รถพร์อชสีดำวิ่งเข้ามาจอดด้านข้างกับพระอุโบสถสลักทองคำอันปราณีต สถาปัตยกรรมโบราณของชาวบ้านสมัยเมื่อสิบปีก่อนยังคงถูกรักษาทำนุบำรุงไว้เป็นอย่างดี นักแสดงสาววัยยี่สิบสี่ปีก้าวลงจากรถด้วยท่าทางใจเย็น ใบหน้างามในยามนี้ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงยิ่งทำให้เธอดูน่าดึงดูดมากขึ้น
“นี่จ้ะ หมวกอย่าลืมแว่นตาด้วย” เดซี่ส่งหมวกแก็ปสีดำสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษด้านหน้าและแว่นกันแดดสีน้ำตาลหนาเตอะให้กับคนอายุน้อยกว่าแล้วกล่าวต่อ
“พี่แค่มานะ ขอไม่ลง อากาศร้อนเกินรอในรถดีกว่า" เดซี่พูดพร้อมกับมองไปที่แสงแดดเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ ที่แค่เห็นก็รู้สึกแสบร้อนผิวขึ้นมาทันที
“ได้ค่ะไม่เป็นไร" รติรศตอบยิ้ม ๆ หลังจากสวมอุปกรณ์อำพรางตัวตนเสร็จสิ้นหญิงสาวก็เดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญซึ่งอยู่ห่างจากอุโบสถไปทางฝั่งซ้ายมือไม่ไกลมากนัก เธอตั้งใจซื้อสังฆทานมาทำบุญเพื่ออุทิศกุศลนี้ให้กับหญิงสาวผู้ตาย
ขณะเดียวกันนั้นได้มีรถอีกคันขับเข้ามาจอดใกล้ ๆ กับรถพร์อชของเดซี่ ทีแรกตั้งใจว่าจะเอนเบาะนอนรอหญิงสาวจัดการธุระ แต่เมื่อเห็นรถคันดังกล่าวขับเข้ามาเทียบ เพียงแค่หางตาก็ทำเอาต้องร้องโอ้โฮ! ด้วยความตื่นตะลึง
“โห! วอลโล่รุ่นล่าสุด ตาย ๆ มหาเศรษฐีจากไหนละเนี่ย!" เพราะเป็นคนในแวดวงแห่งสังคมการบันเทิง จึงทำให้เดซี่รู้จักคนมีหน้ามีตาและมีฐานะที่ดีค่อนข้างเยอะ และแน่นอนว่าเหล่าไฮโซบ้านรวยทั้งหลายเองก็เช่นกัน เมื่อประตูด้านหลังของรถคันข้าง ๆ ตนเปิดออก ผู้จัดการหนุ่มก็แทบกรีดร้องให้กับความเท่ ความหล่อเหลาของชายหนุ่ม
“โอ๊ยตายแล้ว...หล่อขนาดนี้ ขับรถหรูขนาดนี้ แต่มาเข้าวัดทำบุญ หล่อทั้งกายและใจเลยจริง ๆ พ่อคุณ" เดซี่บอกกับตัวเองพลางทำท่าเช็ดน้ำตาตามจริตความตุ้งติ้งของตน พลางชะเง้อมองตามหลังชายหนุ่มที่หายเข้าไปด้านใน
สยมภูเดินตัวเปล่าเข้าไปในโบสถ์ เมื่อกราบนมัสการพระคุณเจ้าเรียบร้อยก็มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ไว้เพื่อเป็นค่าอาหารหมาแมวจรจัดอย่างที่น้องสาวเขาชอบทำเสมอ
“ขอกุศลนี้จงสำเร็จแก่นางสาวแขไข ภัญญาดล น้องสาวของข้าพเจ้าด้วยเทอญ" ชายหนุ่มเอ่ยเบา ๆ ด้วยดวงจิตที่ตั้งมั่นขณะกรวดน้ำ
“เสร็จแล้วก็เอาไปเทใต้ต้นไม้แถวศาลาริมสระตะเพียนนะโยม" เจ้าอาวาสบอกด้วยน้ำเสียงแหบ
“ครับหลวงพ่อ" ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อเอาน้ำในขันเงินไปเทตามคำบอกของพระสงฆ์ตรงหน้า อีกฝ่ายก็พูดขึ้นราวกับว่าต้องการจะบอกบางอย่างกับเขา
“เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแล้วถามต่อเพราะอยากรู้ว่าท่านเจ้าอาวาสต้องการจะสื่ออะไร
“หลวงพ่อหมายความว่ายังไงครับ!?"
“กมฺมุนา วตฺตตีโลโก อันว่าด้วยสัตว์โลกนั้นย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ไม่มีมนุษย์คนใดหลีกเลี่ยงกรรมของตนเองได้”
“ผมไม่เข้าใจ" เจ้าอาวาสยิ้มให้น้อย ๆ ก่อนหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยกิริยาสำรวม
“บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เรานั้นอาจไม่ใช่เหตุสมควรเกิด แต่เลี่ยงไม่ได้เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่ากรรมเก่า” ก่อนที่พระรูปนั้นจะเดินออกไปจากอุโบสถโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสยมภูได้แต่ยืนคุยกับตนเองอย่างงุนงง
“อะไรกัน...!" ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาที่นี่แต่เขาไม่ยักจะคุ้นหน้าพระรูปเมื่อครู่เสียเท่าไรอาจเป็นเพราะพระรูปเดิมย้ายไปอยู่วัดอื่นแล้วก็เป็นได้
รติรศหยัดกายลุกขึ้นหลังจากพระสงฆ์ให้พรเสร็จสิ้นก่อนตรงลงมาที่ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากศาลาการเปรียญเพื่อเทน้ำจากขันเงินจนไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครอีกคนกำลังเดินมาบริเวณนั้นเช่นกัน
“....”
สยมภูชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างระหงตรงหน้า ใบหน้าสวยเด่นสะดุดตาทำเอาเขาเผลอมองเธออยู่นาน
หลังจากรติรศเทน้ำจากขันในมือจนหมดเธอก็หมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปหาผู้จัดการที่รถ
แต่ก็ต้องหยุดนิ่งเพ่งมองคนตรงหน้า ใบหน้าคมสัน กรามแกร่งดูเด่นชัด แว่นตากรอบบางที่สวมใส่ไม่ทำให้บดบังใบหน้าที่แท้จริง มองเพียงแว๊ปเดียวก็จำได้ดี เพราะเขาคือคนที่เธอพยายามหลบหนีมาโดยตลอดเวลาห้าปี ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ด้วยความตกใจ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติฝืนส่งยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย พลางโค้งศีรษะหวังจะรีบเดินหนีไป เพราะเกรงว่าหากอยู่นานกว่านี้คนตรงหน้าอาจสงสัยอะไรมากขึ้นโดยไม่รู้เลยว่าสยมภูไม่แม้แต่จะรู้จักตนเลยด้วยซ้ำ
ซ่า~ ซ่า~
“ว้าย!"
ไม่คิดว่าจู่ ๆ ฝนฟ้าจะเทลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยความตกใจยกมือขึ้นบังศีรษะเอาไว้แทบไม่ทัน ขณะที่สยมภูเองก็ไม่ต่างกันด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขาถอดเสื้อเชิ้ตด้านนอกออกบังฝนให้กับหญิงสาวแปลกหน้าก่อนจะเรียกให้เข้ามาหลบฝนข้างกัน
“มากับผมไหมครับ?" เจ้าของคำพูดถามแล้วยกเสื้อตัวนอกขึ้นเหนือศีรษะทำเป็นผ้ากันฝนชั่วคราว
“เอ่อ...คือว่า.."
“ไม่ต้องเกรงใจ มาเถอะ เดี๋ยวจะเปียกหนักกว่าเดิม" เมื่อเห็นท่าทางหญิงสาวมัวแต่ลังเล เขาจึงคิดว่าเธอน่าจะเกรงใจจึงบอกออกไปแบบนั้น
“ไปที่ศาลาริมสระกัน" สยมภูว่าพลางยืดแขนออกจนสุดเพื่อให้คนตัวเล็กสามารถเอียงตัวเข้ามาหลบฝนใต้อ้อมแขนของตนก่อนที่ทั้งสองจะออกตัววิ่งเข้าไปอาศัยชายคาศาลาที่อยู่ใกล้หลบฝนแบบชั่วคราวก่อน
“ขอบคุณ...คุณ มากนะคะ" รติรศเอ่ยเบา ๆ แล้วเบี่ยงตัวเองออกห่างจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วเสียจนเขาทำตัวไม่ถูก เธอทิ้งตัวนั่งลงบนม้าหินอ่อนพลางลูบแขนสองข้างของตนไปมาเพื่อบรรเทาความหนาว
“ไม่เป็นไรครับ" สยมภูตอบกลับแล้วจึงถือวิสาสะนั่งลงข้าง ๆ กับเธอเพราะในศาลานั้นเก้าอี้ที่ดูจะแข็งแรงและสามารถนั่งพักชั่วคราวได้มีเพียงแค่ตัวเดียว ร่างบางขยับออกให้ร่างสูงเล็กน้อย ทว่ากิริยาดังกล่าวกลับสร้างความอึดอัดให้กับอีกคน
“คุณโอเคหรือเปล่าครับ?"
“คะ? ค่ะ ๆ ฉะ...ฉันโอเคค่ะ" เธอสะดุ้งก่อนจะตอบเขาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักด้วยอารมณ์แบบคนที่มีชนักติดหลัง และเธอไม่รู้ตัวเลยว่าเธอนั้นหน้าซีดขนาดไหน
“แต่สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย คุณไม่สบายหรือเปล่าครับ?"
“อ๋อ...เปล่าค่ะฉันไม่เป็นไร" คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน หากเธอไม่เป็นไรอย่างที่พูดจริงทำไมถึงทำราวกับว่าไม่อยากนั่งใกล้ตน แม้ว่าจะสวมแว่นและหมวกอำพรางตัวเองอยู่ก็เถอะ จริงสิหรือหญิงสาวจะกลัวว่าเขาจะทำอะไรไม่ดีกับเธอ สยมภูนึกขึ้นได้ ก็รีบบอกให้อีกฝ่ายสบายใจทันที
“ถ้าอย่างงั้นก็สบาย ๆ ได้เลยครับ ไม่ต้องกลัว ผมไม่ทำอะไรคุณแน่นอน”
“ค่ะ" เธอตอบสั้น ๆ เพราะความจริงเธอกลัวว่าเขาจะสามารถจำเธอได้ต่างหาก หากชายหนุ่มรู้ว่าตนคือผู้หญิงที่วิ่งออกไปขวางทางรถของน้องสาวเขาในปีนั้นจะทำอย่างไร ร่างบางสั่นเทาขึ้นยามลมแรงพัดผ่านกาย สองมือยังคงลูบคลำแขนของตนไปมา ไม่ใช่เพราะแค่อากาศยามฝนตก แต่เพราะมีชายหนุ่มอยู่ด้วยเลยทำให้รติรศรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เธอเฝ้าภาวนาขอให้เขาอย่าถามหรือพูดอะไรไปมากกว่านี้เลย มัวแต่ห่วงว่าคนข้างกายจะจำตนเองได้จึงไม่รู้ว่ารังนกเก่า ๆ ซึ่งแม่นกได้มาทำรังเอาไว้นานแล้วกำลังถูกลมแรงพัดให้ร่วงหล่นลงมา
“ระวังครับ!"
ไวกว่าก็เห็นจะเป็นมือหนาของชายหนุ่มที่รีบคว้าหญิงสาวเข้ามาซบอกของตนเองอย่างไวไม่อย่างนั้นหัวของเธอคงได้มีรังนกติดกลับบ้านแน่นอน
“อ๊ะ!!"
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ" เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยถาม สองสายตาสอดประสานกันอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าจังหวะดังกล่าวจะทำให้แว่นกันแดดที่หญิงสาวสวมใส่อยู่หลุดออกจากดวงหน้าหวานละมุนนั้น ดวงตากลมเล็กใสแป๋วจ้องมองคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำระสาย เช่นเดียวกันกับเขา และจุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นริมฝีปากบางกระจับที่ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกอย่างลิ้มลองขึ้นมาเสียดื้อ ๆ