“ไม่นะ!”
เตชภณสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกลัวสุดขีด ใบหน้าคมคายมีเหงื่อผุดเต็มหน้า เขาหอบหายใจแรงพลางเหลียวมองไปรอบ ๆ กายอย่างตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะพบว่าตัวเองนอนอยู่ในบ้านใจกลางกรุงเทพฯ หาใช่ลานประหารแห่งนั้นไม่
“บ้าเอ๊ย...ฝันแบบนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มสบถเบา ๆ
ภาพความฝันอันน่าสะพรึงกลัวยังคงติดตาเขาจนอยากจะสลัดให้หลุดไปจากสมอง แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฝันเห็นเหตุการณ์นี้ เพราะตั้งแต่จำความได้เขาก็วนเวียนฝันเห็นถึงเรื่องเดิม ๆ เหตุการณ์เดิม ๆ เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ว่าในทุกครั้ง ความฝันของเขานั้นจะเลือนลางไม่ค่อยชัดเจนเท่าครั้งนี้ กระทั่งความรู้สึกอันน่าสยดสยองปนเศร้ายังคงติดตรึงอยู่ในทุกอณูร่างของเขายามนี้
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
“โอ๊ย!”
ยังไม่ทันหาคำตอบ ชายหนุ่มก็ต้องร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวด จนต้องใช้มือกุมไปที่ข้อเท้าทั้งสองข้างอันเป็นตำแหน่งของรอยปานที่ติดตัวมาแต่เกิดแน่น
รอยปานประหลาดที่ข้อเท้าทั้งสองข้างนั้นเป็นรูปคล้ายโซ่ตรวนสีดำที่ไม่อาจบอกได้ว่าเกิดจากอะไร บัดนี้ได้กลายเป็นสีแดงสว่างจ้าจนทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนวาบราวกับถูกเหล็กเผาไฟร้อนฉ่ามานาบที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนจนเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส
นานชั่วขณะหนึ่งกว่าอาการทรมานนั้นจะค่อย ๆ ทุเลาลงพร้อมกับรอยปานสีแดงก็ค่อย ๆ จางลงกลับเป็นรอยปานสีดำดังเดิม เตชภณหอบหายใจแรง ๆ พลางมองรอยปานนั่นอย่างชิงชังสุดหัวใจ
บ้าเอ๊ย...ไม่รู้เขาเคยไปทำเวรกรรมอะไรไว้แต่ชาติปางไหนถึงได้มีกรรมต้องมาเจ็บปวดทรมานกับไอ้รอยปานบ้านี่มาตั้งแต่เกิด
เตชภณค่อยๆ ประคองตัวลุกขึ้น พร้อมกับมองไปรอบ ๆ ห้องนอนของตัวเองในเวลานี้ เครื่องปรับอากาศถูกเปิดจนเย็นฉ่ำ ตรงกันข้ามกับตัวเขาเองที่รู้สึกร้อนจนเหงื่อไหลโทรมกาย ในคืนนี้ทั้งความเจ็บปวดจากรอยปาน พร้อมกับฝันร้ายน่าสยดสยองนั่นมาพร้อมกันจนทำให้จิตใจของเขาเกิดอาการประหวั่นพรั่นพรึงอย่างประหลาด
เตชภณ ภัทรพิมล หรือ เต ทนายความหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปีถอนหายใจเบา ๆ
หรือนี่จะเป็นลางบอกเหตุอะไรบางอย่างกันนะ
ดวงตาเข้มคมทอดมองรอยปานสีดำที่ข้อเท้าทั้งสองข้างที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด เขาคงไม่เดือดร้อนเลยหากเจ้ารอยปานที่ว่าจะไม่สร้างความเจ็บปวดทรมานให้เขาในทุกคืนพระจันทร์ข้างแรมหรือเกิดจันทรุปราคา แม้พ่อแม่ของเขาจะพยายามตระเวนหาทางรักษาเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ ไม่เคยมีใครให้คำตอบได้ว่าทำไมเขาถึงมีอาการเช่นนั้น
‘รอยปาน’ ที่เขาแสนชิงชังและรังเกียจหนักหนา
‘รอยปาน’ ที่เขามักจะถูกทักจากผู้คนรอบข้างหรือหมอดูว่าเขาอาจจะเป็นนักโทษกลับชาติมาเกิด และเมื่อเขาโตขึ้นอีกนิด เขาก็มักจะโดนล้อเรื่องรอยปานนั่นเสมอ จนต้องแก้ปัญหาด้วยการสวมกางเกงขายาวหรือถุงเท้าเพื่อปกปิดรอยปานประหลาดนั้นจากสายตาของผู้คน ราวกับว่ามันเป็นตราบาปที่ไม่อาจเปิดเผยได้
‘ตราบาป’ ที่เขาไม่เคยกล้าจะเผยให้ใครเห็น ตราบาปที่มักจะกลายเป็นสีแดงสว่างจ้าจนทำให้เขามีอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในคืนเดือนดับ ตราบาปที่เขาอยากจะลบมันไปให้พ้น ๆ ทว่าแม้เขาจะพยายามลบมันอย่างไร รอยปานนี้ก็ไม่เคยถูกลบหรือทำให้จางลงได้เลย ตรงกันข้ามยิ่งนับวัน รอยนี่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ความเจ็บปวดในทุกคืนเดือนดับนั้นก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณจนเขานั้นแทบจะทนไม่ไหว
‘ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดจากกรรม...’
พลันคำพูดนั้นก็แว่วมาในหู ทำให้ชายหนุ่มชะงักไป ก่อนที่ความทรงจำจะย้อนกลับเข้ามาในสมองอีกครั้ง
ในวันนั้นพ่อแม่พาเขาไปทำบุญวันเกิดครบสิบสามปีที่วัดแห่งหนึ่ง แต่เขากลับพลัดหลงกับพ่อแม่ จนกระทั่งได้พบกับพระธุดงค์รูปหนึ่งที่กำลังนั่งสมาธิเข้าโดยบังเอิญ เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปหา แต่ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก จู่ ๆ พระรูปนั้นก็ลืมตาและพูดกับเขาว่า...
‘ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเกิดจากกรรมที่เคยทำไว้ในอดีต ให้หมั่นทำบุญมากๆ และกรวดน้ำให้กับเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม หากปฏิบัติธรรมหรือบวชได้ก็จะช่วยบรรเทาสิ่งที่กำลังเป็นทุกข์อยู่ให้เบาบางลงไปได้นะโยม...’
‘หลวงตาพูดเรื่องอะไรครับ ผมไม่เข้าใจ’
‘สักวันหนึ่ง...สักวันหนึ่งโยมจะเข้าใจ สักวัน...’
เด็กวัยสิบสามในวันนั้นไม่เข้าใจในคำพูดที่ได้ยินสักนิด แต่ครั้นจะถาม พ่อกับแม่ของเขาก็ตามมาพบเข้าเสียก่อน และหลวงตาพระธุดงค์รูปนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย และพอเขาเล่าเรื่องที่หลวงตาบอกให้พ่อกับแม่ฟัง ทั้งสองก็ไม่มีใครเชื่อ คิดว่าเขาตาฝาดไปเอง
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะลงไปในครัวหานมอุ่น ๆ ดื่ม