะเป็นยังไง” ต้นไม้เริ่มถาม
“ไม่รู้สิพี่ คงไม่ใหญ่โตเท่าน้าติ๋มหรอก” ต้นน้ำตอบ พร้อมกับยิ้มอ่อน
“เอาเป็นว่า เรามาเริ่มชีวิตใหม่ในยุคเก่าละกัน ฮ่าๆๆๆ” ต้นไม้พูดแบบขำๆ
“ตามนั้น ว่าแต่...น้าติ๋มบอกว่านังเมียรองวางยา แต่เท่าที่ฟังๆ ดูแหม่งๆ นะพี่” ต้นน้ำตั้งข้อสังเกต
“เรื่องนี้คงมีอะไร อยู่ไปเดี๋ยวก็รู้เอง ตอนนี้คิดก่อนละกันว่า หลังเผาน้าติ๋ม เราจะจัดการมรดกส้มหล่นนี่ยังไง”
ทั้งสองฟังพระสวด และไปตักข้าวที่เอาไว้เลี้ยงคนที่มางานศพ ขณะถือถ้วยข้าวต้ม แล้วจะหาที่นั่ง กำนันสนั่นก็เรียกให้ไปร่วมโต๊ะ กับเด็ก 5 คน และสตรีวัยไล่เลี่ยกับพวกเขาอีก 2 คน
“มาๆ ต้นไม้ ต้นน้ำ นี่ลูกๆ ลุงนะ แม่โสน คนโต 22 เพิ่งจบมหาลัยมาหมาดๆ เลย ต้อยติ่ง 17 สตางค์ 13 อยู่มัธยม กาหลง 10 ขวบ อยู่ป.5 ละ เสนาะ 7 ขวบ แล้วก็...”
“หนูแก้ว 3 ขวด เดี๋ยวจะไปโรงเรียนแล้ว” หนูน้อยตัวจิ๋วเอ่ยแทรก
“ส่วนนี่แม่กุหลาบ เมียอีกคนของลุง เรียกน้าก็ได้นะ เพราะแม่กุหลาบอายุน้อยกว่าลุงมาก”
ทั้งสองพยักหน้ารับทราบ และ ยกมือไหว้หลังกำนันแนะนำเมียอีกคนให้รู้จัก
“ทุกคน นี่พี่ต้นไม้ กับ พี่ต้นน้ำ เป็นหลานแม่ใหญ่มาจากบางกอก แม่ใหญ่เขายกที่ผืนใหม่ตรงหนองหญ้าเขียวให้พี่ๆ เขา” กำนันสนั่นเอ่ย ต้นไม้กับต้นน้ำกลัวทุกคนจะไม่พอใจ โดยเฉพาะโสนที่เป็นลูกสาวคนโต
“ดีแล้ว แบ่งๆ ไป ตอนนี้มันเยอะจนฉันดูแลไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวเสร็จงานแม่แล้วฉันพาไปโอนโฉนดนะคะ พี่ๆ อยากได้ที่เพิ่มมั้ย ฉันพร้อมยกให้เลย” โสนถอนหายใจ พูดด้วยน้ำเสียงยินดีที่มีคนรับมรดกเป็นที่ดินของแม่ไป ส่วนกุหลาบก็ไม่ได้สนใจอะไร นอกจากป้อนข้าวเล่นกับหนูแก้วไป
“แม่กุหลาบ แม่สาลี่ไปไหน”
“ไม่ได้มาจ้ะ บอกว่าหนักท้อง ให้แต่คุณปลัดมา เมื่อตะกี๊เห็นพูดคุยกับแขกอยู่ตรงศาลา”
สองหนุ่มทำหน้าฉงน มีตัวละครใหม่มาเพิ่ม ใครคือแม่สาลี่
“แม่สาลี่ น้องสาวลุงเอง เรียกว่า น้าสาลี่ก็ได้ น้าสาลี่เป็นเพื่อนกับแม่เราสองคนน่ะแหละ”
“ออ ครับๆ” ทั้งสองหนุ่มพยักเพยิด เหมือนเข้าใจ ว่าแต่ ใครเป็นแม่พวกเขา?
หลังจากพูดคุยกินข้าว จัดการงานเสร็จ ตาเต่าก็ขับรถพาสองหนุ่มกลับมาที่บ้านที่ยังคงมีแสงสว่าง ด้วยเครื่องปั่นไฟ