ขณะที่เตชภณกำลังอุ่นนมอยู่ในครัวพร้อมกับปล่อยความคิดของตัวเองให้ฟุ้งซ่านอยู่นั้น เสียงหวานคุ้นหูก็ดังมาจากด้านหลัง
“อ้าว นายเต ทำอะไรอยู่น่ะ” เกวลินถามขึ้นเมื่อเห็นเครื่องไมโครเวฟกำลังทำงาน ส่วนน้องชายของตนกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่ได้รับรู้ถึงการมาของตน
คนเป็นพี่สาวได้แต่ส่ายหน้า มองน้องชายจากด้านข้างอย่างพินิจพิจารณา ในสายตาของเกวลินนั้นเตชภณเป็นชายหนุ่มที่ดูดีคนหนึ่ง ความที่เขามีส่วนสูงถึง 180 เซนติเมตร กับความหล่อเหลาที่ทำให้สาว ๆ หลงรักได้ง่าย ๆ หากเจ้าตัวกลับไม่ใช้ความหล่อให้เกิดประโยชน์ อาจจะด้วยอาชีพทนายความที่ต้องทำงานเคร่งเครียด แถมน้องชายของเธอยังเป็นเสือยิ้มยากด้วย คนเลยไม่ค่อยกล้าเข้าหาเขาสักเท่าไรนอกจากคนที่สนิทกันจริง ๆ เท่านั้นถึงจะพอเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มบ้าง
“เต...นายเต!” คราวนี้เธอตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังจนเจ้าตัวสะดุ้งออกจากภวังค์ ก่อนจะหันกลับไปมองพี่สาวที่กำลังยืนมองเขาอยู่
“พี่ลิน อยู่กันแค่นี้เอง เรียกเบา ๆ ก็ได้” เขาบ่นเบา ๆ ก่อนจะเสทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนอาการเหม่อลอยเมื่อครู่
“แหม น้อย ๆ หน่อย พี่เรียกนายไปรอบนึงแล้วนะ ก็นายไม่ได้ยินเองนี่นา พี่ก็เลยต้องตะโกนเรียกแบบนี้ ว่าแต่ กำลังคิดอะไรอยู่หรือ ทำไมถึงได้ยืนเหม่อลอยแบบนั้นล่ะ”
ยังไม่ทันที่เขาจะตอบพี่สาว เสียงเครื่องไมโครเวฟก็ดังขึ้นขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มจึงสวมถุงมือก่อนไปหยิบแก้วนมนั้นออกมา ก่อนจะถามพี่สาวว่า
“ว่าแต่พี่ลินเถอะ ลงมากลางดึกแบบนี้หิวล่ะสิ”
“ใช่แล้ว พี่มัวแต่ทำงานเพลิน เงยหน้าอีกทีก็เที่ยงคืนแล้ว เลยว่าจะลงมาหาอะไรรองท้องหน่อย” เกวลินบอก
หญิงสาวทำธุรกิจขายสกินแคร์เป็นของตัวเองที่ตอนนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เธอต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเท่าตัว นอกจากงานที่ร้านแล้วเธอยังหอบงานกลับมาทำที่บ้านด้วย
“งั้นดื่มนมอุ่น ๆ ไหม เดี๋ยวผมไปอุ่นใหม่” เขาพูดพลางยื่นแก้วนมของตนให้พี่สาว ก่อนเดินไปอุ่นนมแก้วใหม่อีกครั้ง โดยมีสายตาของคนเป็นพี่มองตามอย่างสงสัย
“เป็นอะไรไปน่ะ พี่เห็นนายยืนเหม่อตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว หน้าซีด ๆ ไม่สบายหรือเปล่า”
“ผมไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ” เขาตอบอ้อมแอ้ม
“ฝันร้ายอีกแล้วสิ หรือว่า...อาการเจ็บปานกำเริบขึ้นมาอีก” คำถามของพี่สาวทำเอาชายหนุ่มชะงักไปอึดใจก่อนจะพยักหน้าลงรับ
