“แก้วเอ้ย! มาพอดีพ่อกำลังจะไปทำงานแล้ว”
“เอ่อ...นี่ใช่น้าวิทิตหรือเปล่าครับ”
นายวิทิตหันมองคนที่เดินคู่มากับลูกสาวแล้วพยักหน้า
“ใครล่ะเนี่ย...”
“ผมภาคินครับ ภาคินที่น้าเคยสอนผมยิงหนังสติ๊กตอนเด็กๆ”
“อ้อ...ภาคิน เออๆ เอาไว้คุยกันนะเดี๋ยวฉันไปทำงานก่อน”
ว่าแล้วก็เดินจากไปทิ้งให้ภาคินมองตามด้วยความงุนงงที่อีกฝ่ายทักทายเขาแบบนั้น
“นายรู้จักพ่อด้วยเหรอคะ”
“ใช่ ถ้าเธอเป็นลูกสาวน้าวิทิตฉันก็เคยเจอเธอแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเธอเด็กมาก”
“เหรอคะ...เรื่องพ่อ...นายพูดอะไรกับแกก็ไม่เป็นผลหรอกค่ะ แกหลงๆลืมๆช่วงนี้ เรื่องอดีตจำไม่ค่อยได้”
“หืม...”
“พ่อแกเป็นโรคอัลไซเมอร์ค่ะ เป็นมาสักระยะนึงแล้ว”
“ต้องไปหาหมอนะ ต้องรักษาไม่อย่างนั้นจะเป็นหนัก”
“แก้วพาแกไปอยู่ค่ะ หมอบอกพ่อเป็นระยะเริ่มต้น”
“แล้วบ้านพักเธอหลังไหน...”
“หลังนี้จ้ะที่พ่อเพิ่งลงมา แก้วพักอยู่กับพ่อ”
“หืม...”
ภาคินมองบ้านพักหลังน้อยที่ไม่ได้แน่นหนาด้วยแววตาครุ่นคิด
“แล้วนอนยังไงไม่มีห้องหับ”
“แก้วนอนแยกมุ้งกับพ่อ ไม่มีอะไรกั้นมีแค่มุ้ง นายไม่ต้องทำหน้าตกใจ ครอบครัวอื่นก็อยู่กันแบบนี้”
ผู้หญิงตรงหน้าเขาโตจนใช้คำว่าหญิงสาวได้เต็มปาก ถึงแม้ดวงตาจะซื่อใสไร้พิษภัยราวกับดวงตาของเด็กๆ แต่หลายๆอย่างบ่งบอกถึงความเป็นสาวของเธอได้ชัดเจน การที่ต้องอยู่บ้านหลังน้อยที่ไม่มีประตูและห้องหับมิดชิด ท่ามกลางคนงานเหมืองอีกหลายชีวิตเป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่น้อย
“เธอจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ฉันจะไปทำงานแล้วเหมือนกัน”
“ค่ะนาย ขอบคุณนายอีกครั้งที่ช่วย”
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วจึงเดินออกไปทั้งที่ในใจครุ่นคิด ว่าควรจะจัดการอย่างไรกับความเป็นอยู่ของช่อแก้ว
พอถึงตอนกลางวันช่อแก้วหิ้วปิ่นโตสองเถาเข้ามาในเหมืองซึ่งตอนนี้คนงานเริ่มทยอยพัก เมื่อเห็นภาคินเดินนำออกมาเธอก็รีบตรงเข้าไปหาทันที
“นาย...แก้วทำกับข้าวมาขอบคุณนาย”
พูดแล้วเธอก็ยื่นปิ่นโตในมือให้เขา ทีแรกชายหนุ่มคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นดวงตาใสแจ๋วที่มองมามือก็ยื่นไปรับปิ่นโตจากเธอโดยไม่รู้ตัว
“กินให้อร่อยนะนาย”
เธอส่งยิ้มแล้วเดินเลี่ยงไปหาบิดาที่อยู่อีกทาง
( 1 เดือนต่อมา )
ภาคินสั่งคนงานปลูกบ้านท้ายเหมืองอีกห้าหลัง เพื่อเป็นที่พักให้กับบรรดาลูกคนงานที่โตเป็นสาว โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อไหร่มีสามีก็จะต้องออกไปปลูกกันเอง ถึงแม้จะเป็นบ้านหลังเล็กแต่ก็แน่นหนามิดชิด และความมีน้ำใจของเขาก็ทำให้คนงานรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่วันนั้นช่อแก้วและเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกับเธอก็ช่วยกันทำอาหารกลางวันไปส่งให้ภาคิน เพื่อตอบแทนน้ำใจของนายเหมือง เพราะการได้มีบ้านแยกกับพ่อแม่เมื่อโตเป็นสาวคือสิ่งที่พวกเธอโหยหา
“วันนี้มีผัดเผ็ดปลาดุกจ้ะ”
เธอบอกในขณะที่ยื่นปิ่นโตให้เขาและภาคินก็รับเอาไปพร้อมคำขอบคุณเหมือนทุกวัน
“เมื่อวานแกงมะระปลาดุกอร่อยดีนะแก้ว ฉันไม่เคยกินมาก่อนเลย”
“ถ้านายชอบพรุ่งนี้แก้วจะทำอีก เพราะลุงโทนพ่อฟักแฟงดักปลาดุกได้มาเยอะ นายน่าจะได้กินปลาดุกอีกหลายวัน”
“ทำมาเถอะฉันไม่เบื่อหรอก ปลาดุกก็จริงแต่เมนูไม่ซ้ำแถมอร่อยด้วย”
ช่อแก้วยิ้มเอียงอายในใจก่อเกิดความรู้สึกบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ต่างจากภาคินที่เริ่มรู้สึกหวั่นไหวไปกับแม่แสนซื่อตรงหน้านี่เสียแล้ว ทั้งๆที่บ้านพักของเขามีแม่ครัวคอยปรุงอาหารดีๆทุกมื้อ แค่เขากลับรอกินข้าวปิ่นโตฝีมือเธอทุกวัน โดยไม่คิดที่จะกลับไปกินอาหารดีๆที่ว่า
“เอาปิ่นโตมาให้นายอีกแล้ว ถามจริงเอ็งชอบนายเหรอวะนังแก้ว”
จู่ๆลุงหวังคนงานก็เอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆจนช่อแก้ววางหน้าไม่ถูก
“เอ่อ... ขวัญ ฟักแฟง น้ำหวานก็เอาปิ่นโตมาให้นายเหมือนกันจ้ะ พวกเราอยากขอบคุณนายเลยผลัดกันมาส่งปิ่นโต”
“งั้นเรอะ! ข้าก็ถามดูน่ะเห็นเอ็งมาบ่อยกว่าใครเพื่อน”
“มะ...ไม่ใช่จ้ะลุง”
“ไม่ใช่ก็ดี นายน่ะเขาสูงเกินเอื้อม ไปวาดฝันเดี๋ยวน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า นี่ข้าเตือนเพราะหวังดีนะ”
“จ้ะลุง”
คำเตือนที่ตรงไปตรงมาของลุงหวังทำให้หัวใจของช่อแก้วห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าถามความรู้สึกจริงๆเธอก็ต้องยอมรับว่าเธอมีใจให้เขา
“เป็นอะไร...”
นายวิทิตเอ่ยถามเมื่อจู่ๆลูกสาวก็นั่งซึมไป
“เปล่าจ้ะ”
“ชอบนายเขาเหรอ”
“ทำไมพ่อถามแบบนี้ล่ะจ๊ะ”
“ก็เมื่อกี้ไอ้หวังมันเตือนเรื่องนายแล้วเอ็งก็ซึมไป”
“พ่อโกรธหนูมั้ย...”
เธอตัดสินใจถามบิดาตามตรงเพราะการโกหกไม่ใช่นิสัยของเธอ
“ไม่...พ่อไม่โกรธแต่เป็นห่วง”
“พ่อไม่ต้องห่วงนะ หนูรู้จ้ะว่าสูงต่ำเป็นยังไง”
“อืม...ดีแล้ว”
นายวิทิตลูบศีรษะเล็กของลูกสาวอย่างเอ็นดู เพราะช่อแก้วเปรียบเหมือนดวงใจ เป็นตัวแทนความรักของคู่ชีวิตที่ตายจากไปนับสิบปี เนื่องจากฝืนมีลูกตอนอายุเกินสี่สิบร่างกายจึงทรุดโทรมอ่อนแอ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งตัวนายวิทิตและแม่ของช่อแก้ว ก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่มีลูกสาวน่ารักอย่างเธอ
“แก้ว! แก้ว!”
“อะไรอะฟักแฟงเรียกซะเสียงดังเลย”
ช่อแก้วลุกยืนเมื่อจู่ๆเพื่อนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
“ไป...เป็นเพื่อนหน่อย ไป...”
ฟักแฟงตอบคำถามทั้งๆที่ยังหายใจแทบไม่ทัน
“ค่อยๆพูดก็ได้ไม่ต้องรีบ อะกินน้ำก่อน”
ช่อแก้วตักน้ำในกระติกส่งให้เพื่อนซึ่งอีกฝ่ายก็รีบคว้าไปดื่มอย่างกระหายเพราะวิ่งมาเป็นกิโล
“ไปเป็นเพื่อนหน่อย”
“ไปไหน”
“ไปในหมู่บ้าน...”
“ไปทำไมอะเราไม่ไปหรอก
เธอปฏิเสธแทบจะทันทีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งก่อนช่อแก้วก็พยายามจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในหมู่บ้าน ด้วยกลัวว่าจะถูกประชาคุกคามเอาอีก และที่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่มาวุ่นวายกับเธอก็เพราะภาคินสั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ใครเข้ามาวุ่นวายในเขตเหมือง
“หึ้ย! ได้ไงอะไปเป็นเพื่อนกันหน่อยไม่ได้เหรอ”
“ไปเป็นเพื่อนฟักแฟงเถอะแก้ว ไปไหนไปด้วยกันน่ะดีแล้ว”
นายวิทิตรีบสนับสนุนเพราะรู้สึกเป็นห่วงหากฟังแฟงจะเข้าหมู่บ้านคนเดียว ถึงแม้ตอนนี้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป บ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้าและทันสมัย แต่ที่แห่งนี้ก็ยังป่าเถื่อนล้าหลัง ไม่ว่าจะทำอะไรจึงต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษ
“งั้นก็ได้...”
ช่อแก้วเก็บปิ่นโตของบิดาแล้วพาเพื่อนซ้อนมอเตอร์ไซค์คันเก่าเข้าไปในหมู่บ้านตามที่ฟักแฟงต้องการ
ช่อแก้วมองเพื่อนที่กำลังต่อแถวรับใบสมัครด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย เพราะรู้ดีว่าถ้าหากเป็นอย่างนี้อีกไม่นานเพื่อนรักของเธอก็จะต้องจากไปทำงาน
ทุกๆปีจะมีรถมาประกาศรับสมัครหาคนหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในเมือง ตามแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆที่ต้องการคนจำนวนมาก และทุกๆปีก็จะมีคนที่อายุถึงเกณฑ์รอสมัครกันไม่น้อย เหตุผลที่ต้องรอรถรับสมัครก็เพราะว่าฐานะแต่ละคนยากจนไม่มีเงินพอในการสำรองค่าใช้จ่าย แต่ถ้าหากสมัครกับรถที่มาประกาศ ก็จะได้ที่พักและรถฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมากมาย ขอแค่มีค่ากินติดตัวนิดหน่อยรอเงินเดือนออกก็เพียงพอ
“มาแล้วๆ ฉันเอามาเผื่อแกด้วยนะแก้ว”
“หึ...ไม่เอา”
ช่อแก้วสายหน้าปฏิเสธและดันเอกสารในมือคืนเพื่อน
“ทำไมอะ ไปทำด้วยกันดิ ขวัญ ยุพา แล้วก็เพื่อนๆในหมู่บ้านไปกันหลายคนเลย”
“แกก็รู้ว่าพ่อฉันป่วย ถ้าฉันไปใครจะดูแลพ่อล่ะ”
“เออ...จริงด้วย”
“พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้หมอนัด”
“อือ...งั้นกลับกันเถอะ”
ในขณะที่ขี่รถกลับบ้านจู่ๆก็มีรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งวิ่งมาตัดหน้า ทำให้ช่อแก้วต้องเบรกกระทันหันจนเกือบจะเสียหลัก
ว้ายยย!!!
ฟักแฟงกรีดร้องด้วยความตกใจในขณะที่ช่อแก้วถอนใจอย่างโล่งอก
“จะไปไหนกัน”
ประชาซึ่งเป็นคนขับเปิดประตูลงมาถามด้วยใบหน้ายียวนจึงถูกฟักแฟงแหวใส่
“ยังจะกล้าถามอีก! ขับรถบ้าอะไรไม่เห็นคนหรือไงฮะ!”
“เงียบปากซะนังแฟงฉันไม่ได้ถามแก!”
“เกือบทำคนอื่นเจ็บตัวจะขอโทษสักคำก็ยังไม่มี!”
“พอเถอะ...เราไม่ได้เป็นอะไร กลับบ้านกันเถอะฟักแฟง”
“เดี๋ยวสิน้องแก้ว เรายังไม่ได้คุยอะไรกันเลย”
“พ่อฉันรออยู่หลบไปได้แล้วฉันรีบ”
“ทีกูนี่ไม่มีเวลาให้! ทีไอ้นายเหมืองล่ะระริกระรี้ใส่ ข่าวว่าส่งข้าวส่งน้ำแบบเช้าถึงเย็นถึง แต่ก่อนกูก็คิดว่าเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ ที่ไหนได้ทั้งแรดทั้งร่านน่าดูนะมึง!”
ประชาก่นด่าด้วยความคับแค้นใจเพราะรักชอบช่อแก้วมาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้า แต่เธอไม่เคยเล่นด้วยก็ปลอบใจตัวเองมาตลอดว่าเธอยังเด็ก พยายามทำคะแนนให้เธอไว้วางใจแต่ก็ไม่เป็นผล พอได้ข่าวว่าช่อแก้วเอาอกเอาใจนายเหมืองคนใหม่ ในใจก็เดือดดาลไปด้วยไฟแค้นซ้ำยังอายคนที่คอยหัวเราะเยาะว่าสุดท้ายแล้วเขาก็เป็นได้แค่หมาที่นอนเฝ้าปลากระป๋องมาหลายปี
“หยุดเดี๋ยวนี้นะพี่ประชา! พี่ไม่มีสิทธิ์จะมาพูดจาแบบนี้กับฉันนะ!”
“ทำไมกูจะไม่มีสิทธิ์! กูเฝ้ามึงมากี่ปีฮะอีแก้ว!”
“ฉันก็ไม่ได้ใช้ให้พี่มาเฝ้านี่ ฉันไปขอร้องพี่เมื่อไหร่กัน ที่ผ่านมาฉันบอกพี่ตลอดว่าฉันเห็นพี่เป็นแค่คนรู้จัก!”
“กูไม่เป็นคนรู้จักแต่กูจะเป็นผัวมึง!”
ว่าแล้วประชาก็คว้าข้อมือบางหวังจะฉุดกระชากช่อแก้วขึ้นรถ
พลั่ก!!
เสียงของแข็งกระทบศีรษะของประชาดังสนั่น ส่งผลให้เลือดสดๆไหลออกมาทันตา
“โอ๊ย!! อีแฟง!”
“เออ! ถ้ามึงไม่ปล่อยเพื่อนกูวันนี้กูจะตีมึงให้ตาย!”
พลั่ก!!
“โอ๊ย! พอแล้ว! พอ!”
ถึงแม้จะได้เปรียบเพราะเป็นผู้ชายแต่เมื่อถูกจู่โจมจนบาดเจ็บก็ตกเป็นรองได้ในทันที
“มึงไปเลย! ไป!”
“มึงจำไว้นะอีแก้ว! กูต้องเอามึงเป็นเมียให้ได้!”
“หื้ม...”
ฟักแฟงเงื้อไม้ขึ้นสูงหมายจะฟาดคนปากดีแต่ประชาก็รีบวิ่งขึ้นรถไปเสียก่อน
“ต่อไปแกต้องระวังตัวแล้วนะแก้ว ไอ้ประชามันเหมือนหมาบ้าเข้าไปทุกวัน”
“แกก็ด้วยแฟงไปตีเขาจนหัวหูแตกงานนี้มีแค้นฝังหุ่นแน่”
“เฮอะ! ฉันไม่อยู่ให้มันแก้แค้นหรอกเดี๋ยวก็ไปทำงานในเมืองแล้ว ห่วงแต่แกเถอะต้องอยู่ผจญกับมันอีกนาน”
“ฉันก็จะพยายามระวังตัว อยู่ท้ายเหมืองก็ปลอดภัยขึ้นเยอะ เพราะนายสั่งไม่ให้คนนอกเข้า”
“อือ...จะไปไหนก็ระวังตัวเอาแล้วกัน ไปเถอะกลับบ้านเดี๋ยวเผื่อไอ้หมาบ้านั่นขนพวกย้อนกลับมา”
“งั้นรีบเลยแฟง”
( วันต่อมา )
( @ โรงพยาบาล )
“จากการตรวจหมอคิดว่าอาการของคนไข้ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นนะครับ จากที่ตอนแรกที่ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่ามีความจำถดถอย ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำๆ เรื่องเดิม ตอนนี้ก็ยังคงมีอาการแค่นั้นไม่ได้แย่ลง แต่ถ้าเมื่อไหร่คนไข้มีเรื่องของการ สับสนทิศทาง เริ่มเครียด อารมณ์เสียง่ายและซึมเศร้า นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าอาการแย่ลงญาติต้องคอยสักเกตนะครับ”
“ค่ะ แล้วแบบนี้พ่อจะหายมั้ยคะหมอ”
“หมอต้องบอกตรงๆว่าโรคอัลไซเมอร์ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้นะครับ แต่เราสามารถชะลออาการป่วยได้ด้วยอะไรหลายๆอย่าง เดี๋ยวหมอจะให้เอกสารญาติไปศึกษาจะได้ช่วยกันดูแล”
“หมายความว่า...ความจำของผมมันจะค่อยๆหายไปเหรอครับหมอ”
น้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายคนสิ้นหวังของบิดาทำให้ช่อแก้วสงสารจับใจ เธอจึงจับมือเหี่ยวย่นที่มีเส้นเลือดปูดโปนบีบเบาๆอย่างต้องการปลอบโยนและให้กำลังใจ
“คุณลุงอย่ากังวลเลยครับ อย่างที่ผมบอกว่าเราสามรถชะลออาการไม่ให้มันเป็นหนักขึ้นได้ การกังวลมาก หรือความเครียดก็มีผลนะครับ อายุของคุณลุงเพิ่งจะหกสิบปีเท่านั้น ผมว่าลุงยังไม่ลืมง่ายๆหรอกครับแค่ทำตามที่ผมแนะนำก็น่าจะไม่แย่ลงกว่านี้”
คุณหมอเองก็พยายามที่จะให้กำลังใจเพราะรู้ดีว่ากำลังใจคือส่วนสำคัญของการรักษา ช่อแก้วจึงส่งยิ้มขอบคุณในน้ำใจของคุณหมอ
“ครับ ผมจะพยายามทำตามที่คุณหมอบอกนะครับ”
“ครับคุณลุง ส่วนนี่เอกสาร...”
คุณหมอยื่นกระดาษสองสามแผ่นให้กับช่อแก้วซึ่งเธอก็ประนมไหว้ขอบคุณก่อนจะรับเอามา
“ศึกษาแล้วก็พยายามทำตามให้ได้นะมันจะเป็นผลดีมากๆ”
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวมองเอกสารในมืออย่างมีความหวัง ถึงแม้คุณหมอจะไม่ได้บอกว่าพ่อของเธอจะหายขาด แต่มันก็ยังดีที่จะมีวิธียืดเวลาออกไป ถึงแม้จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่หมอแนะนำจะช่วยยื้อความทรงจำของพ่อได้ถึงเมื่อไหร่
( 2 สัปดาห์ต่อมา )
ช่อแก้วลงไปแหวกว่ายอยู่ในธารน้ำใสอย่างสนุกสนานกับบรรดาเด็กๆลูกคนงานที่ชอบมาติดตามเธอ เพราะเห็นช่อแก้วเป็นทั้งเพื่อนและพี่ในเวลาเดียวกัน
“พี่แก้วๆ เราขึ้นกันเถอะแม่บอกไม่ให้หนูเล่นนาน”
“ใช่พี่ ผมก็จะตามพ่อไปในเมืองต้องรีบขึ้นแล้ว”
“ขึ้นก็ขึ้น พวกเธอเดินนำไปเลยเดี๋ยวพี่ล้างตัวแล้วตามไป”
“ให้พวกหนูรอพี่แก้วก็ได้”
“ไม่เป็นไร รีบกลับเถอะเดี๋ยวแม่จะดุเอา พี่ล้างตัวแป๊บเดียวก็ตามไปแล้ว”
“จ้ะ งั้นพวกหนูไปก่อนนะ”
เด็กๆทั้งสามคนพากันขึ้นจากน้ำแล้วล่วงหน้ากลับไปก่อน ช่อแก้วจึงว่ายไปหยิบสบู่ที่เตรียมมาเพื่อถูล้างตัวจนสะอาดแล้วก้าวขึ้นจากลำธาร
“อูย...ขึ้นมาแล้วหนาวจัง”
ลมเย็นที่พัดโชยปะทะผิวเนียนหนาวเย็นจนช่อแก้วห่อไหล่ เธอรีบเดินตรงไปยังกองผ้าเช็ดตัวที่วางเอาไว้บนโขดหินหมายจะหยิบมาห่มคลายหนาว
“หอมจริงๆ...”
หญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อผ้าขนหนูของเธอตกอยู่ในมือของประชา ซ้ำตอนนี้มันก็กำลังทำท่าสูดดมคล้ายคนโรคจิต
“เอาคืนมานะ!”
“กูไม่เอาก็ได้กะอีแค่ผ้าเช็ดตัว! กูเอามึงเลยดีกว่า!”
ประชาขว้างผ้าขนหนูลงพื้นแล้วตรงเข้าหาช่อแก้วด้วยท่าทางคุกคาม
“กรี๊ดดด!!...”
ช่อแก้วทั้งดิ้นรนทั้งกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดของเธอไม่อาจสู้แรงคนบ้าอย่างประชาได้เลย
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! กรี๊ดดด!!”
ปัง!!
เสียงปืนที่ดังสั่นทำให้ประชาที่กำลังปลุกปล้ำช่อแก้วชะงักอยู่กับที่
“ปล่อยมือจากแก้วเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงที่ทรงอำนาจรวมทั้งปลายกระบอกปืนที่จ่ออยู่ในระยะประชิด ทำให้ประชาปล่อยมือจากช่อแก้วราวกับต้องของร้อน
“นาย! ฮือๆ...”
ภาคินใช้มือข้างหนึ่งโอบประคองร่างบางของคนที่กำลังเสียขวัญแต่มืออีกข้างก็ยังคงกำด้ามปืนไว้แน่น
“ไปซะไอ้สารเลว!”
“มึงเป็นใครจะมาชุบมือเปิบ! อีแก้วกูจับจองมันก่อนมึงจะมาหลายปี วันนี้กูไม่ได้วันหน้ากูก็จะเอามันให้ได้!”
ปัง!!
“โอ๊ยยย!”
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นทั่วบริเวณเมื่อกระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่ต้นแขนข้างซ้ายของประชา
“นี่กูแค่สั่งสอนมึงเท่านั้น! จำเอาไว้ว่าถ้ามึงแตะต้องแก้วอีกมึงต้องเจ็บยิ่งกว่านี้!”
“โอ๊ยยย ไอ้นายเหมือง! มึงยิงกู! พ่อกูไม่ยอมแน่!”
“มึงกลับไปฟ้องพ่อมึงได้เลยไอ้ลูกแหง่!”
ปัง!!
เสียงปืนดังขึ้นอีกนัดแต่ครั้งนี้ภาคินเพียงแค่ต้องการข่มขวัญประชา และมันก็ได้ผลเมื่ออีกฝ่ายวิ่งเตลิดแบบไม่คิดชีวิต
“แก้ว...แก้ว...ไม่มีอะไรแล้วนะ มันไปแล้ว...”
ช่อแก้วยังคงยืนตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนเขา เธอทั้งตกใจและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนภาคินต้องปลอบประโลมอยู่นาน
“นาย...”
เธอเงยหน้ามองเขาในแววตามีแต่ความกังวล น้ำตาปริ่มขอบตาพร้อมจะหยดได้ทุกเมื่อ
“หืม...ไม่ต้องร้อง...”
“นายยิงมัน นายจะโดนกำนันเรียกตำรวจมาจับมั้ย”
ภาคินยิ้มเอ็นดูเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาลูบศีรษะเล็กของเธอเบาๆให้คลายกังวล
“ไม่หรอก เชื่อสิว่าฉันจะไม่เป็นอะไรเธอเองก็ด้วยนะแก้ว ต่อไปนี้จะไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับเธออีก”
“ไม่หรอก...ฮึก...มันไม่ยอมรามือง่ายๆแน่”
“แต่ฉันมีวิธีที่จะทำให้มันเลิกยุ่งกับแก้ว”
“ยังไงคะนาย”
“เอาเถอะ ถึงเวลาก็รู้เอง...”
“แล้วนี่มาเล่นน้ำหรือไงตัวถึงเปียกแบบนี้”
พอถูกทักใบหน้าหมดจดก็แดงซ่าน เพราะตอนนี้ชุดที่เปียกแนบเนื้ออวดทรวดทรงชัดเจน ซ้ำเธอก็ยังถูกเขาโอบกอดแนบชิด
“เอ่อ...”
ช่อแก้วรีบก้าวถอยหลังโดยที่ชายหนุ่มก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี
“มาเล่นกับพวกเด็กๆค่ะแต่เด็กๆกลับไปแล้ว นายล่ะมาทำอะไร”
“ฉันก็ตั้งใจเดินมาหาแก้วนั่นแหละ เห็นสามวันแล้วที่แก้วไม่ได้ไปส่งปิ่นโต”
“ไม่ได้ส่งแต่แก้วก็เป็นคนทำกับข้าวค่ะ ที่ฟักแฟงไปส่งปิ่นโตให้นายทุกวันเพราะฟักแฟงจะไม่อยู่แล้ว ก็เลยอยากส่งปิ่นโตให้นายก่อนไป”
“ไม่อยู่เหรอ ฟักแฟงจะไปไหนล่ะ”
“ไปทำงานค่ะนาย ไปทำงานในเมืองกับรถที่มารับสมัคร”
“แล้วแก้วล่ะไปด้วยมั้ย”
ช่อแก้วส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมอธิบาย
“ไม่ได้ไปค่ะ พ่อป่วยแก้วต้องอยู่ดูแลพ่อ”
“อืม...ดีแล้ว เดี๋ยวแก้วกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้านะ ฉันก็จะกลับบ้านไปเอารถมารับ”
“รับไปไหนคะ”
“เดี๋ยวก็รู้ ฉันไม่เอาแก้วไปขายหรอกน่าไม่ต้องกลัว”
ช่อแก้วยิ้มเขินเมื่อถูกเขาแซวจนภาคินต้องยิ้มตาม
“นายยิ้มอะไรคะ”
“ยิ้มเพราะเอ็นดูเด็กน้อยน่ะสิ น้ำตายังไม่ทันแห้งเลยยิ้มได้แล้ว ไปเถอะ...กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวฉันจะมารับ”
“ค่ะนาย”
ภาคินเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่ตกอยู่ไม่ไกลมาคลุ่มไหล่ให้กับเธอ แล้วมองตามหญิงสาวที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะ ยังดีเหลือเกินที่ช่อแก้วซื่อใสและยังเดียงสา เธอจึงไม่ได้สังเกตว่ามีบางอย่างในตัวเขากำลังผงาดขึ้นจนเป้ากางเกงตึงเปรี๊ยะ
ร่างนุ่มนิ่มและหอมกรุ่นปลุกสัญชาตญาณนักล่าของภาคินให้ตื่นขึ้น เขาเกิดความปรารถนาในตัวเธอโดยที่ช่อแก้วเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสายตาของผู้ล่าจับจ้องอยู่