บทที่ 10-1

2991 คำ
เสียงเอะอะของคนเป็นนายดังลั่นห้องรับแขกบนเรือนใหญ่ กวินเรียกมยะหนี่มาเอาคำตอบเรื่องแหวนที่เขาให้เธอไปขอซื้อคืนมา สาวใช้ยืนตัวลีบ สุดวิสัยจะหามาคืนได้ตามที่รับปาก อุตส่าห์หาข้ออ้างผัดวันประกันพรุ่งมาได้จนถึงวันนี้ แต่ดูเหมือนครานี้คงจะไม่รอด ม่านมุกกำลังจะออกไปข้างนอกได้ยินเสียงจึงเดินเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น “โมโหใครแต่เช้าคะพี่วิน?” มยะหนี่รีบวิ่งไปหลบข้างนายหญิงหวังจะขอความช่วยเหลือ บอกม่านมุกว่ากวินมาทวงเอาแหวนที่หล่อนขายไป คนน้องจึงหันไปมองร่างสูงที่ยืนฉุนเฉียวอยู่กลางห้อง “มณีออกไปก่อน เดี๋ยวฉันคุยกับพี่วินเอง” ว่าแล้วก็สะบัดหน้าน้อยๆ เป็นสัญญาณ กวินถามว่าม่านมุกรู้เรื่องที่คนสนิทของเธออาสาเอาแหวนทองของชมหวายไปขายหรือไม่ คนเป็นน้องบอกว่าเธอทราบ “คนที่รับซื้อแหวนวงนั้นไว้คือมุกเอง” เธอสารภาพ กวินถึงมองหน้าน้องสาวอย่างตั้งคำถาม “แล้วทำไมเราถึงไม่บอกพี่?” “ถ้าบอกแล้วพี่วินจะทำยังไงคะ จะไปเอาผิดคุณหวายเหรอ?” เธอถามตรงๆ คนตัวสูงถอนใจดังก่อนจะขอซื้อแหวนวงนั้นคืน “พี่วินไม่ต้องซื้อต่อหรอกค่ะ มุกให้พี่วินเก็บไว้” เธอว่า กวินปฏิเสธ ในฐานะที่ม่านมุกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เธอไม่จำเป็นต้องมาเสียเงินเสียทอง “ให้พี่เลวคนเดียวก็พอ” เขาว่า ม่านมุกถึงปรี่เข้ามาใกล้ ถามว่าทำไมกวินถึงพูดเช่นนี้ เธอไม่สบายใจและไม่อยากเห็นเขาถลำลึกลงไปมากกว่านี้เลย “พี่วินจะทำอะไรอีกคะ พอเถอะ มุกสงสารคุณหวาย” “สงสาร? สงสารทำไม ตอนเราสูญเสียมีใครสงสารเราบ้าง?” เขาย้อน ม่านมุกได้แต่นิ่ง จนปัญญา หลังพูดคุยกับพี่ชายแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดี คนเอวบางเดินมานั่งใต้ร่มไม้ในสวน หลบแดดร้อนที่สะท้อนลงมา แต่ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ เสียงฝีเท้าหนักก็แว่วขึ้นจากด้านหลัง หันไปเห็นกฤษณ์เดินยิ้มละไมเข้ามาหา “มีอะไรรึเปล่า ทำไมมานั่งอยู่คนเดียว?” น้ำเสียงและแววตาใส่ใจเหมือนทุกที “มุกกลัวค่ะพี่กฤษณ์ กลัวว่าบ้านจะลุกเป็นไฟ” นี่คือสิ่งที่เธอคิด ผู้จัดการหนุ่มใจดีนั่งลงข้างๆ ก่อนจะถามว่าเกี่ยวกับชมหวายและกวินใช่หรือไม่ “ตอนแรกพี่ไม่เอะใจอะไรเลยกระทั่งเห็นท่าทีคุณหวายและพฤติกรรมของเธอ ก่อนหน้าที่คุณกวินแต่งงาน พี่ก็ยังงงเพราะไม่มีวี่แวว พี่รู้แต่ว่าเขากับคุณปลายชอบๆ กันอยู่ แต่ไฉนถึงมาแต่งกับอีกคน” นี่คือสิ่งที่กฤษณ์คาใจ เขาขอให้ม่านมุกช่วยเล่ารายละเอียดเพื่อเชื่อมโยงปะติดปะต่อความเข้าใจของเขาที “พี่วินแต่งงานกับคุณหวายเพราะมีบางอย่างแอบแฝงค่ะ เบื้องหลังการแต่งงานของพี่วินไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความแค้น” ม่านมุกสรุปเรื่องราวให้ฟัง กฤษณ์ถึงอึ้งเพราะไม่คิดว่าเบื้องหลังจะเป็นอะไรที่ลึกล้ำขนาดนี้ “คุณกัญญาทราบมั้ยครับ?” “ก่อนหน้าไม่มีใครทราบหรอกค่ะ แม้แต่มุก ทุกคนคิดว่าพี่วินเลิกล้มและถอดใจไปแล้วกับเรื่องปริศนาการตายของคุณพ่อ อีกทั้งเรื่องฉ้อโกงนั่นอีก” “แบบนี้สินะครับเขาถึงบอกว่าแก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย” กฤษณ์ยิ้มชืด ม่านมุกบอกว่าเธอเองก็วิตกเรื่องนี้ไม่น้อย “ทีนี้พี่กฤษณ์คงเข้าใจแล้วใช่มั้ยคะว่าทำไมพี่วินถึงไม่อยากให้ใครในไร่รู้เรื่องคุณหวาย แล้วทำไมถึงไม่ยอมให้เธอขึ้นมาอยู่ที่เรือนใหญ่ในตอนแรก” “ครับ...พี่ไม่อยากเชื่อเลย” ผู้จัดการหนุ่มถอนใจ ไม่อยากเชื่อว่าสายตาที่กวินมองชมหวายคือความแค้น แต่กับหญิงสาวเขาพอจะดูออก เพราะรายนั้นแสดงออกตลอดเวลาว่าไม่อยากอยู่ร่วมชายคาเดียวกับกวิน “แล้วน้องมุกล่ะครับ โกรธเกลียดคุณหวายมั้ย?” กฤษณ์ซัก เห็นสีหน้าหญิงสาวคิดหนักเหมือนกลั่นกรองบางสิ่งบางอย่างในใจ “ไม่รู้สิคะ แต่มุกพยายามที่จะไม่คิดมากกว่า อดีตที่ผ่านไปแล้ว รื้อฟื้นไปก็เท่านั้น คุณอาบอกมุกเสมอว่าสัตว์โลกย่อมมีกรรมเป็นของตนเอง” เธอพูดอย่างปลงๆ แถมสีหน้าก็ยังดูปล่อยวางอีกด้วย จังหวะนั้นผู้จัดการหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างชื่นชมคนข้างๆ “พี่กฤษณ์ขำอะไรคะ?” เจ้าตัวแคลงใจ เขาส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่ได้ขำ เขาแค่ยิ้มที่เห็นหญิงสาวพูดประโยคเมื่อครู่ มันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าม่านมุกยังเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจงดงามไม่เคยเปลี่ยนแปลง “พี่กฤษณ์นี่” คนเอวบางทำเสียงดุ ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มๆ เข้าใจว่าเธอคงจะเขิน แววตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยยังฉายให้ม่านมุกเห็นเสมอ แม้ว่าฝ่ายหญิงจะพยายามทำเหมือนไม่รับรู้ก็ตาม “พี่ไปก่อนนะครับ เดี๋ยวจะไปรับคุณหวายมาดูงานที่ไร่ต่อ พรุ่งนี้พี่จะพาเธอไปที่รีสอร์ต อาจต้องให้น้องมุกแนะนำอะไรบางอย่างด้วย” เขาเกริ่นไว้ก่อน “ค่ะ ด้วยความยินดีเลย” รายนี้กล่าวยิ้มๆ ก่อนหน้าพี่ชายก็เปรยๆ ไว้บ้างแล้วเรื่องที่จะให้ชมหวายมาช่วยงานเธอกับปลายรวี ยังอดคิดเผื่อไม่ได้เลยว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรต่อ ชมหวายรู้ว่าปลายรวีเป็นใครในขณะที่อีกฝ่ายก็ทราบถึงสถานะของชมหวายดี ในฐานะที่รู้จักปลายรวีมานาน ม่านมุกสังเกตว่าหล่อนก็ใช่จะปฏิเสธไมตรีของพี่ชายเสียทีเดียว หากแต่ทำยึกยักวางท่าเหมือนเล่นตัว เพราะเท่าที่เห็น ปลายรวีเองก็ดูเหมือนจะรักกวินอยู่ไม่น้อย แต่ไม่รู้เพราะอะไรถึงทำให้หล่อนปฏิเสธที่จะเป็นแฟนกับเขา ในขณะเดียวกัน คนเจ้าคิดเจ้าแค้นก็สารภาพกับปลายรวีตามตรงถึงเรื่องระหว่างตนกับชมหวาย ว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่นัยทางธุรกิจอย่างที่อ้างในตอนแรก เบื้องลึกเบื้องหลังมันคือความแค้นที่แฝงอยู่ในจิตใต้สำนึก “โธ่วิน” ร่างอรชรถึงกับถอนใจ กวินบอกว่าตามสบาย หากหญิงสาวจะประณามเขาด้วยอีกคน เพราะเวลานี้ทั้งอาหรือแม้แต่ม่านมุกก็เหมาว่าเขาเป็นคนใจร้ายไปหมดแล้ว “เรื่องนี้ปลายไม่ขอออกความเห็นดีกว่าค่ะ” เธอตัดบทไม่ขอพูดถึงความคิดเห็นส่วนตัว กวินขอบคุณที่หล่อนยังถนอมน้ำใจ เพราะแบบนี้เขาถึงได้ประทับใจหล่อนเรื่อยมา “คุณเป็นคนเดียวนะปลายที่ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกแย่” “นั่นเลยยิ่งทำให้คุณได้ใจ” หญิงสาวย้อน กวินขำนิดๆ เพราะถูกรู้ทัน แต่ปลายรวีก็ทนความเอาแต่ใจของเขามาได้ตั้งแต่สมัยไหน “รู้มั้ยปลาย ที่ผมเสียใจที่สุดไม่ใช่เพราะคุณปฏิเสธผม แต่มันคือการที่ผมต้องแต่งงานกับชมหวาย นั่นทำให้ผมหมดโอกาสในตัวคุณ” กวินสารภาพ แม้ทุกวันนี้เขาก็ยังปลาบปลื้มและไว้ใจปลายรวีมากกว่าผู้หญิงคนอื่นที่รองจากอาและน้องสาว เจ้าตัวได้ฟังก็ฉายยิ้ม พูดหยอดทำนองว่าถ้าชายหนุ่มพยายามอีกนิดเดียว เธอก็เกือบจะตกลงปลงใจกับเขาแล้ว “โธ่ปลาย คุณอย่าพูดให้ผมรู้สึกเสียดายไปมากกว่านี้สิ” เขาหน้าเซื่อง ร่างอรชรถึงกุมมือชายหนุ่มเป็นการปลอบใจ “ถึงคุณจะแต่งงานกับคุณหวายเพราะเหตุผลอื่น แต่ในฐานะภรรยาคุณก็ต้องดูแลเธอให้ดีนะคะ” “ผมจะต้องดูแลทำไมในเมื่อผมไม่ได้อยากจะให้เธอมีความสุข ผมมองชมหวายเหมือนคู่แค้นนะปลาย ไม่ใช่คู่รัก” “แล้วคุณอยากให้มีข่าวเสื่อมเสียไปถึงคุณน้าเหรอคะวิน อย่าลืมสิคะว่าเวลานี้คุณหวายใช้นามสกุลเดียวกับคุณ” ปลายรวีทัก หากกวินยังทำเฉไฉ อ้างว่าไม่เห็นเป็นไร เพราะกัญญาและม่านมุกใช้นามสกุลธนวรรธน์ตามบิดา มีเขาคนเดียวที่เปลี่ยนมาใช้อดุลย์อดิศัยตามมยุรา “แหมวินเนี่ย จริงๆ เลยนะ หาข้ออ้างไปเรื่อย” คู่สนทนาถึงค้อนขวับ ผมลอนสีมอคค่าสะบัดคลายจากเกลียวเล็กน้อย คนเล่นลิ้นหัวเราะชอบใจ เห็นทีปลายรวีจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกระมังที่เขาอยากยิ้มให้ในช่วงเวลานี้ “ผมเดินไปส่งคุณที่รถดีกว่า ใจจริงยังไม่อยากกลับเลยให้ตายสิ” เขาบ่นเหมือนเด็กหนุ่มเอาแต่ใจ ปลายรวีส่ายหน้าน้อยๆ แสร้งเตือนสติว่าเขาแต่งงานแล้ว จะมาทำเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ “เล่นดักคอกันแบบนี้ก็จบน่ะสิ ผมจะทำอะไรได้อีกล่ะ” มีการยักไหล่อย่างเซ็งๆ ฝ่ายหญิงถึงเอามือประคองใบหน้าคมสันแล้วส่ายเบาๆ บอกให้เขาเลิกทำตัวเหมือนวัยรุ่นได้แล้ว ผ่านมาเป็นสิบปีนิสัยแบบนี้ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน “กลับไปหาภรรยาคุณซะเถอะค่ะ พ่อคนเจ้าคิดเจ้าแค้น” เธอแหย่ แต่แทนที่จะโกรธ กวินกลับยิ้มชอบใจ “ฮึ่ ไว้ถ้าผมหย่าเมื่อไหร่จะกลับมาเอาคืน” เขาทิ้งท้ายพลางเปิดประตูรถให้หญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ ปลายรวีหมั่นไส้จึงแกล้งแซวกลับ “ระวังคุณหวายจะไปติดใจกฤษณ์แทนนะคะ รายนั้นน่ะทั้งหล่อทั้งใจดี” “หมอนั่นไม่คิดสั้นหรอกน่า” กวินมั่นใจ มองร่างอรชรดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดที่ลำตัวบาง “คุณเองก็อย่าเผลอคิดสั้นแล้วกันนะคะวิน” ปลายรวีเหล่ตามอง ว่าแล้วก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะปิดประตูรถ ทิ้งให้คนมาส่งอมยิ้มอยู่ลำพัง แม้ต่อหน้าปลายรวีจะแสดงทีท่าว่าไม่รู้สึกรู้สากับการแต่งงานในครั้งนี้ หากลึกๆ เธอก็อดที่จะระแวงและคับข้องใจในตัวของชายหนุ่มไม่ได้ หญิงสาวกลัวว่าอนาคตกวินจะเห็นผู้หญิงคนอื่นสำคัญกว่าตัวเธอ ทางด้านของผู้จัดการหนุ่มใจดีขับรถพาชมหวายไปชมพื้นที่ซึ่งยังไม่ได้บุกเบิกอีกนับร้อยไร่ จากตรงนี้เป็นที่ราบสูงมองลงไปเห็นอาณาบริเวณของภูเคียงฟ้ารีสอร์ตอย่างชัดเจน หลังคาบ้านพักเรียงรายเป็นทิวแถวจรดเชิงเขา มีลำธารไหลผ่านพื้นที่สีเขียวซึ่งทอดยาวก่อนลับหายเข้าไปในป่า “ลำธารนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตรงไหนเหรอคะคุณกฤษณ์?” คนสนใจถามอย่างใคร่รู้ ผู้จัดการชี้ไปที่ยอดเขา บอกว่ามีตาน้ำอยู่ด้านบนนั้น ถ้าขึ้นไปตามเส้นทางที่คนงานทำบันไดไว้จะพบน้ำตกสายหนึ่ง เขากับกวินเป็นคนขึ้นไปสำรวจและพบเมื่อห้าปีก่อน “คุณกวินให้คนงานทำทางขึ้นไปครับ ไว้ให้นักท่องเที่ยวและแขกที่มาพักรีสอร์ตได้ชื่นชมกัน แต่ชั้นสูงๆ คุณกวินไม่ได้ทำทางให้เพราะมันเป็นป่าค่อนข้างรกและอันตราย จะแนะนำลูกค้าให้ขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจบริเวณที่เป็นแอ่งมากกว่าครับ แต่ช่วงนี้น้ำไม่ค่อยมีหรอก ถ้าเข้าหน้าฝนน้ำเยอะจะสวยมากทีเดียวครับ” เขาคุย ชมหวายนึกอยากขึ้นไปเที่ยวชมแต่รู้ว่ากวินคงไม่อนุญาต ทางทิศตะวันตกแลเห็นคนงานช่วยกันขนอ้อยขึ้นรถสิบล้อ กฤษณ์บอกว่าถ้าหมดช่วงนี้โรงหีบอ้อยก็จะปิด ผลผลิตก็จะเริ่มไม่ได้คุณภาพเพราะอ้อยแก่เกินไป ดังนั้นทุกวันจึงมีคนงานเร่งตัดอ้อยส่งโรงงานให้ทันเวลา ที่ผ่านมาเขากับกวินพยายามรณรงค์เรื่องการเผาใบอ้อย เพราะกังวลเรื่องปัญหามลภาวะและความเสี่ยงต่างๆ อีกทั้งผลกระทบที่จะมีไปถึงผู้ที่มาพักในรีสอร์ต แต่ที่เห็นเผาก็เพราะบางครั้งจำนวนคนไม่พอกับปริมาณ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเขาต้องคอยกำชับหัวหน้าคนงานเรื่องทิศทางลม แต่ถ้าเป็นฝั่งที่อยู่ใกล้รีสอร์ต ตนจะไม่อนุญาตให้ทำการเผาเลย จะให้ใช้รถตัดแบบสดเท่านั้น “ถึงว่าค่ะ ระยะนี้หวายไม่ได้กลิ่นควันไฟเลย” คนฟังหันมายิ้ม เธอเองก็เพิ่งจะรู้ทฤษฎีในการปลูกอ้อย กฤษณ์เล่าได้น่าสนใจและไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เขาบอกว่าการปลูกอ้อยต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการปลูกรวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาที่โรงงานเปิดรับผลผลิตก็ด้วย โดยปกติอ้อยจะใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนเหมาะที่จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 11-12 เดือน และถ้ามีปริมาณเนื้อที่มากๆ แบบนี้ก็ต้องคำนึงและคำนวณองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เช่น ปริมาณแรงงาน และความสามารถที่จะปลูกได้ในแต่ละวัน เพราะมันมีผลไปถึงช่วงเก็บเกี่ยว “แต่อ้อยมันก็ดีอย่างตรงที่ไม่ต้องดูแลมากครับ ถึงเวลาใส่ปุ๋ยก็ทยอยทำกันไป ช่วงที่ไม่ต้องใช้คนงานมากก็เกณฑ์กันไปทำไร่อย่างอื่น มีคละเคล้าปะปนกันไปตามฤดูกาล ไหนจะต้องดูแลแปลงผักเกือบสิบไร่ เก็บเกี่ยวได้มาก็ไว้ทำกับข้าวเลี้ยงพวกเขานั่นแหละครับ” กฤษณ์บอก เห็นคนฟังพยักพเยิดหน้าเข้าใจก็ยิ้มปลื้ม ชมหวายมองเห็นแปลงสีเขียวตรงเชิงเขาก่อนถึงแนวรั้วกั้นของรีสอร์ต เห็นหัวคนงานผลุบๆ โผล่ๆ อยู่สามสี่คน ผู้จัดการหนุ่มบอกว่าตรงนั้นคือแปลงเกษตรที่พูดไปก่อนหน้า ที่นี่เป็นเกษตรอินทรีย์ กวินกับม่านมุกเห็นว่าพื้นที่ยังเหลือเลยสั่งให้ทำ จะได้ไม่ต้องไปซื้อหาให้สิ้นเปลือง เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัว “ที่รีสอร์ตหวายก็ปลูกผักทานเองเหมือนกันค่ะ” เจ้าตัวคุย ทั้งยังบอกว่าผลิตภัณฑ์ที่เอามาใช้ก็มาจากกลุ่มชมรมแม่บ้านในตำบล เป็นการช่วยเหลือและกระจายรายได้อีกทาง “แหม แนวคิดและแนวทางบริหารของคุณหวายกับคุณกวินนี่คล้ายกันเลยนะครับ แบบนี้มาช่วยงานที่นี่ได้สบาย” กฤษณ์เสริม ชมหวายฟังแล้วก็ยิ้มๆ กวาดสายตามองไปยังอาณาบริเวณอันกว้างขวางของไร่และรีสอร์ตภูเคียงฟ้า ทั้งที่นาและที่ดินมากมายจนแทบจะประเมินไม่ไหว นึกประณามคนเป็นเจ้าของ ว่ารวยขนาดนี้แล้วยังจะอยากได้ที่ดินผืนเล็กๆ ของเธออีก ทั้งที่สมบัติพัสถานก็มีตั้งมากมาย เทียบไม่ได้กับรีสอร์ตเล็กๆ ของเธอเลยด้วยซ้ำ “คุณกวินอนุญาตให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ทำไร่ทำสวนได้ครับ ค่าเช่าก็ถูกกว่าที่อื่น เพราะเจ้าตัวเขาไม่ได้หวังเอากำไร แค่อยากให้ชาวบ้านมีรายได้” ร่างสูงโปร่งเดินนำทางลงไปด้านล่าง ระหว่างนั้นก็คอยระวังและหักกิ่งไม้ที่ขวางทางให้ชมหวายด้วย พอลงมาถึงพื้นที่เรียบก็ขึ้นไปนั่งบนรถโฟร์วิลที่จอดไว้เพื่อขับไปจุดอื่นต่อ สองข้างทางเป็นป่าหญ้าสูงท่วมหัว ผิวทางก็ขรุขระเป็นดินแดงแข็งๆ ทำให้รถเคลื่อนตัวไปได้ช้า บางจุดที่ขับผ่านยังเห็นมีพื้นที่รกร้างที่ยังไม่ได้ถากถางอีกนับสิบไร่ “คุณกฤษณ์รู้จักคุณกวินมานานแล้วเหรอคะ?” เธอถามหลังจากที่คุ้นเคยกับเขามากขึ้น ผู้จัดการหนุ่มพยักหน้า เล่าว่าตนทำงานกับกวินมาเกือบสิบปีแล้ว พื้นเพตัวเขาเป็นคนสระบุรีและครอบครัวก็รู้จักคุ้นเคยกับมยุรามาก่อน ร่วมยี่สิบปีที่ครอบครัวของผู้จัดการหนุ่มย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ทำให้กฤษณ์กับกวินห่างหายกันไปตั้งแต่เล็ก ก่อนหน้าทั้งคู่เคยเจอกัน แต่ต่างคนต่างจำกันไม่ได้ สองหนุ่มอายุเท่ากันแต่เรียนกันคนละซีกโลก กฤษณ์เป็นรุ่นพี่ที่คณะของม่านมุกและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ตอนกวินกลับจากอเมริกาเคยไปรับน้องสาวที่มหาวิทยาลัย แต่ระหว่างทางรถเกิดเสีย ก็ได้กฤษณ์นี่เองที่เข้าไปช่วยซ่อมให้ ตอนนั้นม่านมุกยังไม่เลิกเรียนจึงทำให้ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร กระทั่งในวันที่เขามาสัมภาษณ์งานที่บริษัทของกวิน ตอนนั้นเองที่ทั่งคู่ได้เจอกันอีกครั้ง คุยกันไปคุยกันมาถึงรู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ต่างฝ่ายต่างก็แปลกใจ นึกไม่ถึงว่าเด็กผู้ชายที่เคยเจอกันตอนเด็กๆ จะคือคนคนเดียวกันกับที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่ “แล้วจู่ๆ ทำไมคุณถึงมาทำงานที่ไร่ได้ล่ะคะ?” “ตอนนั้นคุณกวินหาคนดูแลไร่อยู่ครับ เขาเองก็เพิ่งกลับจากเมืองนอกและต้องมารับช่วงต่อกิจการทั้งหมด ประจวบกับตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณทวีเพิ่งเสีย ทำให้คุณกวินเสียใจจนไม่เป็นอันทำอะไร ไร่ที่เคยทรุดโทรมก็ขาดการดูแล เพราะคุณกัญญาก็ต้องไปเป็นตัวตั้งตัวตีที่บริษัทแทน เรียกว่าตอนนั้นทุกอย่างอยู่ในขั้นวิกฤตเลยครับ ทั้งกิจการ ทั้งไร่และรีสอร์ต ผมเห็นคุณกวินตอนนั้นแล้วยังอดสงสารไม่ได้เลย”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม