บทที่ 9-2

3940 คำ
ในช่วงเวลาที่ชมหวายรู้สึกสับสนและจนมุมกับปัญหาต่างๆ เธอเดินมานั่งกอดเข่าเงียบๆ คนเดียวตรงม้านั่งริมเฉลียงที่กินพื้นที่ไปถึงบริเวณมุมบ้าน แสงอาทิตย์ลับเหลี่ยมยอดเขาไปอีกวันหนึ่งแล้ว แต่ละวันผ่านไปอย่างไร้จุดหมายและแนวทาง เวลานี้เริ่มมีแรงฮึดขึ้นมาอีกระลอก หากเธอยอมแพ้ก็เท่ากับปล่อยให้กวินช่วงชิงทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตา ไม่ว่าความจริงจะคืออะไรก็ตาม ระหว่างที่บิดายังไม่กลับมาจากธุดงค์เธอจะปล่อยให้เขายึดทรัพย์สินไปไม่ได้ “เข้มแข็งไว้นะชมหวาย เธออย่าเพิ่งยอมแพ้” เสียงปลอบตัวเองเบาๆ จนแทบไม่ล่วงจากลำคอ นึกถึงคำพูดของมารดาที่แนะให้หญิงสาวรู้จักปล่อยวาง ชมหวายบอกตัวเองว่าไม่คิดอาฆาตพยาบาทเขากลับก็ได้ แต่เรื่องคัดค้านแผนการของเขาเธอจะไม่หยุดเด็ดขาด เวลานั้นเหลือบเห็นเงาของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นเยื้องไปทางด้านหลัง เจ้าตัวหันมาด้วยความตกใจ หากแต่เจ้าของร่างสูงโปร่งที่ว่าคือผู้จัดการไร่นั่นเอง “คุณกฤษณ์ หวายคิดว่าคุณกลับไปแล้วซะอีกค่ะ” ชมหวายยิ้มให้เขาอย่างไมตรี หนุ่มใจดีถึงหยอกว่านี่หญิงสาวกำลังไล่เขาอยู่หรือเปล่า ร่างบางขำ บอกว่าตนไม่ได้คิดแบบนั้นเลยจริงๆ “ทำไมมานั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะครับ?” “หวายกำลังคิดอะไรเพลินๆ น่ะค่ะ คุยกับคุณกวินเสร็จแล้วเหรอคะ?” “ครับ ผมก็กำลังจะกลับนี่แหละ แต่แวะมาบอกลาคุณหวายก่อน” เขาว่า ชมหวายยิ้มอย่างรับทราบ “อ้อคุณกฤษณ์คะ ช่วยลากคุณกวินกลับไปเรือนใหญ่ด้วยสิคะ” คำขอของชมหวายทำให้ผู้จัดการไร่เป็นงง อดถามไม่ได้ว่าทำไมถึงไม่อยากให้เจ้านายเขาอยู่คอยดูแล “เอ่อ...คือหวายเกรงใจคุณมุกเธอน่ะค่ะ มาอยู่กับหวายนานๆ เดี๋ยวรายนั้นจะคิดมากเอา” ยิ่งเธอพูดกฤษณ์ก็ยิ่งไม่เข้าใจ “ทำไมต้องคิดมากด้วยล่ะครับ ปกติคุณกวินก็ไม่ใช่คนอยู่ติดบ้านอยู่แล้ว ก่อนหน้าหายไปอยู่กรุงเทพฯ เป็นเดือนๆ เลยด้วยซ้ำ” “แหม คุณกฤษณ์ก็น่าจะทราบสถานะของหวายดีนี่คะ คนเป็นบ้านใหญ่ก็ย่อมไม่อยากให้สามีมาขลุกอยู่กับบ้านเล็กนานๆ” “บ้านใหญ่บ้านเล็กอะไรกันครับคุณหวาย ผมล่ะงงไปหมดแล้ว?” คนหน้าเรี่ยมจ้องตาเป๋ง อยากให้คนพูดช่วยอธิบายชัดๆ ว่ามันคืออะไร “นี่คุณกฤษณ์ยังจะต้องให้หวายย้ำถึงสถานะของตัวเองอีกเหรอคะ แค่ทุกวันนี้คุณมุกเธอไม่ติดใจเรื่องที่คุณกวินพาภรรยาอีกคนเข้าบ้านก็นับว่าบุญเท่าไหร่แล้ว” “ดะ เดี๋ยวนะครับคุณหวาย คุณกวินมีภรรยาคนไหนนอกเหนือจากคุณอีกเหรอครับ?” อันนี้เขาไม่รู้จริงๆ จะมาสะดุดหูก็ตอนที่ได้ยินชมหวายพูดนี่เอง “อ้าว! ก็คุณม่านมุกไงคะ?” หญิงสาวเฉลย เห็นกฤษณ์ทำหน้าเหวอทันที ดูเหมือนเขาอยากจะขำแต่เกรงใจ “นี่ใครบอกคุณหวายครับเนี่ย ไปกันใหญ่แล้ว” ร่างสูงส่ายหัว ถึงรีบอรรถาธิบายก่อนที่รายนี้จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ว่าแท้จริงแล้วม่านมุกคือน้องสาวแท้ๆ ของกวิน เป็นบุตรสาวคนเดียวของทวีกับมยุราแม่ของชายหนุ่ม “วะ ว่าไงนะคะ?!” คนฟังถึงกับอึ้งเหมือนถูกฟาดเข้าก้านคอแรงๆ ยืนจังงังดั่งถูกสาปให้เป็นหิน คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวทันที ทว่ายังไม่ทันล่วงคำพูดใดๆ คนถูกพาดพิงก็เผยร่างออกมาเสียก่อน “ฉันคิดว่านายกลับไปแล้วซะอีกนะกฤษณ์ จะร่ำลากันอีกนานไหม?” เขาซัก คนสนิทถึงค้อมศีรษะอย่างยิ้มๆ เพราะคิดว่ารายนี้คงจะหึงภรรยา กฤษณ์รีบกล่าวลาและขอตัวออกไปก่อนที่กวินจะหงุดหงิดเอา กวินนึกอยากจะถองใส่ผู้จัดการหนุ่มเสียจริงๆ ที่มาเปิดโปงเรื่องของเขา อุตส่าห์ปิดไว้ให้ชมหวายน้อยเนื้อต่ำใจได้ตั้งนาน นี่ขนาดเข้าใจว่าตนเป็นเมียน้อยยังแผลงฤทธิ์ขนาดนี้ “ภูมิใจมั้ย ดูถูกตัวเองว่าเป็นเมียน้อยต่อหน้าคนอื่น?” เขาทักคนยืนนิ่งเป็นรูปปั้น พอรู้สึกตัว ชมหวายก็อยากจะโต้ตอบคนเจ้าเล่ห์ให้เจ็บแสบ นี่คงหมายจะหลอกเธอให้เครียดและวิตกกังวลจนไม่มีความสุข เขานี่ช่างเป็นปีศาจร้ายที่จิตใจเหี้ยมโหดจริงๆ “ทำไมไม่บอกความจริงเรื่องคุณม่านมุก!” หญิงสาวเสียงดังอย่างคาดคั้น คนโกหกยังมีหน้ามาถามว่าความจริงอะไร “ก็ความจริงที่คุณมุกไม่ใช่ภรรยาคุณไง คุณเจตนาจะให้ฉันเข้าใจผิด สะใจมากใช่มั้ย?!” “อืม สะใจ...แล้วไง? ผมเคยบอกหรือว่ามุกเป็นเมียผม ใครเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอเป็นน้องสาว จะให้เอาน้องสาวในไส้ทำเมียรึไง? ผมไม่ระยำขนาดนั้นหรอก” เขาย้อน ชมหวายถึงยิ่งแค้น มือเล็กกำแน่นอย่างจะขยำ พอเห็นสีหน้ายิ้มเยาะของสามีก็สะบัดเบี่ยงไปทางอื่น คนเจ็บใจเดินจ้ำอ้าว กำลังจะหนีเข้าไปในห้องแต่ถูกร่างใหญ่ปราดเข้ามาขวางประตู “เป็นไร? ไม่ดีใจหรือไงที่ได้เป็นเมียหลวง?” เขาทัก เหมือนยิ่งตอกย้ำให้คนถูกหลอกรู้สึกโง่เข้าไปอีก ชมหวายบอกให้เขาหลีกทาง กวินถึงอ้างว่านี่เป็นห้องนอนของเขาไม่ใช่ของหญิงสาวสักหน่อย “ได้! ฉันไม่ยุ่งกับห้องนอนคุณก็ได้!” เธอพ่นเสียงดังใส่หน้าก่อนหมุนตัวกลับ กวินถึงหัวเราะเยาะ ประชดว่าหญิงสาวนี่แปลกคน เป็นภรรยาหลวงไม่ชอบอยากเป็นภรรยาน้อย “แบบนี้ไม่ไปเป็นเมียน้อยนายธารานั่นเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะ?” เขายั่ว ร่างระหงถึงหันขวับ ดิ่งกลับมาที่เก่า ถลึงตาและสั่งให้คนเป็นสามีหยุดพาดพึงถึงอดีตคนรักเธอเดี๋ยวนี้ “ทำไม? แตะต้องไม่ได้เลยรึไง?” เขาย้อน ซ้ำยังยืนกอดอกพิงประตูอย่างเย้ยหยัน “ฉันจะเป็นน้อยเป็นหลวงใครก็ไม่ใช่เรื่องของคุณ ทีคุณมีเมียมาแล้วกี่คนฉันยังไม่เคยนึกอยากจะทราบเลย ไม่รู้คนแรกหรือคนที่เท่าไหร่ที่เป็นแม่จริงๆ ของลูกสาวคุณ” เธอหยามกลับให้บ้าง กวินถึงยักไหล่ไม่สะทกสะท้าน “แล้วไง?” เขาสวนเสียงเรียบ คุยว่าฐานะอย่างเขาจะมีเมียสักกี่คนก็ไม่เดือดร้อน ชมหวายถึงเบ้ปาก ค่อนว่าสงสารเด็กที่ไม่น่าเกิดมาเป็นลูกชายหนุ่ม ถึงมีบิดาร่ำรวยเป็นเจ้าคนนายคน แต่ถ้ามีจิตใจหยาบกระด้างป่าเถื่อนแบบนี้ ก็สู้เกิดมาเป็นลูกผู้จัดการไร่อย่างกฤษณ์เสียยังจะดีกว่า “อะไรๆ ก็หมอนั่น นี่ท่าจะหลงเสน่ห์เจ้ากฤษณ์ล่ะมั้ง ชอบแบบนั้นเหรอ?...แล้วก็ไม่บอก” พูดจบก็ดึงแขนคนเป็นภรรยาเดินออกไปที่ห้องโถง ชมหวายถึงสะบัดถามว่าจะลากเธอไปไหน กวินตอบเสียงเย็นว่าจะพาไปส่งที่บ้านพักของผู้จัดการหนุ่ม “จะบ้าเหรอ? ปล่อยนะ!” เสียงตวาดพลางดึงแขนออกจากมือหนัก กวินไม่ละความพยายามจะพาตัวคนหายป่วยขึ้นรถให้ได้ ร่างระหงร้องโวยวายใหญ่ แถมเอามือยึดขอบประตูบ้านเอาไว้มั่น เป็นตายยังไงก็ไม่ยอมขึ้นรถไปกับคนจิตไม่ปกตินี่แน่ “ปล่อยฉันนะไอ้บ้า!” เธอดิ้นรน กวินหันขวับมองกราดสายตามาที่มือเล็กซึ่งเกาะวงกบแน่นอย่างกับตุ๊กแก กระชากแล้วก็ยังไม่หลุด แถมยังทั้งถีบทั้งยันจนตัวลอย เห็นตัวบางๆ แบบนี้ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ไหน “ไอ้บ้า! อย่านะ! ฉันเป็นเมียนายนะ!” ชมหวายเสียงแหวอย่างลืมตัว กวินถึงจุดยิ้มมุมปากก่อนจะคิดอะไรได้ “เออนั่นสิ ลืมไปแล้วนะเนี่ย ขอบคุณที่เตือน” พูดจบก็เปลี่ยนใจพาคนร่างแบบบางกลับเข้าบ้านอย่างเก่า ทีนี้มือที่ยึดขอบประตูไว้เกิดหลุดออก เป็นเหตุให้ถูกกวินอุ้มเข้าห้องนอนไปอย่างง่ายดาย “นี่จะบ้าเหรอ จะทำอะไรของนาย?!” คนถูกจับกุมยังโวยวายลั่น เรี่ยวแรงที่เพิ่งจะฟื้นคืนก็แทบจะหมดไปตั้งแต่ตอนยื้อยุดฉุดกระชากนั่นแล้ว “ผมเปลี่ยนใจละ” แววตาเขาเป็นประกายวาบ กวินจับคนตัวเบาโยนลงกับเตียงสปริงจนกระเด้ง ก่อนจะกระโดดตามมาถมทับร่างไว้อย่างรวดเร็ว “ไอ้บ้า อย่านะ!” ชมหวายตกใจตะลีตะลานลุกหนี ทว่ามือใหญ่คว้าตัวเธอกลับมาและจับพลิกให้หงายราบไปอย่างเก่า หญิงสาวดิ้นจนแทบจะหมดกำลัง คราวนี้ชายหนุ่มมาแปลก ไม่เยาะเย้ยถากถางให้เจ็บใจหากแต่ซุกไซ้ลงที่ซอกคอเนียนนวลทันที คนถูกกระทำแทบคลั่งเมื่อกวินลากริมฝีปากไปกับสันคางมน หวีดร้องลั่นจนคนรำคาญต้องเงยขึ้นมากลบกลืนเสียงร้องไว้ด้วยปากหยัก ทว่าดุเดือดและหนักหน่วงพอที่จะปรามสุ้มเสียงของคนพยศให้แห้งเหือดลงได้ “อื้อ!!” ชมหวายพยายามดิ้นเต็มที่เพื่อหนีการจาบจ้วงล่วงละเมิดของสามี มือเล็กถูกพันธนาการอย่างแน่นเหนียวด้วยนิ้วยาวทั้งห้าของเขา เนินอกอิ่มถูกเบียดแน่นจนแทบลุกเป็นไฟ สัมผัสอันรุนแรงหิวกระหายแทบจะมอดไหม้ไปทั้งตัว ยิ่งชายหนุ่มรุกหนักยิ่งทำให้คนอ่อนแรงแทบขาดใจ ชมหวายดิ้นรนขัดขืนจนสุดกำลังเพื่อจะต้านทานพลังคชสารเช่นเขา “ปล่อยนะ!” ทันทีที่ปากเป็นอิสระก็เรียกร้อง กวินหอบระโหยลูบไล้ทุกผิวสัมผัสอย่างหิวกระหาย นี่เขากำลังคิดว่าเธอเป็นเหยื่ออันโอชะหรืออย่างไร ดูเขามุ่งมั่นราวกับจะฉีกทึ้งเนื้อตัวเธอให้ได้ น้ำตาอุ่นเริ่มไหลเมื่อรู้ว่าไม่อาจต่อกรพลังรุนแรงของเขา ทันทีที่เสื้อเชิ้ตถูกกระชากออกชมหวายกรีดร้องลั่น กวินคว้ากอบเอาอกอิ่มบีบขยำอย่างคะนองมือ ทั้งยังล้วงรุกลงล่างอย่างจาบจ้วง คนขัดขืนตกใจกรีดร้องกระทั่งแน่นิ่งไปในที่สุด “อย่ามาเล่นมุขนี้ ไม่สำเร็จหรอก” เขาคิดว่าหญิงสาวแกล้งเป็นลม หากเมื่อลงมือรุกเร้าต่ออีกนิดก็เริ่มเฉลียวใจ “บ้าน่า” เขาถอนตัวขึ้นทันที มือใหญ่ปล่อยจากต้นขาเนียนมาเขย่าตัวคนที่นอนไม่ขยับ เล่นเอาคนกำลังคึกหมดอารมณ์ จับคางมนสั่นเบาๆ แต่ก็ยังไม่ไหวติง “เอาจริงเหรอวะ?” เขาข้องใจ รีบลุกไปหายาดมยาหม่องอะไรก็ได้ให้เธอดม สะกิดเรียกอีกเล็กน้อยกระทั่งคนนอนนิ่งรู้สึกตัว พอตั้งสติได้และรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตบผัวะเข้าหน้าชายหนุ่มแรงๆ กวินได้สติเต็มตื้น ซ้ำยังมึนและชาในคราวเดียว รู้สึกว่าปากจะแตกเสียด้วยซ้ำ คนถูกตบใช้ลิ้นเล็มริมฝีปากเจ่อก็ได้รสและกลิ่นคาว ใช้นิ้วแตะดูก็พบว่าเลือดออกจริงๆ “กักขฬะ! หยาบช้าที่สุด!” เธอบริภาษใส่เขาด้วยความโกรธ แววตาเจ็บใจที่ถูกกระทำเพียงเพราะอารมณ์หื่นกระหาย มือเล็กกำคอเสื้อที่เปิดเผยอและขาดเป็นทาง มองหน้าคนป่าเถื่อนอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ กวินถอนใจก่อนจะผินหน้าออกไปทางอื่น ลุกออกไปข้างนอกอย่างหงุดหงิดหัวเสีย มือใหญ่ทุบโต๊ะไม้สักดังสนั่นหวั่นไหว ไม่รู้วันนี้เกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมาถึงควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่ ขาแกร่งเตะเก้าอี้หนักจนเขยื้อนไม่เป็นระเบียบ เจ็บก็เจ็บ โกรธก็โกรธ หงุดหงิดงุ่นง่านเสียจนต้องเดินเข้าไปอาบน้ำระงับอารมณ์ หลังจากวันนั้น ผู้จัดการหนุ่มก็ได้รับคำสั่งให้พาชมหวายมาดูงานในไร่ เวลานี้ฐานะของชมหวายถูกเปิดเผยแล้ว ซึ่งคนงานทุกคนต่างก็รับทราบ แม้หิ่งห้อยเองก็ยังต้องเชื่อว่าทีแรกตนเข้าใจผิด พอเจอหน้าชมหวายถึงรีบเข้ามาขอโทษขอโพย “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ก็สภาพฉันมันไม่น่าเชื่อถือจริงๆ นี่นา” เจ้าตัวไม่ถือสา หิ่งห้อยหาว่าชมหวายเจตนาจะปลอมตัวมาปะปนกับคนงานเพื่อดูความเป็นอยู่ ซึ่งพอหล่อนเปิดประเด็นทุกคนต่างก็เลยเห็นว่าเป็นแบบนั้น ชมหวายได้แต่อึกอักพูดไม่ออก กลายเป็นได้รับคำชื่นชมว่าเป็นห่วงทุกข์สุขของคนงาน ได้ความดีความชอบทั้งทียังไม่ได้ทำอะไรเลย โดยปกติกวินจะขับรถมารับชมหวายไปที่ไร่ พอตกเย็นก็จะขับมาส่งที่เรือนเล็ก ทำแบบนี้ประจำจนเหมือนกับหญิงสาวเป็นนักโทษ แต่ปัญหาเริ่มเกิดเมื่อมณีมัยไม่ยอมให้ชมหวายเข้าใกล้กวิน หนูน้อยเพียรถามว่าทำไมต้องให้ชมหวายมาอยู่ที่ไร่ “ทำไมคุณพ่อต้องไปค้างที่เรือนเล็กด้วยล่ะคะ?” คนตัวเล็กเริ่มกลัวจะถูกแย่งความรัก เพราะพี่เลี้ยงบอกว่าถ้ากวินแต่งงานก็จะต้องมีน้องใหม่ ซึ่งมณีมัยไม่อยากมีน้อง “คือพ่อจำเป็นน่ะลูก” กวินตอบบุตรสาว เวลานั้นคนมีส่วนเกี่ยวข้องก็นั่งอยู่ด้วย ชมหวายอยู่คนละฝั่งโซฟากับชายหนุ่ม ได้แต่นั่งประกอบฉากเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในครอบครัว “แล้วคุณพ่อจะมีน้องใหม่มั้ยคะ?” เสียงเล็กอ่อยลงอย่างน่าสงสาร ชมหวายได้แต่มองตาปริบๆ ตอนกวินลูบศีรษะบุตรสาวที่นั่งอยู่บนตัก ชายหนุ่มส่ายหน้าและพูดปลอบใจ “ถึงยังไงพ่อก็รักหนูมิ้มของพ่อเสมอนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ชมหวายไม่เคยเห็น ท่าทางกวินจะรักบุตรสาวของเขามาก เสียดายที่เธอไม่รู้ว่าภรรยาเขาเป็นใคร จู่ๆ ทำไมม่านมุกถึงกลายมาเป็นมารดาของเด็กน้อย แต่จะว่าไป มณีมัยมีเค้าโครงเหมือนกับม่านมุกมากกว่ากวิน “ไม่รู้ใครเป็นพ่อจริงแม่จริงสิเนี่ย” ชมหวายเปรยเบาๆ กับตัวเองตอนกวินไม่อยู่ รู้สึกเหมือนจันทรามาด้อมๆ มองๆ เธอจากปากประตู คนนั่งสำรวมถึงหันมายิ้มแล้วถามนางว่ามีธุระอะไร “เอ่อ คุณกวินใช้ให้มาบอกว่าจะออกไปทำธุระที่รีสอร์ตสักครู่ อย่าเพิ่งให้คุณกลับไปที่เรือนเล็กค่ะ เดี๋ยวคุณจะกลับมารับ” แม่บ้านวัยกลางคนรายงาน ชมหวายพยักหน้ารับทราบ เอ่ยขอบคุณก่อนจะเรียกนางไว้อยู่คุยเป็นเพื่อน “ไม่ทราบว่าน้าจันทราอยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอคะ?” คนถามเอ่ยอย่างมีอัชฌาสัย แม่บ้านถึงพยักหน้า บอกว่าตนอยู่มาตั้งแต่สมัยที่มยุรายังมีชีวิตอยู่ เวลานั้นกวินยังเพิ่งจะแค่หกเจ็ดขวบ ส่วนม่านมุกก็ยังเล็กมาก “เรียกอิฉันว่าจันเฉยๆ ก็ได้ค่ะคุณ” นางกล่าว ชมหวายรู้สึกขอบคุณที่นางมีแก่ใจจะเสวนาด้วย ครั้นถามคนมีอาวุโสว่าเคยได้ยินชื่อชรินหรือไม่ จันทราส่ายหน้าปฏิเสธ “ถ้าเป็นเพื่อนคุณทวีอิฉันไม่ค่อยทราบหรอกค่ะ คุณทวีท่านกลับมาที่นี่แค่อาทิตย์ละครั้ง กลับมาก็จะมาพักที่เรือนเล็กท้ายไร่ที่คุณอยู่นั่นล่ะ ส่วนใหญ่คุณท่านจะอยู่ที่บ้านในเมืองมากกว่าค่ะ ที่นี่หลักๆ คุณมุกจะอยู่ ส่วนคุณวินก็เพิ่งจะกลับมาอยู่จริงจังหลังคุณท่านเสีย” นางอธิบายเสียยืดยาว ชมหวายได้ฟังแล้วก็พยักหน้ารับรู้ เป็นจังหวะที่ม่านมุกจูงมือบุตรสาวเข้ามาพอดี มณีมัยเพิ่งจะกลับจากเรียนพิเศษในเมือง แม้จะไม่ค่อยปลื้มใจชมหวายแต่เด็กน้อยก็ยกมือไหว้อย่างให้ความเคารพ ต้องชื่นชมม่านมุกที่อบรมมาดี ชมหวายอยากจะเรียกมาพูดคุยด้วยแต่รายนั้นชิงวิ่งหนีไปเสียก่อน “แกคงยังไม่คุ้นน่ะค่ะก็เลยไม่ยอมให้ถูกตัว อีกหน่อยคงจะเริ่มชินไปเอง” ม่านมุกอธิบาย คนผิวขาวยังคงวางทีนิ่งเฉยกับพี่สะใภ้เหมือนหยั่งเชิง แต่ชมหวายไม่ถือสาเพราะรู้ดีว่าครอบครัวนี้คิดอย่างไรกับเธอ แค่ที่ผ่านมาเอื้อเฟื้ออาหารและของใช้ต่างๆ ก็ขอบคุณมากแล้ว เวลาได้อยู่ที่เรือนใหญ่อดคิดไม่ได้ว่าตนรอดพ้นจากการตกเป็นเชลย ทว่ายังคอยมีเงาของกวินตามจับสังเกตพฤติกรรมอยู่ไม่ห่าง ถ้าเขาไม่อยู่ก็จะฝากฝังเธอไว้กับกฤษณ์ให้ช่วยดูแล แต่ถ้าวันไหนที่เขาออกไปข้างนอกหรือเข้าออฟฟิศ จะเป็นอะไรที่ชมหวายโล่งใจมากเป็นพิเศษ พอไม่มีใครอยู่ ชมหวายก็แอบโทรศัพท์ไปถามความคืบหน้าของชมธารารีสอร์ต ถามเสน่ห์ว่าได้ข่าวบิดาบ้างหรือไม่ แม่ชีชมมาสมารดาของเธอสบายดีหรือเปล่า การซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่ไปถึงไหนแล้ว “เมื่อไหร่คุณหวายจะกลับมาที่นี่ล่ะครับ?” เสน่ห์ถามคนที่อยู่ไกล ชมหวายอึกอัก บอกว่าเธอยังตอบไม่ได้ว่าจะได้กลับไปอีกทีตอนไหน