ตอนที่กฤษณ์เล่าให้ฟัง ชมหวายรู้สึกสะท้อนใจวาบ แต่ก็พยายามตีหน้านิ่งตั้งใจฟังที่ผู้จัดการหนุ่มจะเล่าต่อ
“เวลานั้นคุณมุกตัดสินใจกลับมาช่วยดูแลรีสอร์ต แทนที่จะไปช่วยงานที่บริษัท และบังเอิญว่าคุณปลายบินกลับมาเพื่อช่วยงานในบริษัทของพ่อเธอ เธอเรียนจบงานบริหารด้านนี้มาโดยตรง คุณกวินถึงจ้างมาช่วยเป็นที่ปรึกษาเรื่องการบริหารจัดการ แต่งานที่ไร่คุณมุกก็ยังต้องดูครับเพราะว่าไม่มีใครแล้ว ด้วยความที่รักและเป็นห่วงน้อง คุณกวินต้องวิ่งรอกไปกลับกรุงเทพฯ กับสระบุรีแทบทุกวัน คุณมุกก็ต้องพยายามไม่น้อยเพราะเธอไม่เคยต้องตากแดดอยู่กลางไร่กลางนา ตอนนั้นผมสงสารเธอมากเพราะตอนเรียนเราสนิทกัน...คือคนรักของคุณมุกเป็นเพื่อนสนิทของผมน่ะครับ” เขาบอก
ตอนนั้นรู้สึกเหมือนน้ำเสียงจะเบาลง ชมหวายก็เลยพอจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมผู้จัดการหนุ่มถึงเลือกมาอยู่ที่นี่แทนการทำงานในออฟฟิศ
“ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่อย่างถาวรหรอกนะครับ แต่ทางนี้คุณมุกเธอรับหน้าที่คนเดียวไม่ไหว อีกทั้งงานในไร่ งานใช้แรงงานมันไม่เหมาะกับคนบอบบางอย่างเธอ คุณกวินเลยขอร้องให้ผมอยู่ต่อ และผมก็เห็นแก่คุณมุกและก็คุณกัญญาด้วย ทุกคนดีกับผมมากตอนผมอยู่ที่นี่ ผมก็เลยยินดีที่จะอยู่ช่วยอย่างเต็มใจ” กฤษณ์เล่าไปยิ้มไปอย่างมีความสุข
ชมหวายเชื่อตามที่ชายหนุ่มพูด เพราะทุกวันนี้ก็เห็นเขาเข้านอกออกในเสมือนกับเป็นคนในครอบครัว กวินไว้ใจเขาจนแทบจะเรียกได้ว่ายกไร่ให้ชายหนุ่มดูแลแทนทั้งหมด
“คนอย่างคุณกวินขอร้องคนอื่นเป็นด้วยเหรอคะ?” ชมหวายติดใจ แสยะยิ้มนิดๆ อย่างนึกตำหนิคนที่พูดถึง เวลานั้นรถเลี้ยวออกมาที่ถนนแล้ว ช่วงจังหวะที่มีรถบรรทุกเข้าออกบริเวณไร่จึงต้องหยุดหลีกข้างทาง
“ในสายตาผม คุณกวินเหมือนคนที่แบกรับภาระหนักครับ เขาต้องเข้มแข็งในฐานะเสาหลักของครอบครัว เพราะพอเรียนจบคุณพ่อก็จากไป ต้องดิ้นรนและพยายามอย่างมากเพื่อที่จะสานต่อกิจการของครอบครัวให้อยู่รอด ซึ่งตอนนั้นมันไม่ง่ายเลยนะครับสำหรับผู้ชายที่อายุแค่ยี่สิบต้นๆ” กฤษณ์เล่า
คนฟังได้แต่สะท้อนในใจลึกๆ เธอเองก็เคยมีช่วงเวลาที่ต้องแบกรับภาระหนักในครอบครัว ฉะนั้นย่อมเข้าใจดี
“ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณหวายนะครับ สำหรับคุณคงมองว่าคุณกวินเหมือนกับจอมมารร้าย เป็นผมถ้าต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือแก้แค้นก็คงรู้สึกแย่เหมือนกัน” ผู้จัดการหนุ่มผินมามองอย่างเห็นใจ
เวลานั้นรถยังจอดรออยู่กับที่หน้าทางเข้าไร่ภูเคียงฟ้า ชมหวายมองหน้าคนพูดเหมือนอยากจะร้องไห้ กฤษณ์ถึงสารภาพตามตรงว่าเขาก็เพิ่งทราบความจริงจากม่านมุกเมื่อเช้านี้
“หวายคงดูน่าสมเพชมากใช่มั้ยคะ?” คนหน้าเจื่อนรู้ตัว แววตาคมของผู้จัดการหนุ่มจับจ้องมาอย่างสะเทือนอารมณ์
“โธ่ คุณหวาย...” เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เวลานั้นรถสิบล้อเคลื่อนตัวออกไปตามถนนหมดแล้ว หากแต่รถโฟร์วิลของผู้จัดการหนุ่มก็ยังจอดค้างอยู่ที่เดิม
“ผมเชื่อว่าพื้นฐานคุณกวินไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะครับ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะความแค้นที่ครอบงำจิตใจเขาอยู่” กฤษณ์ออกความเห็น
ชมหวายสลดลงเล็กน้อย นัยน์ตาแดงก่ำถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“งั้นเมื่อไหร่ล่ะคะที่ความแค้นของเขาจะสิ้นสุดลง กว่าจะถึงวันนั้นหวายอาจถูกเขากระทำในฐานะเชลยจนสิ้นใจตายไปก่อนก็ได้”
“โธ่คุณหวาย” คนได้ฟังสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่ปลอบใจอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
“แต่ผมเชื่อนะครับว่าคนอย่างคุณกวินฆ่าใครไม่ได้หรอก”
“แต่เขาเกือบจะฆ่าหวายแล้วเมื่อวันก่อน คุณก็เห็นนี่คะ” ชมหวายท้วง ผู้จัดการหนุ่มถึงพูดไม่ออก
ชมหวายรู้ว่าพูดเรื่องนี้ไปก็เปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียเธอก็คงต้องตกอยู่ในฐานะเครื่องระบายความแค้นของเขาวันยันค่ำ หากแต่เริ่มรู้สึกดีขึ้นหลังจากได้พูดคุยกับผู้จัดการหนุ่ม เขาสุภาพและอ่อนโยนต่างกับคนที่กำลังพูดถึงลิบลับ
“เอ่อคุณกฤษณ์คะ หวายอยากจะถามคุณเรื่องน้องมิ้มน่ะค่ะ ตกลงแล้วเธอเป็นลูกใครกันแน่คะ?” ชมหวายใคร่รู้มาหลายวัน
ดูเหมือนชายหนุ่มจะอ้ำอึ้งเล็กน้อยตอนได้ยินคำถาม ทว่ายังไม่ทันตอบก็ได้ยินเสียงบีบแตรดังลั่นมาจากท้ายรถ กวินขับขึ้นมาเทียบข้างๆ แล้วเปิดกระจกถามเสียงดัง
“มาจอดข้างทางกันทำไม?!”
“เอ่อ คือผมรอให้รถสิบล้อผ่านไปก่อนน่ะครับ” กฤษณ์ตอบ คนเป็นนายถึงทำหน้ายักษ์
“รถพวกนั้นมันขับออกไปถึงปากทางโน่นแล้วมั้ง...มีอะไรก็เข้าไปคุยกันที่บ้านนู่น” เขาว่าแกมประชด พูดจบก็เลื่อนกระจกขึ้นและขับแซงหน้าไป
ตอนเห็นหน้าถมึงของคนเป็นสามีแล้วหมั่นไส้ ความน่าสงสารในแบบฉบับที่กฤษณ์พูดถึงไม่มีปรากฏให้เห็น ชมหวายขอร้องให้ผู้จัดการหนุ่มขับเลยไปส่งที่เรือนเล็กก่อน เพราะตนไม่อยากไปนั่งปะทะฝีปากด้วยตอนรายนั้นหาเรื่องตำหนิ
“แล้วคุณกวินจะไม่ว่าเหรอครับ ถ้าคุณไม่ไปร่วมโต๊ะอาหารด้วย?”
“ช่างเขาสิคะ อย่าลืมสิว่าหวายเป็นเชลย ที่บอกว่าอยากให้ไปร่วมโต๊ะด้วยมันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละค่ะ เขาแค่อยากเห็นหวายอยู่ในสายตาก็เท่านั้น อะไรที่ทำให้หวายอึดอัดไม่มีความสุขได้ล่ะถนัดนัก” หญิงสาวกระแนะกระแหน
“แต่คุณหวายก็ไม่เคยกลัวคุณกวินเลยนี่ครับ” เขาทักแบบยิ้มๆ เพราะเท่าที่เห็นมันเป็นในรูปนั้น
“นี่คุณกฤษณ์กำลังจะบอกว่าหวายดื้อด้านใช่มั้ยคะ?” เจ้าตัวมองคาดคั้น อีกฝ่ายถึงขำนิดๆ ทำเฉไฉไม่ออกความเห็น
เวลานี้คนงานต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านช่องไปหมดแล้ว แต่บางคนก็ยังเห็นเดินเลาะอยู่ริมข้างทางในระหว่างที่รถของกฤษณ์ขับสวนไป แสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า และเพียงครู่เดียวท้องฟ้าก็มืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว
บริเวณบ้านไม้โดดเด่นท่ามกลางพื้นที่กว้าง ไฟอัตโนมัติที่รั้วไม้ดับไปดวงหนึ่งทำให้ไม่สว่างไสวเช่นวันก่อนๆ ผู้จัดการหนุ่มอาสาจะมาเปลี่ยนให้ เผื่อใครไปมาตอนกลางคืนจะได้มองเห็นทาง
ความมีน้ำใจของเขาทำให้ชมหวายปลื้มใจ หญิงสาวกล่าวขอบคุณและรอกระทั่งรถของกฤษณ์เลี้ยวออกไปจากบริเวณบ้าน
เจ้าระรื่นวิ่งมาต้อนรับพร้อมกับกระดิกหางด้วยความดีใจ ชมหวายเดินไปเปิดไม้กั้นคอกให้ลูกสุนัขวัยกำลังซนทั้งห้าออกมาเดินเล่นในบริเวณบ้าน ก่อนที่จะกลับเข้าไปเทอาหารใส่ชามมาวางให้และอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้า
เสียงเห่าดังกระชั้นขึ้นหลายครั้งทำให้ชมหวายรู้สึกแปลกใจ อาจมีใครที่เจ้าระรื่นไม่คุ้นหน้าผ่านมาแถวหน้ารั้ว เวลานั้นร่างระหงเดินเอาผ้าเช็ดผมไปพลางชะโงกออกไปดูที่ประตู เห็นกอหญ้าบริเวณใต้ต้นหูกวางฝั่งตรงข้ามขยับไหวเหมือนมีใครหรืออะไรอยู่แถวนั้น
คนสงสัยรีบคว้าไฟฉายมาส่องดู แต่ทุกอย่างนิ่งเงียบไปแล้วพร้อมกับเสียงเห่าของสุนัขที่วิ่งมารอหน้าบันได ชมหวายเปิดประตูออกมาเห็นเจ้าระรื่นคาบบางสิ่งไว้ในปากจึงแบมือขอ สุนัขแสนรู้ค่อยๆ วางของสิ่งนั้นลง
“คราวนี้อะไรอีกล่ะเนี่ย” หญิงสาวส่ายหัวก่อนจะมองกล่องไม้ขีดในมือ
คราวก่อนเจ้าระรื่นก็ไปคาบเอาเศษไม้ดำเป็นตอตะโกมาจากไหนก็ไม่รู้ บางวันก็เป็นเศษพลาสติกบ้าง ถุงมือบ้าง วันไหนไปไกลมากๆ จะเห็นมีรอยเขม่าดำติดอยู่ที่ขนและได้กลิ่นควันไฟจนต้องพาไปอาบน้ำ
“ชอบหนีเข้าไปเล่นในไร่ ระวังเถอะ วันดีคืนดีเขาจะเผาไปพร้อมกับอ้อยด้วย” คนเป็นนายเอ็ดพลางเอามือลูบหัวเบาๆ
เห็นเจ้าระรื่นหันมองและเห่าไปทางพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม ซึ่งก่อนหน้าเธอรู้สึกว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกใจคอไม่ดี ความมืดของท้องฟ้าและเงียบสงัดของบรรยากาศทำให้วังเวงชอบกล
ร่างระหงเดินแวะไปจับลูกสุนัขเข้าคอกก่อนตัวแม่จะตามไปนอนให้นม ขากลับเดินมาถึงบันไดทางขึ้นก็อดหันไปมองที่ฝั่งตรงข้ามอีกไม่ได้ จังหวะที่หันหลังรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกิ่งไม้หักดังมาจากตรงนั้น เมื่อหมุนตัวกลับไปมองจึงรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในพงหญ้า
คนขี้สงสัยอดไม่ได้ที่จะค้นหาคำตอบ ไฟฉายในมือยกกราดไปยังบริเวณดังกล่าวอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เท้าเล็กๆ ก้าวขึ้นหน้าไปด้วยความใคร่รู้
“นั่นใครน่ะ?!” รีบตะโกนถามเมื่อรู้สึกว่าได้ยินเสียงฝีเท้าห่างออกไป พยายามฉายไฟส่องไปทั่วๆ ทั้งบนยอดไม้และพื้นดิน อีกนิดเดียวก็จะพ้นจากแนวรั้วเก่าที่ชำรุดจนมีแต่หญ้าและไม้เลื้อยปกคลุม
ชมหวายหยุดชะงักและเตรียมจะหันหลังกลับ ทว่าตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงเหยียบหญ้าดังขึ้นอีก พอหันกลับมาก็พบร่างทะมึนของคนแปลกหน้า แสงไฟฉายส่องไปที่ใบหน้าซึ่งอยู่ใต้ผ้าขาวม้าคลุมไว้ พอรู้ว่าเป็นผู้ชายก็ตั้งท่าวิ่งไม่คิดชีวิต
“ชะช่วย...”
คำว่า ‘ด้วย’ ยังไม่ทันจะพ้นออกมาก็ถูกมือปริศนาเอื้อมมาปิดปากไว้จนแน่น
ชมหวายยกไฟฉายฟาดไปที่หัวคนร้ายเต็มแรง เหมือนได้ยินเสียงหลุดร้องนิดๆ ก่อนที่เธอจะโดนกระชากจนหน้าหงายและถูกตบเลือดกบปาก
คนแบบบางเผยเสียงร้องด้วยความเจ็บ ชายฉกรรจ์คนดังกล่าวเข้ารวบตัวและจับกุมเธอด้วยเรี่ยวแรงที่เหนือกว่า ชมหวายถูกลากทึ้งเข้าไปในป่ารกเลยจากแนวรั้วผุๆ ของละแวกบ้าน คนแรงน้อยต่อสู้ขัดขืนอย่างเต็มที่และเพิ่งสังเกตว่ามีคนร้ายทั้งหมดสองคน ซึ่งอีกคนที่เหลือพยายามจะเอาผ้าคาดปากเธอ
“อื้มม!!...” ชมหวายตะเบ็งร้องขอความช่วยเหลือ ทั้งถีบทั้งกระทุ้งคนที่เอาท่อนแขนล็อกคอเธอไว้ ปากบางโดนคาดด้วยผ้าและดึงรั้งจนขากรรไกรแทบฉีก แขนขาถูกมัดลากไปเกี่ยวกับกิ่งไม้และใบหญ้าจนแสบไปทั้งตัว
“นังนี่ฤทธิ์เยอะนัก” หนึ่งในคนร้ายเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญ ก่อนจะหันมาต่อยเข้าที่ท้องจนร่างบางตัวงอทรุดลงกับพื้น คนตัวใหญ่สุดจับเธออุ้มพาดบ่า ถึงตอนนั้นรู้แต่ว่าตัวเองกำลังถูกชายสองคนพาเข้าไปในป่ารกจึงพยายามรวบรวมสติทุบไปที่แผ่นหลังของคนร้าย
“อีนี่! เดี๋ยวกูก็ฆ่าหมกป่าซะเลย!” คนถูกทุบหมดความอดทนและหันมาตวาดใส่
ชมหวายน้ำตารื้นด้วยความตกใจ อีกคนที่เดินถือไฟฉายเอามีดจ่อคอขู่ แต่ละคนดูหยาบคายและถ่อยสถุลจนน่ากลัว
พอถึงช่วงที่โล่งและมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ คนที่แบกหญิงสาวมาก็โยนเธอลงกับพื้นอย่างไม่ออมมือ หลังที่กระแทกพื้นดินสัมผัสถึงความกระด้างและขรุขระจากเศษหญ้าเศษไม้ ชมหวายพยายามจะตะเบ็งเสียงให้คนร้ายปล่อยเธอไป แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล
ภายใต้เงาลางๆ และแสงไฟฉายที่กราดผ่าน เห็นได้ว่าคนที่แบกเธอมาเป็นชายร่างล่ำกับอีกคนร่างสันทัดกว่า ทั้งสองมีผ้าคลุมหน้าคลุมตามิดชิด ท่ามกลางความมืดเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร ตัวเองอยู่ตรงช่วงไหนของป่าก็ยังไม่รู้
“จะเอาตรงนี้เหรอวะ?” คนตัวใหญ่กว่าหันไปถามอีกคน เวลานั้นคนถูกมัดนอนตะแคงตัวงอไม่มีปัญญาหลบหนี ได้แต่ตั้งใจฟังว่าคนร้ายจะทำอะไรต่อจากนี้
“ตรงนี้แหละไม่มีใครเห็น นายบอกว่าให้จัดการได้เลยจะรออะไรอยู่วะ” คนร่างสันทัดพูดตัดบท
พอชมหวายได้ยินสองคนนี้พูดถึง ‘นาย’ ก็หูผึ่งทันที ใคร่รู้เหลือเกินว่าคนที่สั่งให้สองคนทำแบบนี้เป็นใครกันแน่
“งั้นก็ลงมือเลย ข้าเล็งอีนังนี่ไว้หลายวันละ ถูกใจตั้งแต่เห็นที่ไร่ นายนี่ก็ใจดีชะมัด ให้ทำงานแบบนี้บ่อยๆ ข้าชอบว่ะ” พูดพลางหัวเราะอย่างย่ามใจ
หากชมหวายใจเต้นไม่เป็นส่ำ ตะลีตะลานจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก ยิ่งเห็นคนตัวใหญ่ย่างสามขุมเข้ามายิ่งกลัวจนตัวเนื้อสั่น
“อื้อ!!” ชมหวายดีดตัวเองกระเถิบห่างออกไป แต่มือหนาคว้าขาและดึงเธอเข้ามาใกล้ตัวอย่างง่ายดาย สายตาที่จับจ้องเหยื่อราวกับตายอดตายอยาก คนถูกจับกุมน้ำตาไหลพรากอย่างน่าสงสาร
แสงจันทร์ที่ฉายเด่นอยู่บนท้องฟ้าถูกบดบังบางส่วนด้วยเงาของกิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยาย ความกลัวแล่นปกคลุมจิตใจราวกับสำนึกว่ากำลังจะถูกฆ่า ชมหวายแผดเสียงลั่นเมื่อถูกหนึ่งในนั้นเลิกชายเสื้อขึ้นมาถึงเนินอก มือที่ถูกมัดสะบัดเหวี่ยงไปมาเป็นระวิง ผ้าถุงยาวถูกถลกขึ้นมาเหนือโคนขาเรียว
“หุ่นนังนี่มันช่างยั่วใจ เสียดายแทนนายกวินจริงๆ” คนที่พูดมองเรือนร่างของหญิงสาวอย่างกระสันอยาก
พอชมหวายได้ยินเขาเอ่ยชื่อคนเป็นสามีก็ถึงกับตาค้าง มือที่ถูกมัดกำแน่นด้วยความแค้นใจ ดิ้นจนผืนดินบริเวณนั้นเป็นแปลงราบ ผมเผ้ากระจัดกระจายมีแต่เศษใบไม้ใบหญ้าติดเต็มไปหมด
มันช่างเป็นการแก้แค้นที่โหดร้ายและป่าเถื่อนอย่างที่สุด คนถูกกระทำร้องไม่หยุดจนคนร้ายต้องเอามีดจ่อคอหอยและต่อยที่ท้องอีกรอบ คราวนี้ชมหวายหมดทางสู้ คนตัวใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะล็อกมือและแขนไว้ไม่ให้ดิ้นหนี คนปลายเท้าตัดเชือกและขึ้นคร่อมตรงช่วงเข่า ท่าทางหื่นกระหายงุ่นง่านจนน่าสะพรึงกลัว ซ้ำยังพยายามจะสอดมือเข้าไปใต้ผ้าถุงจนเจ้าของเรือนกายต้องบิดหนี
“อื้อออ....” คนตกเป็นเหยื่อไม่สามารถต้านทานการกระทำอันต่ำช้า เจ้าตัวทั้งดิ้นทั้งร้องจนแทบจะขาดใจตาย น้ำตาไหลพรากด้วยความรังเกียจและขยะแขยง
อึ้ก!!