กนากานต์ขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้เธอผ่านเรื่องมามากมายเหลือเกิน โชคดีตอนที่ไปเยี่ยมจิรกานต์เด็กหนุ่มยังสดใสร่าเริง แค่เห็นหน้าน้องและได้พูดคุยกับน้องบ้างหญิงสาวก็มีกำลังกายกำลังใจสู้กับเรื่องร้ายต่าง ๆ นานาแล้ว
สาวร่างเล็กยังอยู่ในชุดที่เธอดัดแปลงมาจากชุดพนักงานเสิร์ฟ ผู้คนบางตาที่เดินสวนกับเธอคงคิดว่าเธอกำลังกลับจากการตระเวนราตรี พอเดินผ่านร้านสะดวกซื้อก็มีวัยรุ่นบางคนตะโกนแซวแต่สาวน้อยก็ทำเป็นไม่สนใจ เธอฉลาดพอที่จะไม่ไปยุ่งกับเรื่องที่จะทำให้ตัวเองเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม
ห้องเช่าของเธอเป็นหอพักกลางเก่ากลางใหม่อยู่ในซอยไม่ลึกนัก ระหว่างทางมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารโต้รุ่งเปิดอยู่บ้างจึงไม่เปลี่ยวจนเกินไป เวลาเธอเดินกลับจากทำงานตอนดึก ๆ ก็ไม่น่ากลัวมาก ราคาห้องเช่าก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับหอพักหรือคอนโดที่อยู่ติดถนนใหญ่ กนากานต์จึงพอใจที่จะเหนื่อยเดินเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยเพื่อแลกกับเงินที่ต้องจ่ายน้อยลง
หญิงสาวเลือกห้องพักที่อยู่ชั้นหนึ่งเพราะเธอขี้เกียจเดินขึ้นชั้นสูง ๆ อีกอย่างเวลาที่บูม หรือจิรกานต์ผู้เป็นน้องออกจากโรงพยาบาลเขาต้องระวังเรื่องการออกแรง อยู่ชั้นหนึ่งจึงปลอดภัยที่สุด
พอสาวน้อยเดินมาถึงหอพักที่เปิดไฟสลัวเธอก็ทักทายกับยามประจำหอก่อนที่ยามจะบอกเธอว่ามีเพื่อนมารอพบแล้วบุ้ยหน้าไปทางม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงจุดนั่งรอของแขก
“พี่แซม! พี่มาหาเบถึงหอพักทำไม? มีเรื่องอะไรเหรอ? ทำไมไม่ไลน์มาบอกเบก่อน?” เบบี้รีบเดินตรงเข้าไปหาผู้จัดการชั้นวีไอพีด้วยความร้อนใจ เธอมีชนักติดหลังที่โดดงานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาเลิกงาน ทำให้รู้สึกเกรงใจพี่แซมเป็นพิเศษ
“แซมไม่ได้มีเรื่องกับเบ พี่ต่างหากที่มีเรื่องกับเบ” เสียงทุ้มห้าวที่คุ้นเคยดังขึ้น ร่างสูงของคนเคยสนิทของกนากานต์เดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ เขาซ่อนตัวได้อย่างดีเยี่ยม คงกลัวเธอเห็นแล้วหนีหน้าไม่ยอมพูดคุย
“พี่แซม พี่พาเขามาเหรอ?” กนากานต์ถามแซมเสียงร้อนรน
“ก็... คุณไคอยากคุยด้วย เบบี้เคลียร์ปัญหากับคุณไคก็แล้วกันนะ โต ๆ กันแล้ว อย่าทะเลาะกันเลย” แซมทำหน้าอึดอัดใจแล้วบอกน้อง
“พี่แซมพูดได้เพราะพี่แซมไม่รู้ว่าเขาเคยทำอะไรกับเบน่ะสิ ถ้าพี่รู้พี่ต้องตีหัวเขาแบะแทนเบแน่ ๆ” เบบี้กระซิบบอกผู้จัดการร่างใหญ่
“พี่ตีเขาไม่ได้หรอกเบบี้... เขาเป็นเจ้านายใหม่พวกเรา... คุณไคซื้อ Rara แล้ว พอเห็นหน้าแกเขาก็ตัดสินใจซื้อ Rara ต่อจากคุณนอตเลย” แซมเอ่ยอ้างถึงเจ้านายเก่า
กนากานต์แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
พี่ไคเนี่ยนะซื้อ Rara!?
พี่ไคที่เธอรู้จักฐานะไม่ได้ดีมากนัก แม่ของเขาเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวตอนแรกก็พอมีเงินเลี้ยงดูลูกไม่ให้ลำบากนักแต่พอป่วยเป็นมะเร็งก็เป็นพี่ไคที่ต้องหางานพิเศษทำเพื่อรักษาแม่
Rara ไม่ใช่ถูก ๆ อย่างน้อยก็ต้อง 20-30 ล้าน พี่ไคเอาเงินที่ไหนมาซื้อกันนะ? อย่าบอกนะว่า...
“พี่ไค... ค้ายาหรือเปล่า? เอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ? ทำไมพี่ทำแบบนี้? เลิกกับเบ เบก็นึกว่าพี่จะไปเจอคนชั่ว ๆ มีชีวิตบัดซบ ทุกข์ทรมานเหมือนที่เบเป็น นี่อะไร? ริค้ายาเหรอ? ที่อยู่สบาย แต่งตัวโก้หรูนี่ค้ายามาใช่ไหม? ทำไมทำตัวแบบนี้?” กนากานต์ต่อว่าเขาทันที
แซมทำหน้าเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก
“แซม นายกลับไปก่อน” น่านน้ำไม่โต้แย้งกับสาวน้อยแต่กลับบอกให้ลูกน้องกลับก่อน
“แต่... ผมมารถคุณไคนะครับ”
“รู้จักนวัตกรรมที่เรียกว่าแกร็บไหม? กดเรียกแกร็บสิวะ เดี๋ยวฉันออกเงินให้ แม่ง ต้องให้บอกทุกเรื่อง” เขาหันไปด่าลูกน้องคนใหม่อย่างหัวเสีย ก่อนจะหันไปมองอดีตคนรัก
“เบบี้ ทำไมเพิ่งกลับ? แล้วใครมาส่ง?” หนุ่มหล่อเริ่มซักถาม ในขณะที่แซมก็พยายามปลีกตัวออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุด
“ทำไมเบต้องบอกพี่ด้วย? พ่อเบก็ไม่ใช่”
“ไม่ใช่พ่อแต่เป็นผัว!”
“เติมคำว่า ‘เก่า’ ลงไปด้วย ‘ผัวเก่า’ แล้วพูดกันตรง ๆ นะ เรายังไม่ทันมีอะไรกันด้วยซ้ำ จะนับเป็นผัวเมียได้ยังไง? ที่เรียกกันผัวเมียตอนนั้นมันก็แค่คำคะนองของเด็กน้อย ฉะนั้นอย่ามาตู่!” สาวน้อยพูดแล้วสะบัดหน้าเดินไปทางห้องของเธอ
กนากานต์ทำเป็นไม่สนใจน่านน้ำ เธอไขประตูเปิดเข้าห้องที่อยู่ชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่เร็วไปกว่าน่านน้ำที่พอเธอเปิดประตูปุ๊บเขาก็ผลักร่างของเธอเข้าไปในห้องพักแล้วแทรกตัวตามเข้าไปด้วย
พอสองร่างอยู่ในห้องเล็กน่านน้ำก็กดกุญแจล็อกห้องทันที
“พี่ไค! เข้ามาทำไม? ออกไปเลยนะ ไม่งั้นเบจะเรียกลุงยามจริง ๆด้วย” กนากานต์ขู่เขาเสียงเด็ดขาด
“เรียกได้ก็ลองดู ถ้ามันอยากเข้ามายุ่งกับเรื่องผัวเมียก็เอา!” น่านน้ำขู่คำรามแล้วจับร่างเล็กของหญิงสาวกดลงไปบนเตียงขนาดสามฟุตที่อยู่ไม่ไกลจากประตูมากนัก
“ว้าย! ปล่อยเบนะพี่ไค! พี่ไคทำอะไรเนี่ย?!” กนากานต์ร้องโวยวายแล้วเหวี่ยงหมัดน้อยเข้าไปตรงใบหน้าของน่านน้ำ แต่หนุ่มแบดบอยผ่านสงครามหมัดเข่ามานักต่อนักอย่างเขาก็หลบเลี่ยงทั้งมือทั้งเท้าของสาวน้อยได้อย่างคล่องแคล่ว
ปึก!
หมัดหนึ่งของหญิงสาวเหวี่ยงโดนใบหน้าเขาเต็ม ๆ จนใบหน้าหล่อขึ้นรอยแดงแต่หนุ่มลูกครึ่งที่โน้มตัวคร่อมร่างบอบบางของสาวน้อยกลับไม่สะทกสะท้าน เขาเอาลิ้นดุนแก้มแล้วนิ่วหน้าเล็กน้อย
“ไม่เจอกันแค่เจ็ดปี ทั้งเตะทั้งต่อยเก่งขึ้นเยอะนะเบบี้ อยากรู้นักว่าจะจูบเก่งขึ้นด้วยหรือเปล่า... จ๊วบ...” น่านน้ำจับข้อมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นรวบเหนือศีรษะของสาวน้อยด้วยมือเดียวแล้วบดจูบลงไปบนกลีบปากอิ่มทันที
กนากานต์ดิ้นรนอยู่ครู่เดียวแต่เมื่อริมฝีปากอุ่นที่คุ้นเคยประกบลงมาสาวน้อยก็เกิดความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นกลางใจ มันเหมือนสุขปนเศร้า เหมือนอยากจะผลักไสแต่ก็อยากรั้งเขาไว้ให้อยู่ข้างเธอนาน ๆ
น่านน้ำดึงดันสอดแทรกลิ้นใหญ่เข้าไปในโพรงปากน้อย หญิงสาวก็เผลอใจเปิดเรียวปากอิ่มเพื่อให้เขาได้เข้ามาชอนไชไล้เลียความหวานอย่างหนำใจ ก่อนที่เขาจะส่งมืออีกข้างไปปลดกระดุมเสื้อกั๊กตัวสีดำของเจ้าหล่อนออกแล้วใช้มือใหญ่เคล้นคลึงเต้าอวบนิ่มทั้งสองข้าง ซ้ายที ขวาทีด้วยความเมามันจนเนื้อนิ่มทะลักลอดง่ามนิ้วออกมา ทิ้งรอยแดงไว้บนเนื้อบางของสาวน้อย
เมื่อตอนเธอยังเป็นเด็กสาววัยรุ่นเขาไม่กล้าแม้แต่จะแอบมองหน้าอกหน้าใจของเธอเพราะตอนนั้นเบบี้ของเขายังเหมือนเด็กน้อย
เขารักของเขา หวงของเขา หวงแม้กระทั่งไม่อยากให้ตัวเองทำลายความบริสุทธิ์ของเบบี้ แต่มาบัดนี้เมื่อเห็นเจ้าหล่อนถูกอุ้มโดยชายอื่นจากไปต่อหน้าต่อตาเขาถึงได้รู้ว่าเบบี้ของเขาคงไม่ไร้เดียงสาเหมือนเมื่อเจ็ดปีที่แล้วอีกต่อไป
มือใหญ่ของชายหนุ่มปลดตะขอเสื้อชั้นในสีขาวของเธอออกอย่างรวดเร็ว แล้วส่งนิ้วหนาไปเขี่ยยอดอกสีชมพูหวานเบา ๆ จนหญิงสาวตัวสั่นสะท้าน เขาถอนจูบออกจากกลีบปากนิ่ม น้ำลายของสองคนที่แลกลิ้นพัวพันไหลยืดออกมา คนเป็นน้องที่นอนอยู่ใต้ร่างปรือตามองเขา ตรงหางตาเหมือนมีหยาดน้ำตาเกาะอยู่
ใจของน่านน้ำหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นร่องรอยน้ำตาของคนร่างเล็ก
“เบบี้... หนูร้องไห้ทำไม?” เขาถามเสียงเบาแล้วใช้มือข้างที่เพิ่งเขี่ยยอดอกสาวน้อยเลื่อนขึ้นมาซับน้ำตาให้เธอ หนุ่มลูกครึ่งเรียกสาวน้อยว่า ‘หนู’ เหมือนเมื่อ 7 ปีก่อนทันทีเพราะใจอ่อนยวบไปกับน้ำตาของเธอ
กนากานต์เบี่ยงหน้าหลบ คราวนี้น้ำตาที่เหมือนจะแค่เกาะอยู่ที่ปลายหางตากลับร่วงลงมาเป็นสาย โมโหอดีตคนรักที่รุกเร้าเอาจูบจากเธอไปแต่โกรธตัวเองมากกว่าที่ยอมเขาได้
“ก็... ก็... พี่ไคจะข่มขืนเบ... ฮึก ! ฮึก!” กนากานต์กลั้นสะอื้นแล้วพูดเสียงสั่น
น่านน้ำรีบปล่อยมือข้างที่จับข้อมือหญิงสาวออกทันทีด้วยความตกใจปนปวดใจ ความคิดที่อยากจะล่วงเกินเธอก่อนหน้านี้หายไปเป็นปลิดทิ้งเพียงแค่เห็นหญิงที่เขารักน้ำตานองหน้า
“เบบี้... พี่ไม่ได้จะข่มขืนหนู พี่... พี่แค่... โธ่โว้ย! พี่แค่อยากกลับมาคืนดีกับหนู เบบี้ให้อภัยพี่ได้ไหม? พี่ขอโทษ... อะไรก็ตามที่พี่ทำผิดไปพี่จะไม่แก้ตัว พี่ยอมรับผิดทั้งหมด พอพี่เห็นหน้าหนูอีกครั้งพี่ก็รู้เลยว่าพี่ขาดหนูไม่ได้... นะเบบี้นะ ได้ไหม?” น่านน้ำถามสาวน้อยที่ตอนนี้หยัดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วรีบใช้มือน้อยติดกระดุมเสื้อกั๊กกลับเข้าไป
“จะกลับมาขอคืนดีกับเบทั้ง ๆ ที่เรื่องของเรามันจบไปตั้งเจ็ดปีแล้วเนี่ยนะ? เหอะ!” กนากานต์ถามแล้วแค่นเสียงออกมาเหมือนไม่อยากเชื่อคำพูดของเขา
“สำหรับเบบี้ความรู้สึกที่มีต่อพี่มันอาจจะบางเบาไปแล้ว แต่สำหรับพี่มันไม่เคยจางหายเลยนะ... และถึงเบบี้จะหมดรักพี่ไปแล้วพี่ก็จะทำให้เบบี้รักพี่ใหม่ พี่มั่นใจว่าพี่ทำได้” น่านน้ำพูดน้ำเสียงคล้ายเจ็บปวด
“ขนาดไม่เคยจางหายยังไปเอากับคนอื่น พูดมาได้ไม่อายปาก เฮงซวย!” กนากานต์ตะโกนใส่หน้าเขาแล้วขว้างตามด้วยหมอน
น่านน้ำเบี่ยงตัวหลบแล้วถามต่อ
“สรุปเบบี้จะอภัยให้พี่ไหม? คนที่ผับบอกว่าเบบี้ยังไม่มีแฟน ในเมื่อเบบี้ว่าง พี่ก็จีบได้” ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“จะจีบใคร? พี่ไคไปถามผัวใหม่เบก่อนเถอะ!” กนากานต์ตอบทันควันแบบไม่ทันคิด มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่อยากจะเกทับคนหลงตัวเองอย่างพี่ไคที่คงคิดว่าเธอไม่ลืมเขาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา
พอหนุ่มหล่อลูกครึ่งญี่ปุ่นได้ฟังจนจบประโยคเขาก็มีอันต้องขมวดคิ้วแน่น
“เบบี้ว่าอะไรนะ?”
“เบบอกว่า ไป-ถาม-ผัว-ใหม่-เบ-ก่อน” สาวน้อยพูดเน้นทีละคำ
“อย่าบอกนะว่า... ไอ้แว่นนั่น...” ใจของน่านน้ำประหวัดนึกถึงไอ้แว่นที่อุ้มเบบี้ของเขาออกมาจากผับทันที
“อือ ใช่ คนที่พี่ไคเห็น คนที่อุ้มเบออกมา คุณศึกรบ เลิศรักษาวงศ์ เจ้าของโรงพยาบาล LK หรืออีกฐานะหนึ่งคือ... ผัวใหม่ของเบบี้!”