“พี่ว่าแล้วเชียว” เกวลินมองน้องชายอย่างห่วงใย “ว่าแต่รอบนี้มันอะไรล่ะ... ฝันร้าย หรือ เจ็บปาน”
“ทั้งสองอย่าง...” คำตอบนั้นทำให้คนฟังอุทานด้วยความตกใจ
“ว่าไงนะ! ทั้งสองอย่างเลยหรือ ก็ไหนทุกทีมันมาทีละอย่างนี่นา”
“ครับ คราวนี้เจอทั้งฝันร้าย ทั้งเจ็บปานกำเริบ แต่ว่า...” เขาพูดละไว้แค่นั้นราวกับไม่อยากจะพูดต่อ
“แต่ว่าอะไรล่ะ รีบพูดมาสิ อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ” เธอซักด้วยความอยากรู้ระคนเป็นห่วง นั่นทำให้เตชภณถอนหายใจออกมา เพราะเขารู้แน่ว่าเขาคงไม่อาจเลี่ยงตอบคำถามของผู้เป็นพี่ได้
“แต่ว่าครั้งนี้ มันเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม หนักมากกว่าทุกที ฝันก็เหมือนจริงมากจนผมรู้สึกกลัว...” เสียงนั้นเบาหวิวราวกับรำพึงกับตัวเองมากกว่าจะบอกกับพี่สาว
“มันเป็นยังไง ที่ว่าหนักขึ้นกว่าเดิมน่ะ ไหนลองเล่ามาสิ” เกวลินซัก
“เฮ้อ!” เขาถอนหายใจออกมาด้วยความกังวลก่อนจะยื่นข้อเสนอไป “ผมเล่าให้ฟังก็ได้ แต่พี่ลินต้องรับปากว่าจะไม่บอกพ่อกับแม่” เขาต่อรอง “ผมไม่อยากให้พวกท่านเป็นห่วงไปมากกว่านี้”
“ได้สิ พี่รับปาก เรื่องคืนนี้พี่จะไม่บอกพ่อกับแม่ สบายใจได้” นั่นจึงทำให้อีกฝ่ายพยักหน้าลงก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราว
“คือ ฝันร้ายรอบนี้ มันแปลก แปลกมาก ๆ พี่ลินก็รู้ปกติผมจะฝันเห็นแค่เพชฌฆาตกำลังจะเงื้อดาบประหารนักโทษ แต่ยังไม่ทันที่จะฟันคอ ผมก็สะดุ้งตื่นก่อนทุกครั้งไป แต่ครั้งนี้ ผมฝันเห็นนักโทษคนนั้นถูกฟันคอจนขาดกระเด็น แล้วหัวก็กลิ้งมาอยู่ที่เท้าของผม เลือดเต็มไปหมด น่ากลัวจนผมสะดุ้งตื่น จนถึงตอนนี้ภาพยังติดตาอยู่เลย” เขาเล่าพลางหวนนึกถึงเรื่องราวในฝันก็ให้จิตใจหวาดหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาอีกครั้ง
“หา! ขนาดนั้นเลยหรือ” เกวลินนิ่วหน้า รู้สึกกลัวตามไปด้วย “แล้วนี่นายเห็นหน้านักโทษคนนั้นหรือเปล่าล่ะ คนที่ถูกประหารน่ะ”
คำถามนั้นทำให้สีหน้าของชายหนุ่มเคร่งขรึมลง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่เห็นครับ แต่ภาพความฝันนั้นมันชัดเจนมาก ชัดมากจนน่ากลัว ชัดจนได้กลิ่นคาวเลือด ชัดจนรู้สึกอย่างกับตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ นึกแล้วก็ยังกลัวไม่หายเลย”
เรื่องราวความฝันของเตชภณทำให้เกวลินขนลุกเกลียว เธอพอจะสัมผัสได้ว่าความฝันครั้งนี้ผิดแปลกไปกว่าทุกครั้งจริง ๆ ไม่แปลกเลยถ้าพ่อแม่ของเธอรู้เรื่องเข้าจะต้องรู้สึกวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นไปอีกแน่นอน