คนเป็นธุระทางโน้นยังบอกอีกว่ากวินเองก็ไม่ค่อยลงมาเหมือนกัน มีแต่อาศัยโทรมาถามความคืบหน้าเอา “เขาคงยุ่งมั้งคะลุง แต่อีกไม่นานเดี๋ยวก็คงลงไปที่ชมธาราหรอกค่ะ” ชมหวายพูดเหมือนล่วงรู้ พอได้ยินเสียงคนเดินก็รีบวางสายเพราะเกรงว่าจะเป็นกวิน แต่พอเห็นเป็นมยะหนี่ก็ค่อยโล่งใจ สาวใช้แค่เข้ามาถามว่าจะทานมื้อเย็นพร้อมม่านมุกเลยหรือไม่จะได้จัดสำรับเผื่อ กวินคงจะมาค่ำเกรงว่ารายนี้จะหิวจนเป็นลมไปเสียก่อน แต่ชมหวายปฏิเสธว่าไม่เป็นไร เธอยังไม่หิว ซ้ำขอบใจมยะหนี่ที่อุตส่าห์เป็นห่วง “คุณหวายจะทานอะไรรองท้องหน่อยมั้ยคะ?” “ไม่ดีกว่าจ้ะ นี่กำลังตั้งโต๊ะกันอยู่ใช่มั้ย มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า?” ชมหวายขันอาสาเพราะว่าไม่มีอะไรทำ สาวใช้ร่างเล็กถึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่ได้ “คุณเป็นนายจะมาทำงานพวกนี้ทำไมคะ?” รายนี้เสียงสูงเหมือนไม่เคยเจอ ชมหวายบอกว่าเธอไม่ซีเรียส เพราะปกติอยู่ที่ชมธาราเธอก็ช่วยแม่บ้านแบบนี้เป็นประจำ “แต่ที่นี่จะมาทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ มณีได้โดนดุตายเลย” เธอว่า คนรบเร้าถึงถามว่าใครเป็นคนออกกฏ มยะหนี่ส่ายหัวบอกว่าไม่มี แต่เป็นข้อปฏิบัติที่พวกหล่อนรู้ๆ กันอยู่แล้ว “เห็นมั้ย ไม่มีใครบัญญัติสักหน่อยว่าคนเป็นนายจะช่วยงานลูกน้องไม่ได้” เธอยักไหล่พลางเดินลงไปที่ครัว มยะหนี่ถึงทำหน้าอึ้งๆ ก่อนจะรีบก้าวตามไป ตอนจันทราเห็นหน้าชมหวายเดินเข้ามาก็ถามว่าขาดเหลืออะไร หญิงสาวส่ายหน้า บอกแค่จะมาช่วยงาน ทีนี้คนในครัวเลยแตกตื่นกันใหญ่ แม่บ้านวัยกลางคนถึงมองหน้ามยะหนี่อย่างตำหนิ แต่คนอายุน้อยกว่าส่ายหน้าไม่รับรู้ แจงว่าหล่อนเตือนแล้วแต่ชมหวายไม่ฟังเอง “ถ้าไม่มีงานให้ฉันทำขอแค่ให้ฉันนั่งเล่นเดินเล่นแถวนี้ก็ได้ค่ะ” คนมีศักดิ์เป็นคุณผู้หญิงบอก ตอนนั้นเห็นทุกคนทำท่าอึกอักข้องใจ ชมหวายไม่รบกวน แค่เดินออกมานั่งที่โต๊ะหินเงียบๆ คนเดียว เวลานั้นได้กลิ่นส้มตำลอยมายั่วน้ำลาย ทำให้ท้องเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองว่าอยากได้อะไรมาบรรณาการ จันทราเดินยกจานมาวางไว้ที่โต๊ะทานข้าว รอเก็บสำรับของม่านมุกเสร็จทุกคนก็จะมารวมตัวกันทานมื้อเย็น “น่าอร่อยนะคะ” ชมหวายยิ้ม จันทราทำหน้าไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยากชวนแต่อีกใจก็ไม่กล้าเพราะคิดว่าเธอคงไม่ทานอาหารพวกนี้ ทว่ามยะหนี่เดินกลับมาจากล้างผักก็แทรกขึ้นทันที “คุณหวายหิวรึยังคะ มาทานอะไรรองท้องกับพวกเราก่อนก็ได้นะคะ ถ้าไม่รังเกียจ” มีทิ้งท้ายเล็กน้อยเหมือนหยั่งเชิง ชมหวายยิ้มเกรงใจแต่ไม่ปฏิเสธ มยะหนี่ถึงยิ้มก่อนจะเชิญให้นั่ง อีกเดี๋ยวนิภากับคนอื่นๆ ที่เก็บโต๊ะเสร็จก็จะตามลงมาสมทบ “คุณหวายทานได้แน่นะคะ เผ็ดไปมั้ยคะเดี๋ยวอิฉันทำให้ใหม่” จันทราเป็นกังวล ชมหวายรีบค้านบอกว่าเธอทานรสชาติแบบนี้ได้สบาย นึกถึงตอนอยู่ที่ชมธาราและทานอาหารอีสานร่วมกันกับพนักงาน ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง “รู้มั้ยคะว่าหวายไม่ได้ทานของพวกนี้มาตั้งนานแล้ว อยากทานมากเลย” เจ้าตัวเผลอทำตาวาวอย่างไม่รู้ตัว อากัปกิริยาของเธอทำให้แม่บ้านเผลอยิ้มอย่างเอ็นดู ตอนเห็นมยะหนี่ยกต้มแซ่บมาวางก็ทำตาโต ทุกคนเห็นอาการของเธอแล้วก็แอบอมยิ้ม กระทั่งคนสวนที่ตามเข้ามาใหม่ยังยืนงง ทำทีงกเงิ่นไม่กล้าเดินเข้ามานั่งที่ จนชมหวายต้องเอ่ยปากเชิญ เพราะความมีมนุษยสัมพันธ์ทำให้หญิงสาวเข้ากับคนอื่นได้อย่างสบาย สักพักเริ่มมีเสียงหัวเราะเฮฮาดังเลยไปถึงสนามหญ้า ไม่มีใครรู้ว่าชมหวายมาขลุกอยู่ที่นี่กระทั่งกวินปรากฏตัว วงแตกทันทียิ่งเฉพาะคนเป็นภรรยาที่หุบยิ้มแทบไม่ทัน “นึกว่าหายไปไหน?” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พอเห็นกวินเดินมาทุกคนต่างก็ลุกจากที่กันหมด ยืนสำรวมจนแทบจะเอาหัวมุดเข้าไปใต้คอเสื้อ ชมหวายข้องใจว่าทำไมทุกคนถึงได้เกรงกลัวเขาขนาดนี้ กับคนที่บ้านคงชอบทำหน้าดุจนติดเป็นนิสัย ทั้งที่กับปลายรวีเห็นหัวร่อต่อกระซิกกันเสียงอ่อนเสียงหวาน จันทรารีบก้าวออกมารับหน้าเพราะเกรงว่าจะถูกตำหนิ แต่กวินไม่ทักเรื่องชมหวายสักคำ ซ้ำบอกให้ตั้งสำรับในสวนอีกด้วย เสร็จสรรพก็พยักหน้าเรียกชมหวายไปนั่งเป็นเพื่อน ขณะทานอาหารไม่มีใครกล้านั่งเสนอหน้าอยู่ตรงนั้น กวินถามว่าทำไมถึงลงมาทานข้าวกับคนในครัว ชมหวายให้เหตุผลว่าเธอแค่จะลงมานั่งเล่น แต่พอเห็นมื้อเย็นแล้วก็อดคิดถึงบรรยากาศที่ชมธาราไม่ได้ เธอคิดถึงพวงพ้องที่นั่น อีกทั้งนานเท่าไหร่แล้วที่ไม่เคยได้ทานอาหารจำพวกนี้เลย “ผมไม่พาคุณกลับไปหรอก” เขาดักคอ รู้ทันว่าที่หญิงสาวพล่ามมาทั้งหมดก็เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่อย่าหวังว่าเขาจะใจอ่อน ว่าแล้วก็ตักอาหารเข้าปาก ชมหวายสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะเม้มปากและมองค้อนด้วยความหมั่นไส้
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม