ลวงใจ2

3411 คำ
“แก้วเอ้ย! มาพอดีพ่อกำลังจะไปทำงานแล้ว” “เอ่อ...นี่ใช่น้าวิทิตหรือเปล่าครับ” นายวิทิตหันมองคนที่เดินคู่มากับลูกสาวแล้วพยักหน้า “ใครล่ะเนี่ย...” “ผมภาคินครับ ภาคินที่น้าเคยสอนผมยิงหนังสติ๊กตอนเด็กๆ” “อ้อ...ภาคิน เออๆ เอาไว้คุยกันนะเดี๋ยวฉันไปทำงานก่อน” ว่าแล้วก็เดินจากไปทิ้งให้ภาคินมองตามด้วยความงุนงงที่อีกฝ่ายทักทายเขาแบบนั้น “นายรู้จักพ่อด้วยเหรอคะ” “ใช่ ถ้าเธอเป็นลูกสาวน้าวิทิตฉันก็เคยเจอเธอแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเธอเด็กมาก” “เหรอคะ...เรื่องพ่อ...นายพูดอะไรกับแกก็ไม่เป็นผลหรอกค่ะ แกหลงๆลืมๆช่วงนี้ เรื่องอดีตจำไม่ค่อยได้” “หืม...” “พ่อแกเป็นโรคอัลไซเมอร์ค่ะ เป็นมาสักระยะนึงแล้ว” “ต้องไปหาหมอนะ ต้องรักษาไม่อย่างนั้นจะเป็นหนัก” “แก้วพาแกไปอยู่ค่ะ หมอบอกพ่อเป็นระยะเริ่มต้น” “แล้วบ้านพักเธอหลังไหน...” “หลังนี้จ้ะที่พ่อเพิ่งลงมา แก้วพักอยู่กับพ่อ” “หืม...” ภาคินมองบ้านพักหลังน้อยที่ไม่ได้แน่นหนาด้วยแววตาครุ่นคิด “แล้วนอนยังไงไม่มีห้องหับ” “แก้วนอนแยกมุ้งกับพ่อ ไม่มีอะไรกั้นมีแค่มุ้ง นายไม่ต้องทำหน้าตกใจ ครอบครัวอื่นก็อยู่กันแบบนี้” ผู้หญิงตรงหน้าเขาโตจนใช้คำว่าหญิงสาวได้เต็มปาก ถึงแม้ดวงตาจะซื่อใสไร้พิษภัยราวกับดวงตาของเด็กๆ แต่หลายๆอย่างบ่งบอกถึงความเป็นสาวของเธอได้ชัดเจน การที่ต้องอยู่บ้านหลังน้อยที่ไม่มีประตูและห้องหับมิดชิด ท่ามกลางคนงานเหมืองอีกหลายชีวิตเป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่น้อย “เธอจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ ฉันจะไปทำงานแล้วเหมือนกัน” “ค่ะนาย ขอบคุณนายอีกครั้งที่ช่วย” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วจึงเดินออกไปทั้งที่ในใจครุ่นคิด ว่าควรจะจัดการอย่างไรกับความเป็นอยู่ของช่อแก้ว พอถึงตอนกลางวันช่อแก้วหิ้วปิ่นโตสองเถาเข้ามาในเหมืองซึ่งตอนนี้คนงานเริ่มทยอยพัก เมื่อเห็นภาคินเดินนำออกมาเธอก็รีบตรงเข้าไปหาทันที “นาย...แก้วทำกับข้าวมาขอบคุณนาย” พูดแล้วเธอก็ยื่นปิ่นโตในมือให้เขา ทีแรกชายหนุ่มคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นดวงตาใสแจ๋วที่มองมามือก็ยื่นไปรับปิ่นโตจากเธอโดยไม่รู้ตัว “กินให้อร่อยนะนาย” เธอส่งยิ้มแล้วเดินเลี่ยงไปหาบิดาที่อยู่อีกทาง ( 1 เดือนต่อมา ) ภาคินสั่งคนงานปลูกบ้านท้ายเหมืองอีกห้าหลัง เพื่อเป็นที่พักให้กับบรรดาลูกคนงานที่โตเป็นสาว โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อไหร่มีสามีก็จะต้องออกไปปลูกกันเอง ถึงแม้จะเป็นบ้านหลังเล็กแต่ก็แน่นหนามิดชิด และความมีน้ำใจของเขาก็ทำให้คนงานรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก ตั้งแต่วันนั้นช่อแก้วและเพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกับเธอก็ช่วยกันทำอาหารกลางวันไปส่งให้ภาคิน เพื่อตอบแทนน้ำใจของนายเหมือง เพราะการได้มีบ้านแยกกับพ่อแม่เมื่อโตเป็นสาวคือสิ่งที่พวกเธอโหยหา “วันนี้มีผัดเผ็ดปลาดุกจ้ะ” เธอบอกในขณะที่ยื่นปิ่นโตให้เขาและภาคินก็รับเอาไปพร้อมคำขอบคุณเหมือนทุกวัน “เมื่อวานแกงมะระปลาดุกอร่อยดีนะแก้ว ฉันไม่เคยกินมาก่อนเลย” “ถ้านายชอบพรุ่งนี้แก้วจะทำอีก เพราะลุงโทนพ่อฟักแฟงดักปลาดุกได้มาเยอะ นายน่าจะได้กินปลาดุกอีกหลายวัน” “ทำมาเถอะฉันไม่เบื่อหรอก ปลาดุกก็จริงแต่เมนูไม่ซ้ำแถมอร่อยด้วย” ช่อแก้วยิ้มเอียงอายในใจก่อเกิดความรู้สึกบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ต่างจากภาคินที่เริ่มรู้สึกหวั่นไหวไปกับแม่แสนซื่อตรงหน้านี่เสียแล้ว ทั้งๆที่บ้านพักของเขามีแม่ครัวคอยปรุงอาหารดีๆทุกมื้อ แค่เขากลับรอกินข้าวปิ่นโตฝีมือเธอทุกวัน โดยไม่คิดที่จะกลับไปกินอาหารดีๆที่ว่า “เอาปิ่นโตมาให้นายอีกแล้ว ถามจริงเอ็งชอบนายเหรอวะนังแก้ว” จู่ๆลุงหวังคนงานก็เอ่ยถามขึ้นมาดื้อๆจนช่อแก้ววางหน้าไม่ถูก “เอ่อ... ขวัญ ฟักแฟง น้ำหวานก็เอาปิ่นโตมาให้นายเหมือนกันจ้ะ พวกเราอยากขอบคุณนายเลยผลัดกันมาส่งปิ่นโต” “งั้นเรอะ! ข้าก็ถามดูน่ะเห็นเอ็งมาบ่อยกว่าใครเพื่อน” “มะ...ไม่ใช่จ้ะลุง” “ไม่ใช่ก็ดี นายน่ะเขาสูงเกินเอื้อม ไปวาดฝันเดี๋ยวน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า นี่ข้าเตือนเพราะหวังดีนะ” “จ้ะลุง” คำเตือนที่ตรงไปตรงมาของลุงหวังทำให้หัวใจของช่อแก้วห่อเหี่ยวอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าถามความรู้สึกจริงๆเธอก็ต้องยอมรับว่าเธอมีใจให้เขา “เป็นอะไร...” นายวิทิตเอ่ยถามเมื่อจู่ๆลูกสาวก็นั่งซึมไป “เปล่าจ้ะ” “ชอบนายเขาเหรอ” “ทำไมพ่อถามแบบนี้ล่ะจ๊ะ” “ก็เมื่อกี้ไอ้หวังมันเตือนเรื่องนายแล้วเอ็งก็ซึมไป” “พ่อโกรธหนูมั้ย...” เธอตัดสินใจถามบิดาตามตรงเพราะการโกหกไม่ใช่นิสัยของเธอ “ไม่...พ่อไม่โกรธแต่เป็นห่วง” “พ่อไม่ต้องห่วงนะ หนูรู้จ้ะว่าสูงต่ำเป็นยังไง” “อืม...ดีแล้ว” นายวิทิตลูบศีรษะเล็กของลูกสาวอย่างเอ็นดู เพราะช่อแก้วเปรียบเหมือนดวงใจ เป็นตัวแทนความรักของคู่ชีวิตที่ตายจากไปนับสิบปี เนื่องจากฝืนมีลูกตอนอายุเกินสี่สิบร่างกายจึงทรุดโทรมอ่อนแอ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งตัวนายวิทิตและแม่ของช่อแก้ว ก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยที่มีลูกสาวน่ารักอย่างเธอ “แก้ว! แก้ว!” “อะไรอะฟักแฟงเรียกซะเสียงดังเลย” ช่อแก้วลุกยืนเมื่อจู่ๆเพื่อนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “ไป...เป็นเพื่อนหน่อย ไป...” ฟักแฟงตอบคำถามทั้งๆที่ยังหายใจแทบไม่ทัน “ค่อยๆพูดก็ได้ไม่ต้องรีบ อะกินน้ำก่อน” ช่อแก้วตักน้ำในกระติกส่งให้เพื่อนซึ่งอีกฝ่ายก็รีบคว้าไปดื่มอย่างกระหายเพราะวิ่งมาเป็นกิโล “ไปเป็นเพื่อนหน่อย” “ไปไหน” “ไปในหมู่บ้าน...” “ไปทำไมอะเราไม่ไปหรอก เธอปฏิเสธแทบจะทันทีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งก่อนช่อแก้วก็พยายามจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในหมู่บ้าน ด้วยกลัวว่าจะถูกประชาคุกคามเอาอีก และที่ตอนนี้อีกฝ่ายไม่มาวุ่นวายกับเธอก็เพราะภาคินสั่งห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ใครเข้ามาวุ่นวายในเขตเหมือง “หึ้ย! ได้ไงอะไปเป็นเพื่อนกันหน่อยไม่ได้เหรอ” “ไปเป็นเพื่อนฟักแฟงเถอะแก้ว ไปไหนไปด้วยกันน่ะดีแล้ว” นายวิทิตรีบสนับสนุนเพราะรู้สึกเป็นห่วงหากฟังแฟงจะเข้าหมู่บ้านคนเดียว ถึงแม้ตอนนี้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป บ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้าและทันสมัย แต่ที่แห่งนี้ก็ยังป่าเถื่อนล้าหลัง ไม่ว่าจะทำอะไรจึงต้องคอยระมัดระวังเป็นพิเศษ “งั้นก็ได้...” ช่อแก้วเก็บปิ่นโตของบิดาแล้วพาเพื่อนซ้อนมอเตอร์ไซค์คันเก่าเข้าไปในหมู่บ้านตามที่ฟักแฟงต้องการ ช่อแก้วมองเพื่อนที่กำลังต่อแถวรับใบสมัครด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย เพราะรู้ดีว่าถ้าหากเป็นอย่างนี้อีกไม่นานเพื่อนรักของเธอก็จะต้องจากไปทำงาน ทุกๆปีจะมีรถมาประกาศรับสมัครหาคนหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในเมือง ตามแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆที่ต้องการคนจำนวนมาก และทุกๆปีก็จะมีคนที่อายุถึงเกณฑ์รอสมัครกันไม่น้อย เหตุผลที่ต้องรอรถรับสมัครก็เพราะว่าฐานะแต่ละคนยากจนไม่มีเงินพอในการสำรองค่าใช้จ่าย แต่ถ้าหากสมัครกับรถที่มาประกาศ ก็จะได้ที่พักและรถฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมากมาย ขอแค่มีค่ากินติดตัวนิดหน่อยรอเงินเดือนออกก็เพียงพอ “มาแล้วๆ ฉันเอามาเผื่อแกด้วยนะแก้ว” “หึ...ไม่เอา” ช่อแก้วสายหน้าปฏิเสธและดันเอกสารในมือคืนเพื่อน “ทำไมอะ ไปทำด้วยกันดิ ขวัญ ยุพา แล้วก็เพื่อนๆในหมู่บ้านไปกันหลายคนเลย” “แกก็รู้ว่าพ่อฉันป่วย ถ้าฉันไปใครจะดูแลพ่อล่ะ” “เออ...จริงด้วย” “พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้หมอนัด” “อือ...งั้นกลับกันเถอะ” ในขณะที่ขี่รถกลับบ้านจู่ๆก็มีรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งวิ่งมาตัดหน้า ทำให้ช่อแก้วต้องเบรกกระทันหันจนเกือบจะเสียหลัก ว้ายยย!!! ฟักแฟงกรีดร้องด้วยความตกใจในขณะที่ช่อแก้วถอนใจอย่างโล่งอก “จะไปไหนกัน” ประชาซึ่งเป็นคนขับเปิดประตูลงมาถามด้วยใบหน้ายียวนจึงถูกฟักแฟงแหวใส่ “ยังจะกล้าถามอีก! ขับรถบ้าอะไรไม่เห็นคนหรือไงฮะ!” “เงียบปากซะนังแฟงฉันไม่ได้ถามแก!” “เกือบทำคนอื่นเจ็บตัวจะขอโทษสักคำก็ยังไม่มี!” “พอเถอะ...เราไม่ได้เป็นอะไร กลับบ้านกันเถอะฟักแฟง” “เดี๋ยวสิน้องแก้ว เรายังไม่ได้คุยอะไรกันเลย” “พ่อฉันรออยู่หลบไปได้แล้วฉันรีบ” “ทีกูนี่ไม่มีเวลาให้! ทีไอ้นายเหมืองล่ะระริกระรี้ใส่ ข่าวว่าส่งข้าวส่งน้ำแบบเช้าถึงเย็นถึง แต่ก่อนกูก็คิดว่าเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ ที่ไหนได้ทั้งแรดทั้งร่านน่าดูนะมึง!” ประชาก่นด่าด้วยความคับแค้นใจเพราะรักชอบช่อแก้วมาตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้า แต่เธอไม่เคยเล่นด้วยก็ปลอบใจตัวเองมาตลอดว่าเธอยังเด็ก พยายามทำคะแนนให้เธอไว้วางใจแต่ก็ไม่เป็นผล พอได้ข่าวว่าช่อแก้วเอาอกเอาใจนายเหมืองคนใหม่ ในใจก็เดือดดาลไปด้วยไฟแค้นซ้ำยังอายคนที่คอยหัวเราะเยาะว่าสุดท้ายแล้วเขาก็เป็นได้แค่หมาที่นอนเฝ้าปลากระป๋องมาหลายปี “หยุดเดี๋ยวนี้นะพี่ประชา! พี่ไม่มีสิทธิ์จะมาพูดจาแบบนี้กับฉันนะ!” “ทำไมกูจะไม่มีสิทธิ์! กูเฝ้ามึงมากี่ปีฮะอีแก้ว!” “ฉันก็ไม่ได้ใช้ให้พี่มาเฝ้านี่ ฉันไปขอร้องพี่เมื่อไหร่กัน ที่ผ่านมาฉันบอกพี่ตลอดว่าฉันเห็นพี่เป็นแค่คนรู้จัก!” “กูไม่เป็นคนรู้จักแต่กูจะเป็นผัวมึง!” ว่าแล้วประชาก็คว้าข้อมือบางหวังจะฉุดกระชากช่อแก้วขึ้นรถ พลั่ก!! เสียงของแข็งกระทบศีรษะของประชาดังสนั่น ส่งผลให้เลือดสดๆไหลออกมาทันตา “โอ๊ย!! อีแฟง!” “เออ! ถ้ามึงไม่ปล่อยเพื่อนกูวันนี้กูจะตีมึงให้ตาย!” พลั่ก!! “โอ๊ย! พอแล้ว! พอ!” ถึงแม้จะได้เปรียบเพราะเป็นผู้ชายแต่เมื่อถูกจู่โจมจนบาดเจ็บก็ตกเป็นรองได้ในทันที “มึงไปเลย! ไป!” “มึงจำไว้นะอีแก้ว! กูต้องเอามึงเป็นเมียให้ได้!” “หื้ม...” ฟักแฟงเงื้อไม้ขึ้นสูงหมายจะฟาดคนปากดีแต่ประชาก็รีบวิ่งขึ้นรถไปเสียก่อน “ต่อไปแกต้องระวังตัวแล้วนะแก้ว ไอ้ประชามันเหมือนหมาบ้าเข้าไปทุกวัน” “แกก็ด้วยแฟงไปตีเขาจนหัวหูแตกงานนี้มีแค้นฝังหุ่นแน่” “เฮอะ! ฉันไม่อยู่ให้มันแก้แค้นหรอกเดี๋ยวก็ไปทำงานในเมืองแล้ว ห่วงแต่แกเถอะต้องอยู่ผจญกับมันอีกนาน” “ฉันก็จะพยายามระวังตัว อยู่ท้ายเหมืองก็ปลอดภัยขึ้นเยอะ เพราะนายสั่งไม่ให้คนนอกเข้า” “อือ...จะไปไหนก็ระวังตัวเอาแล้วกัน ไปเถอะกลับบ้านเดี๋ยวเผื่อไอ้หมาบ้านั่นขนพวกย้อนกลับมา” “งั้นรีบเลยแฟง” ( วันต่อมา ) ( @ โรงพยาบาล ) “จากการตรวจหมอคิดว่าอาการของคนไข้ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นนะครับ จากที่ตอนแรกที่ผู้ป่วยให้ข้อมูลว่ามีความจำถดถอย ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำๆ เรื่องเดิม ตอนนี้ก็ยังคงมีอาการแค่นั้นไม่ได้แย่ลง แต่ถ้าเมื่อไหร่คนไข้มีเรื่องของการ สับสนทิศทาง เริ่มเครียด อารมณ์เสียง่ายและซึมเศร้า นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าอาการแย่ลงญาติต้องคอยสักเกตนะครับ” “ค่ะ แล้วแบบนี้พ่อจะหายมั้ยคะหมอ” “หมอต้องบอกตรงๆว่าโรคอัลไซเมอร์ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้นะครับ แต่เราสามารถชะลออาการป่วยได้ด้วยอะไรหลายๆอย่าง เดี๋ยวหมอจะให้เอกสารญาติไปศึกษาจะได้ช่วยกันดูแล” “หมายความว่า...ความจำของผมมันจะค่อยๆหายไปเหรอครับหมอ” น้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายคนสิ้นหวังของบิดาทำให้ช่อแก้วสงสารจับใจ เธอจึงจับมือเหี่ยวย่นที่มีเส้นเลือดปูดโปนบีบเบาๆอย่างต้องการปลอบโยนและให้กำลังใจ “คุณลุงอย่ากังวลเลยครับ อย่างที่ผมบอกว่าเราสามรถชะลออาการไม่ให้มันเป็นหนักขึ้นได้ การกังวลมาก หรือความเครียดก็มีผลนะครับ อายุของคุณลุงเพิ่งจะหกสิบปีเท่านั้น ผมว่าลุงยังไม่ลืมง่ายๆหรอกครับแค่ทำตามที่ผมแนะนำก็น่าจะไม่แย่ลงกว่านี้” คุณหมอเองก็พยายามที่จะให้กำลังใจเพราะรู้ดีว่ากำลังใจคือส่วนสำคัญของการรักษา ช่อแก้วจึงส่งยิ้มขอบคุณในน้ำใจของคุณหมอ “ครับ ผมจะพยายามทำตามที่คุณหมอบอกนะครับ” “ครับคุณลุง ส่วนนี่เอกสาร...” คุณหมอยื่นกระดาษสองสามแผ่นให้กับช่อแก้วซึ่งเธอก็ประนมไหว้ขอบคุณก่อนจะรับเอามา “ศึกษาแล้วก็พยายามทำตามให้ได้นะมันจะเป็นผลดีมากๆ” “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวมองเอกสารในมืออย่างมีความหวัง ถึงแม้คุณหมอจะไม่ได้บอกว่าพ่อของเธอจะหายขาด แต่มันก็ยังดีที่จะมีวิธียืดเวลาออกไป ถึงแม้จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่หมอแนะนำจะช่วยยื้อความทรงจำของพ่อได้ถึงเมื่อไหร่ ( 2 สัปดาห์ต่อมา ) ช่อแก้วลงไปแหวกว่ายอยู่ในธารน้ำใสอย่างสนุกสนานกับบรรดาเด็กๆลูกคนงานที่ชอบมาติดตามเธอ เพราะเห็นช่อแก้วเป็นทั้งเพื่อนและพี่ในเวลาเดียวกัน “พี่แก้วๆ เราขึ้นกันเถอะแม่บอกไม่ให้หนูเล่นนาน” “ใช่พี่ ผมก็จะตามพ่อไปในเมืองต้องรีบขึ้นแล้ว” “ขึ้นก็ขึ้น พวกเธอเดินนำไปเลยเดี๋ยวพี่ล้างตัวแล้วตามไป” “ให้พวกหนูรอพี่แก้วก็ได้” “ไม่เป็นไร รีบกลับเถอะเดี๋ยวแม่จะดุเอา พี่ล้างตัวแป๊บเดียวก็ตามไปแล้ว” “จ้ะ งั้นพวกหนูไปก่อนนะ” เด็กๆทั้งสามคนพากันขึ้นจากน้ำแล้วล่วงหน้ากลับไปก่อน ช่อแก้วจึงว่ายไปหยิบสบู่ที่เตรียมมาเพื่อถูล้างตัวจนสะอาดแล้วก้าวขึ้นจากลำธาร “อูย...ขึ้นมาแล้วหนาวจัง” ลมเย็นที่พัดโชยปะทะผิวเนียนหนาวเย็นจนช่อแก้วห่อไหล่ เธอรีบเดินตรงไปยังกองผ้าเช็ดตัวที่วางเอาไว้บนโขดหินหมายจะหยิบมาห่มคลายหนาว “หอมจริงๆ...” หญิงสาวอ้าปากค้างเมื่อผ้าขนหนูของเธอตกอยู่ในมือของประชา ซ้ำตอนนี้มันก็กำลังทำท่าสูดดมคล้ายคนโรคจิต “เอาคืนมานะ!” “กูไม่เอาก็ได้กะอีแค่ผ้าเช็ดตัว! กูเอามึงเลยดีกว่า!” ประชาขว้างผ้าขนหนูลงพื้นแล้วตรงเข้าหาช่อแก้วด้วยท่าทางคุกคาม “กรี๊ดดด!!...” ช่อแก้วทั้งดิ้นรนทั้งกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดของเธอไม่อาจสู้แรงคนบ้าอย่างประชาได้เลย “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! กรี๊ดดด!!” ปัง!! เสียงปืนที่ดังสั่นทำให้ประชาที่กำลังปลุกปล้ำช่อแก้วชะงักอยู่กับที่ “ปล่อยมือจากแก้วเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงที่ทรงอำนาจรวมทั้งปลายกระบอกปืนที่จ่ออยู่ในระยะประชิด ทำให้ประชาปล่อยมือจากช่อแก้วราวกับต้องของร้อน “นาย! ฮือๆ...” ภาคินใช้มือข้างหนึ่งโอบประคองร่างบางของคนที่กำลังเสียขวัญแต่มืออีกข้างก็ยังคงกำด้ามปืนไว้แน่น “ไปซะไอ้สารเลว!” “มึงเป็นใครจะมาชุบมือเปิบ! อีแก้วกูจับจองมันก่อนมึงจะมาหลายปี วันนี้กูไม่ได้วันหน้ากูก็จะเอามันให้ได้!” ปัง!! “โอ๊ยยย!” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นทั่วบริเวณเมื่อกระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่ต้นแขนข้างซ้ายของประชา “นี่กูแค่สั่งสอนมึงเท่านั้น! จำเอาไว้ว่าถ้ามึงแตะต้องแก้วอีกมึงต้องเจ็บยิ่งกว่านี้!” “โอ๊ยยย ไอ้นายเหมือง! มึงยิงกู! พ่อกูไม่ยอมแน่!” “มึงกลับไปฟ้องพ่อมึงได้เลยไอ้ลูกแหง่!” ปัง!! เสียงปืนดังขึ้นอีกนัดแต่ครั้งนี้ภาคินเพียงแค่ต้องการข่มขวัญประชา และมันก็ได้ผลเมื่ออีกฝ่ายวิ่งเตลิดแบบไม่คิดชีวิต “แก้ว...แก้ว...ไม่มีอะไรแล้วนะ มันไปแล้ว...” ช่อแก้วยังคงยืนตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนเขา เธอทั้งตกใจและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนภาคินต้องปลอบประโลมอยู่นาน “นาย...” เธอเงยหน้ามองเขาในแววตามีแต่ความกังวล น้ำตาปริ่มขอบตาพร้อมจะหยดได้ทุกเมื่อ “หืม...ไม่ต้องร้อง...” “นายยิงมัน นายจะโดนกำนันเรียกตำรวจมาจับมั้ย” ภาคินยิ้มเอ็นดูเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาลูบศีรษะเล็กของเธอเบาๆให้คลายกังวล “ไม่หรอก เชื่อสิว่าฉันจะไม่เป็นอะไรเธอเองก็ด้วยนะแก้ว ต่อไปนี้จะไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับเธออีก” “ไม่หรอก...ฮึก...มันไม่ยอมรามือง่ายๆแน่” “แต่ฉันมีวิธีที่จะทำให้มันเลิกยุ่งกับแก้ว” “ยังไงคะนาย” “เอาเถอะ ถึงเวลาก็รู้เอง...” “แล้วนี่มาเล่นน้ำหรือไงตัวถึงเปียกแบบนี้” พอถูกทักใบหน้าหมดจดก็แดงซ่าน เพราะตอนนี้ชุดที่เปียกแนบเนื้ออวดทรวดทรงชัดเจน ซ้ำเธอก็ยังถูกเขาโอบกอดแนบชิด “เอ่อ...” ช่อแก้วรีบก้าวถอยหลังโดยที่ชายหนุ่มก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี “มาเล่นกับพวกเด็กๆค่ะแต่เด็กๆกลับไปแล้ว นายล่ะมาทำอะไร” “ฉันก็ตั้งใจเดินมาหาแก้วนั่นแหละ เห็นสามวันแล้วที่แก้วไม่ได้ไปส่งปิ่นโต” “ไม่ได้ส่งแต่แก้วก็เป็นคนทำกับข้าวค่ะ ที่ฟักแฟงไปส่งปิ่นโตให้นายทุกวันเพราะฟักแฟงจะไม่อยู่แล้ว ก็เลยอยากส่งปิ่นโตให้นายก่อนไป” “ไม่อยู่เหรอ ฟักแฟงจะไปไหนล่ะ” “ไปทำงานค่ะนาย ไปทำงานในเมืองกับรถที่มารับสมัคร” “แล้วแก้วล่ะไปด้วยมั้ย” ช่อแก้วส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมอธิบาย “ไม่ได้ไปค่ะ พ่อป่วยแก้วต้องอยู่ดูแลพ่อ” “อืม...ดีแล้ว เดี๋ยวแก้วกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้านะ ฉันก็จะกลับบ้านไปเอารถมารับ” “รับไปไหนคะ” “เดี๋ยวก็รู้ ฉันไม่เอาแก้วไปขายหรอกน่าไม่ต้องกลัว” ช่อแก้วยิ้มเขินเมื่อถูกเขาแซวจนภาคินต้องยิ้มตาม “นายยิ้มอะไรคะ” “ยิ้มเพราะเอ็นดูเด็กน้อยน่ะสิ น้ำตายังไม่ทันแห้งเลยยิ้มได้แล้ว ไปเถอะ...กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวฉันจะมารับ” “ค่ะนาย” ภาคินเดินไปหยิบผ้าขนหนูที่ตกอยู่ไม่ไกลมาคลุ่มไหล่ให้กับเธอ แล้วมองตามหญิงสาวที่เดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะ ยังดีเหลือเกินที่ช่อแก้วซื่อใสและยังเดียงสา เธอจึงไม่ได้สังเกตว่ามีบางอย่างในตัวเขากำลังผงาดขึ้นจนเป้ากางเกงตึงเปรี๊ยะ ร่างนุ่มนิ่มและหอมกรุ่นปลุกสัญชาตญาณนักล่าของภาคินให้ตื่นขึ้น เขาเกิดความปรารถนาในตัวเธอโดยที่ช่อแก้วเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสายตาของผู้ล่าจับจ้องอยู่
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม