“วันนี้มาแต่เช้าเลยนะคะพี่คี” ธาราเอ่ยทักคนรักที่มารับเธอในเวลาที่เร็วกว่าในเวลาๆ ของทุกๆ วัน
“ก็คิดถึงน้ำไงคะเลยอยากเห็นหน้าตั้งแต่เช้า” อัคคีสวมกอดคนรักก่อนจะก้มลงหอมแก้มนวลหนึ่งครั้ง ธาราแกล้งหลบตา ใบหน้านวลขึ้นสีแดงจางๆ
“มาถึงก็หยอดเลยนะคะพี่คี อะไรก็ไม่รู้”
“ก็มันจริงนี่คะ มาขอหอมอีกข้างหน่อยเร็ว”
“อ๊ะ...พี่คี” ธาราอุทานเมื่อชายหนุ่มขโมยหอมแก้มเธอไปอีกข้าง หญิงสาวส่งค้อนก่อนจะค่อยๆ ดันตัวเองออกจากวงแขนหนา
“ปล่อยเถอะค่ะ จากเช้าๆ เดี๋ยวก็สายกันพอดี” ธาราบ่นอุบก่อนจะเดินไปคว้ากระเป๋าถือของตน อัคคีช่วยคนรักถือหนังสือเรียนก่อนคว้ามือบางแล้วพากันก้าวออกจากห้องไป
เนื่องจากยังเช้าอยู่มากการจราจรบนท้องถนนเลยยังไม่ติดขัดมากนัก ธาราชวนคนรักคุยเป็นระยะพร้อมกับเล่าเรื่องต่างๆ ในชีวิตให้คนรักฟังอย่างที่เธอชอบทำอยู่บ่อยครั้ง อัคคีอมยิ้มฟังเสียงของเธออย่างเพลิดเพลินพร้อมกับตอบรับบ้างในบางจังหวะ ทั้งคู่พูดคุยกันไปจนใกล้ถึงมหาวิทยาลัยธาราจึงอุทานออกมาอย่างนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่อง
“เอ้อ...พี่คีรู้หรือยังคะ”
“รู้อะไรคะ”
“ก็เรื่องรสไงคะ อัณเล่าให้พี่คีฟังหรือยังว่ารสเขามีชายหนุ่มคนพิเศษแล้วนะคะ”
อัคคีเหยียบเบรกกะทันหัน ก่อนจะทำหน้าเสียรีบหันไปมองธาราที่กำลังหน้าซีดด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไหมคะน้ำ”
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่คีล่ะคะเป็นอะไรหรือเปล่า” ธาราส่ายหน้าแม้จะไม่บาดเจ็บเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยไว้แต่ก็ตกใจอยู่มาก หากก็ยังคงห่วงใยคนรัก
“พี่ไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษทีนะคะพอดีพี่เหมือนเห็นอะไรตัดหน้า”
คนฟังขมวดคิ้วเมื่อไม่เห็นสิ่งที่ชายหนุ่มบอกแต่ก็ไม่ได้เอ่ยค้าน อัคคีจึงเหยียบคันเร่งอีกครั้งพร้อมกับพยายามปรับท่าทีของตนให้สงบที่สุด
“ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นเป็นใครหรือคะ”
ธารานิ่งคิดไปสักพักก่อนจะเริ่มเข้าใจว่าเขาหมายถึงเรื่องที่เธอเล่าไว้ค้างคาก่อนหน้านี้
“น้ำก็ไม่รู้หรอกค่ะ แต่เห็นอัณเดาว่าเป็นรุ่นพี่คณะแพทย์ อัณเล่าว่าวันก่อนพี่คนนั้นเอาดอกไม้มาให้รสที่คณะ ก็เลยคิดว่าเป็นคนนั้นแหละค่ะ”
“งั้นหรือคะ” คนฟังลอบถอนหายใจเมื่อเรื่องราวยังสาวมาไม่ถึงตน แต่ยังคงนึกกังวลเมื่อเห็นว่าเริ่มมีคนระแคะระคายแล้ว
“พี่คีคะ จะเลยคณะน้ำแล้วค่ะพี่คี” ธาราส่งเสียงทำให้อัคคีต้องรีบเบรกอีกครั้ง หญิงสาวจึงต้องหันไปมองชายหนุ่มข้างกายด้วยความแปลกใจ
“พี่คีเป็นอะไรคะ ใจลอยจัง”
“ปละ...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร ตั้งใจเรียนนะคะน้ำ” อัคคีส่งยิ้มกลบเกลื่อนไปให้ธารา หญิงสาวเลือกที่จะมองผ่านอีกครั้งก่อนจะต้องสะดุดเมื่อรับรู้ได้ว่าเท้าของตนไปเหยียบใส่อะไรบนรถเข้า
“ลิปสติก...” ธาราก้มลงเก็บของที่เธอเดาว่าน่าจะกลิ้งออกมาจากใต้เบาะ “ของอัณหรือคะ”
อัคคีตัวชาวาบเมื่อเดาได้ทันทีว่าเป็นของๆ ใคร จนต้องรีบเออออตามไปด้วย
“ใช่ค่ะ วันก่อนอัณยืมรถพี่ไปใช้น่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวน้ำเอาให้อัณเองนะคะ”
“ไม่ต้องค่ะ” ชายหนุ่มรีบดึงลิปสติกออกมาจากมือคนรักจนอีกฝ่ายตกใจ “เดี๋ยวพี่ไปคืนเองดีกว่า คือ...คือ...พี่เพิ่งคิดได้ว่าคุณพ่อพี่มีธุระฝากมาบอกอัณน่ะ พี่เลยตั้งใจว่าจะแวะไปหาอัณที่คณะอยู่แล้ว น้ำรีบเข้าเรียนเถอะค่ะ เดี๋ยวสายนะ”
อัคคีสำทับเมื่อเห็นท่าทางสงสัยของธารา หญิงสาวจึงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจโดยง่ายและส่งยิ้มกลับมาให้
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นน้ำไปก่อนนะคะ แล้วเจอกันค่ะ” ธาราเปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถแล้วหันไปยิ้มให้อัคคีที่โบกมือให้ก่อนจะเคลื่อนรถออกไป หญิงสาวก้าวเดินเข้าไปในตึกพร้อมกับอ่านข้อความที่ภูผาเพิ่งส่งมาให้ด้วย
‘ตั้งใจเรียนนะน้ำ สู้ๆ’ ธาราอมยิ้มส่งรูปตัวการ์ตูนทำท่าตลกๆ กลับไปให้บ้าง ก่อนจะเดินเข้าห้องเรียนไปด้วยรอยยิ้มไม่มีเรื่องใดๆ ติดใจเลยสักนิด
รสสุคนธ์แยกตัวออกมาจากกลุ่มคนไปยังลานด้านหลังตึกของคณะที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวในยามนี้ หญิงสาวก้าวตรงไปหาชายหนุ่มที่ นัดแนะเธอให้ออกมาพบเขาอย่างเร่งด่วนจนเธอยังนึกแปลกใจและดีใจไม่น้อย แต่แล้วร่างบางต้องชะงักเมื่อเสียงฝีเท้าของเธอเรียกความสนใจให้คนรอหันมามอง สายตาของเขาดูดุดันและน่ากลัวจนข่มให้ท่าทางกระตือรือร้นของเธอค่อยๆ หายไป
“มีอะไรหรือคะพี่คี” รสสุคนธ์ถามเสียงแผ่วท่าทางกล้าๆ กลัวๆ อัคคีไม่ตอบหากแต่ยื่นลิปสติกแท่งที่ธาราเจอมาตรงหน้า
“ลิปสติกของรสนี่คะ กำลังหาอยู่พอดีเลย” รสสุคนธ์เอ่ยเสียงตื่นเต้นก่อนจะรีบคว้ามาถือไว้
“มันตกอยู่ในรถ” อัคคีขยายความน้ำเสียงเยียบเย็น “คราวหลังระวังหน่อยล่ะ เพราะคนที่เจอคือ น้ำ ไม่ใช่พี่”
“อะไรนะคะ” คนฟังอุทานเสียงหลง “แล้วน้ำ...”
“น้ำไม่ได้ติดใจอะไรหรอกเพราะเขาไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว แต่พี่ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เข้าใจไหมรส”
“ค่ะ รสจะระวังให้มากกว่านี้นะคะ”
“ดี อย่าลืม...ว่าเรื่องของเราจะต้องเป็นความลับนะ” อัคคีสำทับเสียงแข็งไม่นึกเห็นใจท่าทางหงอยๆ ของคนตรงหน้าที่ตอบรับเขาด้วยเสียงแผ่วเบา
“ค่ะพี่คี”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ไปก่อนนะ”
“เดี๋ยวค่ะพี่คี อุ๊ย!” รสสุคนธ์ถลาตามร่างสูงที่ทำท่าจะผละจากอย่างเร่งรีบจนทำให้สะดุดและซบเข้ากับหลังอีกฝ่าย อัคคีจึงต้องหันกลับมาเพื่อช่วยพยุงเธอให้ทรงตัวได้
“ขอโทษค่ะพี่คี”
“ช่างเถอะ ที่เรียกมีอะไร” ชายหนุ่มถามเสียงห้วนพร้อมกับปล่อยมือจากอีกฝ่าย
“พรุ่งนี้พี่คีว่างไหมคะ คุณพ่อท่านชวนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันค่ะ”
“กินข้าว...กับพ่อของรสเหรอ”
“ค่ะ แต่ถ้าพี่คีลำบากใจ เดี๋ยวรสลองไปขอเลื่อนกับคุณพ่อ...”
“ไม่ต้องหรอก พี่ไปก็ได้” อัคคีตัดสินใจตอบรับหลังจากที่แอบประเมินผลได้ผลเสียภายในใจเรียบร้อยแล้ว รสสุคนธ์ส่งยิ้มให้อย่างดีใจ นัยน์ตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมา
“ขอบคุณนะคะ”
“อื้ม ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ไปก่อนล่ะ” อัคคีเร่งเดินจากไปเมื่อเห็นว่าจำนวนนักศึกษาเริ่มมีมากขึ้น รสสุคนธ์มองตามและเหยียดยิ้มมุมปากแล้วก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับทางที่ชายหนุ่มเดินจากไป