“โอ้ว!”
เมื่อรู้แล้วว่าไปต่อได้แบบที่อีกฝ่ายไม่ทุกข์ทรมาน หนุ่มผู้อดกลั้นมานานก็ค่อยๆ ขยับสะโพกสอบเข้าออกแบบเบา ๆ และเชื่องช้าก่อน จากนั้นถึงได้เพิ่มอัตราเร่งขึ้นทีละน้อยๆ
“อื๊อ!”
เสียงครวญของคนใต้ร่างดังขึ้น สองมือบางก็เกาะลำแขนแข็งแรงของเขาไว้แนบแน่น บั้นท้ายก็แอ่นขึ้นร่อนไปมารับแรงกระแทกกระทั้นของเขาได้หนักหน่วงขึ้น
หนุ่มวัยยี่สิบสองปีเต็มจึงไม่รอใดๆ รีบสาวกายเข้าออกในจังหวะรัวเร็วและแรงขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่คิดชีวิต เพราะกายแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่แล้ว เมื่อต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ในเบื้องแรก
“ซี๊ด! พี่ภามจ๋า เอื้อยรักพี่ภามที่สุดในโลกค่ะ”
ชายหนุ่มยิ้มด้วยความอิ่มใจ ทว่าไม่มีเวลาได้บอกรักตอบ เพราะต้องการรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีอยู่ตอนนี้ กระหน่ำเข้าหาอีกคนแบบไม่คิดจะยั้ง กระสุนมีเท่าไหร่เขาอัดใส่เต็มแม็กทันที และด้วยพละกำลังของอดีตนักกีฬามหาวิทยาลัยที่มีอย่างไร้ขีดจำกัด แรงถาโถมจึงส่งผลให้คนอยู่ใต้ร่างกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีใครคิดจะยอมแพ้ เมื่อไฟปรารถนากำลังลุกลามโลมเลียสองกายให้โชติช่วงชัชวาลขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ กระทั่งทะยานไปถึงจุดหมายปลายทางในท้ายที่สุด
สองกายนอนกอดเกี่ยวกันหอบหายใจรวยรินพร้อมเหงื่อท่วมตัวไม่ต่างกัน เพราะในห้องไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศไว้ตั้งแต่แรก และยังไม่มีใครได้สนใจกับอากาศอันอบอ้าวมากไปกว่าการได้เข้าหากัน
“พี่รักเอื้อยจ้ะ รักมากที่สุดในโลกเหมือนกัน”
“เอื้อยก็รักพี่ภามค่ะ”
“มีความสุขมั้ยจ๊ะ”
“มีค่ะ”
ตื๊ดๆ ๆ ตื๊ดๆ ๆ ตื๊ดๆ ๆ
มือถือเจ้ากรรมดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ปลุกคนหลงอยู่ในฝันอันแสนสุขให้ต้องรีบลุกขึ้นไปคว้ามารับสายด้วยอารมณ์เสียนิดๆ พอรู้ว่าเป็นคนที่ตัวเองนัดไว้แท้ๆ ก็ต้องควบคุมน้ำเสียงให้นุ่มลง
วางสายได้ก็รีบทิ้งโต๊ะไปทันที เพราะมีเวลาเหลือไม่เท่าไหร่เพื่อไปให้ทันนัด หรือถ้ารถติดก็อาจจะช้านิดหน่อย ดีแค่ไหนแล้วที่เขานัดไว้ใกล้คอนโดแทน ซึ่งเป็นชานเมืองรถไม่ติดมาก
ตอน เก็บกด
หกโมงเช้าของวันศุกร์ รภัสรดารีบขับรถเข้าไปจอดตรงช่องประจำทันที เพราะวันนี้จะต้องตามท่านประธานไปดูโรงงานที่ชลบุรีพร้อมทีมอาร์ดีของบริษัทและทีมอาร์ดีฟรีแลนที่จ้างมาเพิ่มอีกแปดคน ชายเจ็ดหญิงหนึ่ง รถตู้แล่นเข้ามาจอดตรงตามเวลานัด ทีมงานทุกคนก็มาพร้อมกันเรียบร้อยแล้ว
“คุณมานั่งนี่ จะได้จดที่ผมคุยกับทีมงานด้วย”
ท่านประธานสั่งเสียงเข้ม ขณะก้าวขึ้นรถวีไอพีตรงเบาะหน้า รภัสรดาให้เครียดขึ้นมาทันที เพราะเป็นคนทำกิจกรรมในรถไม่ได้เลย โดยเฉพาะต้องก้มๆ เงยๆ จะเกิดอาการเวียนหัว ปวดหัว
พาลให้อาเจียนหรือไม่สบายทันที แต่เห็นสีหน้าจริงจังของท่านแล้ว ก็จำต้องก้าวไปนั่งข้างๆ ตามคำสั่งอย่างเสียไม่ได้ ในใจก็คิดว่าจะใช้มือถืออัดเสียงเอาไว้คงไม่เสียหายอะไร
แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นตามมา เมื่อท่านประธานใช้ให้หยิบนั่นนี่ในกระเป๋า หรือแม้แต่ใช้มือถือส่วนตัวโทรเข้าไปสั่งงานดวงตา เรียกว่าต้องก้มๆ เงยๆ ตลอดการเดินทาง พอไปถึงโรงงานเลยต้องรีบออกจากรถไปสูดอากาศข้างนอก เพื่อหวังจะให้ดีขึ้น
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า อย่าบอกนะว่าป่วยตอนนี้ เพราะผมต้องการคนช่วย คุณจะป่วยไม่ได้นะ”
เพียงแค่ได้ยินเสียงเข้มๆ ดุๆ ของเจ้านายเท่านั้น ความตื่นเต้นก็ขับไล่อาการพะอืดพะอมให้หายไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ เลยรีบตามทุกคนเข้าไปในโรงงาน โดยมีผู้จัดการออกมาต้อนรับ แล้วพาเดินดูทุกจุดที่ท่านประธานต้องการ แม้กระทั่งในห้องแล็บ อาการเดิมๆ เริ่มกลับมาอีกรอบ แต่ก็พยายามฝืนไว้แล้วทำงานต่อไป
ตอนเที่ยงได้ซดน้ำต้มยำแช่บๆ กับส้มตำเผ็ดๆ ก็พอช่วยให้อาการหายได้บ้าง แต่พอหันหน้ากลับไปทำงานที่เริ่มมีแต่เรื่องเครียดๆ อาการเดิมก็กลับมาอีก ทนไม่ได้จริงๆ เลยต้องไปกระซิบขอให้ผู้จัดการโรงงานหายาดมให้
“คุณเป็นอะไร จะพักก่อนมั้ย”
จากเสียงดุๆ ตั้งแต่เช้าของประธานหนุ่มที่มีให้นั้น บัดนี้เปลี่ยนนุ่มลง เมื่อเห็นใบหน้าที่เคยสวยใสซีดเป็นไก่ต้ม จมูกโด่งแต่พองามนั้นก็มียาดมจ่อเป็นพักๆ สลับกับการจดนั่นนี่ตามที่เขากับทีมงานคุยกัน
“คุณเอื้อยจะเวียนหัวหรือบางทีถึงขนาดอาเจียนเวลานั่งรถแล้วก้มหน้าทำนั่นนี่ครับ ผมเลยบอกเด็กเอายาดมมาให้”
ผู้จัดการโรงงานที่คุ้นเคยกันดีรีบอธิบายแทน เพราะเมื่อเช้าได้ยินท่านประธานคนใหม่ประกาศปาวๆ ว่าเลขาจะป่วยไม่ได้ ต้องช่วยงานให้เสร็จก่อน
“แล้วทำไมไม่บอกผมล่ะ ไปนั่งพักก่อนดีกว่า ที่เหลือผมจัดการเอง”
ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาเล่นงานท่านประธานหนุ่มทันที เลยต้องรีบตรงไปใช้หลังมือแตะหน้าผากเลขาด้วยความห่วงใยหาใช่เสแสร้ง และไม่สนว่าจะมีคนมองมายังไง
“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันทำได้ อีกหน่อยก็เสร็จแล้ว ได้ยาดมแล้วด้วย” แม้อยากพักแต่ก็ไม่อยากเป็นภาระให้ใคร เลยแข็งใจบอกออกไปแบบนั้น
“ผมสั่งให้พักก็พักห้ามอวดดี ไปนอนรอในห้องรับรองเลย เสร็จแล้วผมจะไปตาม”
แม้ท่านประธานจะสั่งเสียงแข็งยังไง แต่เลขาสาวก็ยังไม่ยอมขยับไปไหน เพราะอยากทำงานให้เสร็จสมบูรณ์จะได้ไม่ถูกตำหนิ