ผู้คนมากมายเดินผ่านกันไปมา เข้าออกตึกกันอย่างไม่มีความเหน็ดเหนื่อย ด้านรุ่นพี่ที่มาคอยให้แนะนำต่างก็ทำหน้าที่กันด้วยความกระตือรือร้นและรอยยิ้ม
วันนี้ทางโรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนสามารถเข้าร่วมงานเปิดโลกกิจกรรมของมหาลัยชื่อดังและยังเป็นมหาลัยที่ฉันและนะโมมองเอาไว้
ตอนนี้นะโมยังคงอยู่ต่างประเทศและกำลังเตรียมตัวที่จะกลับมาในอีกไม่นาน ส่วนเรื่องข้อมูลของคณะและมหาลัยเพื่อนที่น่ารักอย่างฉันก็ทำหน้าที่หาข้อมูลแล้วนำไปบอกกล่าวเพื่อนอีกที
“ไปคณะแพทย์ก่อนแล้วค่อยไปวิศวะแล้วกันนะ”
บีมที่เดินควงแขนฉันเอ่ยขึ้นในตอนที่เราเดินออกมาจากตึกคณะอักษรศาสตร์ เราทั้งสองเดินเข้าออกคณะและสาขาต่าง ๆ สำหรับฉันเป้าหมายเดียวที่มาในวันนี้คือคณะวิศวะและแน่นอนว่าวันนี้ฉันต้องได้ข้อมูลกลับไปให้มากที่สุด เพราะมันจะช่วยในการตัดสินใจของฉันในวันยื่นคณะที่อยากเรียน
“สวัสดีครับน้องคนสวย สนใจภาควิชาไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ”
“เอ่อ เคมีค่ะ”
ทันทีที่เดินเข้ามาในตึกคณะวิศวะก็มีรุ่นพี่เดินเข้ามาประชิดตัว การที่รุ่นพี่ทำแบบนี้มันทำให้ฉันตกใจเล็กน้อยแต่ก็พยายามลดความตื่นเต้นและตกใจที่มีแล้วเอ่ยตอบพี่เขากลับไป
“เฮ้ย! ภาคเคมีมาหาน้องหน่อย...รอก่อนนะครับ” พวกพี่เขาพูดคุยกันแบบรุนแรงเหมือนกันนะ ถึงแม้จะพูดกันแรงแค่ไหนสุดท้ายก็เล่นกันเหมือนเดิม เหมือนอย่างในตอนนี้ที่กำลังเล่นนางเงือกน้อยจนลืมไปเลยว่าเสื่อสักครู่ตะโกนเรียกเพื่อนเสียงดังเชียว
หลังจากที่สอบถามข้อมูลและคิดว่าได้ข้อมูลที่เยอะพอที่จะช่วยในการตัดสินใจแล้วฉันกับบีมก็เลือกที่จะปลีกตัวออกมาจากฝูงชนและความวุ่นวาย
ขอนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนแล้วกัน
“แกจะเข้าวิศวะจริงเหรออันดา”
“ใช่ ๆ”
“ทำไมเลือกวิศวะล่ะ เรานึกว่าแกจะเรียนบริหารหรือไม่ก็การตลาดเพราะที่บ้านก็ทำร้านอาหาร”
“อืมม...ไม่รู้สิ” จริง ๆ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเลือกวิศวะฉันก็มองไว้หลายคณะและคณะที่บีมพูดมาก็อยู่ในตัวเลือก แต่อาจจะเพราะชอบและถนัดด้านนี้ที่สุดก็เลยเลือก แต่ถ้าหากว่าเรียนไปแล้วฉันไม่ชอบก็ค่อยมาคิดทบทวนอีกรอบ แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเลือกในสิ่งที่ชอบและตัวเองถนัดมันจะทำให้เราทำสิ่งนั้นอย่างมีความสุข
“แล้วตกลงบีมจะเลือกคณะไหน”
“ตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้เลย คงต้องหาว่าตัวเองชอบอะไรให้ได้ก่อน”
ในขณะที่กำลังนั่งพักและพูดคุยกันอยู่ที่โต๊ะข้างลานที่เขากำลังทำกิจกรรม สายตาก็หันไปเห็นชุดมาสคอตสุดน่ารักที่ถูกรุ่นพี่สวมใส่
แต่ไม่ว่ามาสคอตจะน่ารักมากแค่ไหนก็ไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจไปจากผู้ชายหน้าบูดบึ้งที่เป็นคนสวมชุดกระต่ายนั้นได้
ทั้งสองถกเถียงกันไปมา ฉันจ้องมองการถกเถียงด้วยความตั้งใจ พลางคิดในใจว่าทำไมเขาคนนั้นถึงได้ดูตลกมากขนาดนี้
ใบหน้าบูดบึ้งกับชุดกระต่ายสีชมพูสุดน่ารัก มันไม่เข้ากันเลยสักนิด แต่ความไม่เข้ากันนั้นมันก็กลับทำให้ฉันมองว่าเขามีเสน่ห์มากเลยทีเดียว
กึก!
ก่อนที่จะคิดอะไรไปไกลมากกว่านั้น ร่างกายทั้งร่างของฉันก็ต้องชะงัก ทุกย่างรอบกายหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวมีเพียงแค่ฉันและเขาที่อยู่กันในสถานที่แห่งนี้และเวลานี้
ตึกตัก ๆ ตึกตัก
การเต้นของหัวใจที่กำลังเพิ่มขึ้นและไม่มีท่าทีจะหยุดลงสร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนใจเต้นแรงจะเกิดขึ้นในตอนที่ตื่นเต้นและดีใจแต่ก็เกิดขึ้นไม่นานก็จะหายไป แต่ในครั้งนี้มันไม่ใช่แบบนั้น
เพียงแค่สบตากับเขาคนนั้นมันก็ทำให้ใจเต้นแรงแบบไม่มีท่าทีจะหยุดลง และเหมือนว่าจะเต้นแรงขึ้นมากกว่าเดิม อีกทั้งสายตาของเขาที่มองมาก็ทำให้การเคลื่อนไหวของฉันหยุดชะงักลง
ราวกับโดนมนต์สะกด
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เราสองคนสบตากันอยู่อย่างนั้น แต่ก็อาจจะนานพอจนทำให้บีมที่บ่นนักหนาว่าเหนื่อยแต่ตอนนี้ดันหายเหนื่อยและชวนไปต่อที่คณะอื่น
เราสองคนเดินออกมาและก่อนที่ระยะทางจะไกลออกไปเรื่อย ๆ ไม่รู้อะไรที่ทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองที่พวกเขาทั้งสองอีกครั้ง และเมื่อหันกลับไปก็พบว่าเขากำลังจ้องมองมาที่พวกฉันเหมือนกัน
หลังกลับจากมหาลัยฉันก็ตรงกลับบ้านเพราะวันนี้ไม่ต้องไปที่ร้าน เมื่อกลับมาถึงบ้านก็คิดเอาไว้ว่าจะต้องโทรไปเล่าให้นะโมฟัง แต่แล้วมันก็ไม่เป็นอย่างที่คิด
รถยนต์ที่คุ้นตาจอดขวางประตูหน้าบ้าน ฉันยืนจ้องมองด้วยความรู้สึกที่หลากหลายและภาวนาขอให้การมาครั้งนี้จะไม่เกิดการทะเลาะหรือมีปากเสียงกัน
เพล้ง!
“หยุด! ฉันบอกให้คุณหยุด!” แต่เหมือนคำขอของฉันไม่สมหวัง
เสียงดังจากภายในตัวบ้านทำให้ฉันต้องรีบก้าวเดินไปข้างหน้า ในเมื่อคำขอแรกไม่เป็นอย่างที่หวัง งั้นฉันขออย่าให้แม่ต้องเจ็บตัวเพราะพ่อเลย
ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็เจอเข้ากับข้าวของเครื่องใช้ที่ร่วงหล่นลงพื้น แก้วและจานแตกเต็มพื้นบ้าน ฉันกวาดสายตาเพื่อมองหาแม่ และก็เจอเข้ากับสายตาของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าพ่อที่เขากำลังจ้องมองมาที่ฉัน
“อันดากลับมาแล้วเหรอลูก”
“พ่อทำอะไรแม่คะ”
“พ่อไม่ได้ทำอะไร แม่ทำตัวเองทั้งนั้น”
“อันดาขึ้นห้องไปเถอะลูก” ฉันเลือกที่จะไม่ฟังคำสั่งของพ่อแต่เลือกที่จะเดินเข้าไปหาแม่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ฉันสวมกอดและกอบกุมมือของแม่เอาไว้แน่นและจ้องมองไปยังเบื้องหน้า
ดูเหมือนว่าการกระทำของฉันจะทำให้คนตรงหน้าโกรธมากขึ้น
พ่อจ้องมองมาที่ฉันและแม่ด้วยแววตาที่แข็งกร้าวอย่างที่ฉันไม่เคยเห็น
“อันดาไปอยู่กับพ่อไหมลูก เพราะสัญญาว่าจะรักและไม่ทอดทิ้งหนูแน่นอน”
หึ! คำสัญญาหลอกลวง
“ไม่ค่ะ หนูจะอยู่กับแม่ คำพูดพวกนั้นพ่อก็เคยพูดกับแม่แต่ก็ทำไม่ได้ แล้วพ่อคิดว่าหนูจะเชื่อคำพูดของพ่อได้อีกเหรอคะ พ่อทำให้ความเชื่อใจที่หนูมีให้พ่อมันหมดไปตั้งแต่วันที่พ่อพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาแล้วทำร้ายแม่แล้ว”
ฉันพูดความในใจที่เคยเก็บเอาไว้ไปจนหมด และหลังจากที่พ่อได้ยินท่านก็นิ่งไปสักพักก่อนที่จะเดินออกไปจากบ้าน ทิ้งให้ฉันและแม่นั่งกอดกันอยู่อย่างนั้น
หลังจากที่พ่อออกไปแม่ก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ร้องจนตัวสั่นเทาไปหมด สองแขนรีบโอบกอดแม่ สายตาจ้องมองออกไปยังหน้าบ้านที่ยังมีรถยนต์ของพ่อจอดอยู่ และไม่นานจากนั้นพ่อก็ขับออกไป แต่ถึงแม้ว่าพ่อจะขับออกไปแล้วฉันก็ยังจ้องมองออกไปนอกบ้านเหมือนเดิม พยายามห้ามไม่ให้น้ำตาที่เอ่อล้นรอบดวงตาหล่นลงมา แต่มันก็ช่างยากเหลือเกิน
ในเวลานี้ฉันจะต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด และอยู่ข้างแม่ ถึงแม้จะไม่มีพ่ออยู่ด้วย อย่างน้อยแม่ก็จะยังมีฉันอยู่ตรงนี้