...เหตุร้ายที่ไม่คาดคิด?...ep4

2177 คำ
...เหตุร้ายที่ไม่คาดคิด?...ep4 ที่หน้าจวนอ๋องมีรถม้าหลังใหญ่หรูหราพร้อมสารถียืนอยู่เพียงลำพังไร้ทหารอารักขา แม้แต่ท่านอ๋องผู้เป็นสามีที่นางควรเห็นเขานั่งบนหลังม้ารอยังไม่มีแม้แต่เงา หรือเขาคิดว่าเฉินเวยเซี่ยวเป็นเพียงแค่ชายาที่ได้มาเพราะถูกยัดเยียด หามีความสำคัญไม่ แม้กระทั่งการเดินทางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อถวายพระพรเขายังไม่ใส่ใจ ทิ้งนางให้เดินทางไปโดยลำพัง ช่างเถอะ... ถึงอย่างไรกู้อันเฉิงก็ไม่ได้คิดที่จะผูกชีวิตไว้กับเขา แม้ร่างกายนี้จะเป็นของเฉินเวยเซี่ยวแต่จิตวิญญาณยังเป็นของนาง สิ่งอื่นใดหาได้น่าสนใจมากไปกว่าหาวิธีที่จะได้กลับไปค่ายจ้านเสิน อย่าว่าแต่เรื่องคุ้มกันความปลอดภัยเลย แม้กระทั่งหน้าตา ฐานะ ชื่อเสียงเรียงนามของท่านอ๋องผู้นี้ นางก็หาได้สนใจไม่ “เชิญพระชายาขอรับ” พ่อบ้านหม่าผายมือไปยังรถม้า โดยไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมอีก “ร่างกายยังไม่แข็งแรง คุณหนูก้าวระวังหน่อยนะเจ้าคะ” ถานเอ๋อร์พยุงหวางเฟยก้าวขึ้นรถม้าอย่างระมัดระวัง กู้อันเฉิงรวบม่านประตูมุดเข้าไปได้ครึ่งตัว ยังไม่ได้ใส่ใจมองเพราะคิดว่าภายในคงว่างเปล่า ทว่าพอเงยหน้าขึ้นสบตาคมกล้าคู่หนึ่ง ดวงตากลมโตของนางถึงกับเบิกกว้าง รีบประสานมือทำความเคารพด้วยคุ้นชิน “ขะ...คารวะ...ทะ...ท่านอ๋อง...” ทักทายตะกุกตะกักเสร็จนางก็รีบถอยร่นหันหลังกลับ “เข้ามาแล้ว...จะออกไปไหน?” ได้ยินเสียงทุ้มทรงอำนาจของคนผู้นั้นร้องถาม กู้อันเฉิงชะงักงั้นไม่ถอยไม่ก้าว ด้วยยังรู้สึกประหม่าตกใจ จนสมองหยุดสั่งการไปชั่วขณะ “ขะ...ข้างนอก” “จะออกไปทำไม กลับเข้ามานี่ สายมากแล้วเราต้องรีบเดินทาง” กู้อันเฉิงหันกลับมา เผลอสบตาคนที่นั่งอยู่ก่อน แล้วก็ต้องรีบหลบ ท่าทางเก้กังเหมือนคนไม่มีสมองของนาง คงทำให้เขาเกิดความรำคาญอยู่บ้าง “นั่งลง ตรงนี้...” มองตามปลายนิ้วของคนสั่งเขาชี้ไปที่ยังนั่งตรงข้าม กู้อันเฉิงจึงรีบรุดเข้าไปนั่งทันที แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวให้มั่นคงเขาก็ออกคำสั่งให้เคลื่อนรถเสียแล้ว เสียงล้อบดถนนทำให้นางค่อย ๆ รวบรวมสติที่แตกกระจายกลับมาเป็นกลุ่มก้อนเช่นเดิม ดวงตากลมโตเหลือบมองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้า หนุ่มรูปงามใบหน้าหล่อเหลาคมคายกำลังนั่งกอดอกหลับตานิ่งเหมือนไม่ไยดีโลกผู้นี้คือท่านแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายจ้านเสิน... กู้อันเฉิงขยี้ตาทั้งสองข้างมองกี่ครั้งภาพตรงหน้าก็หาได้เปลี่ยนแปลง เป็นเขาจริง ๆ หรือนางยังไม่ตื่นจากความฝัน แต่หากนี่คือความฝัน นางบังอาจนักที่ฝันว่าได้วิวาห์กับเทพสงครามเซวียเย่าอ๋อง กู้อันเฉิงถึงกับจิกเล็บเข้าที่เนื้อตัวเอง ความรู้สึกเจ็บที่ได้รับแสดงให้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือความจริง นี่สวรรค์กำลังเล่นตลกกับนางอยู่ใช่หรือไม่ เมื่อครั้งที่กู้อันเฉิงยังเป็นพลทหารกู้บุตรีที่ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงบุรุษของกู้เหยียนกุนซือผู้เฒ่าแห่งค่ายจ้านเสิน แม้นางจะไม่ค่อยได้พบเซวี่ยเย่าอ๋องบ่อยนักในช่วงเวลาที่ถูกบิดาส่งให้ไปเรียนรู้ยังกองต่างๆในค่าย มีเพียงช่วงปลายชีวิตที่ถูกสั่งให้มาเป็นพลทหารรับใช้ใกล้ชิด นางไม่ค่อยจะได้เห็นเซวียเย่าอ๋องนั่งรถม้าสักเท่าไหร่ ไม่ใช่สิ เรียกว่าไม่เคยเลยก็ว่าได้ เดินทางไปไหนมาไหนมักจะเห็นเขานั่งอยู่บนหลังเจ้าฟ้าคำรณม้าเหงื่อโลหิตสีแดงเพลิงขนมันเงาที่ชาญฉลาดตัวนั้นเสมอ ม้าของท่านอ๋องก็เหมือนกับท่านอ๋อง แสนจะเย่อหยิ่งเอาใจยาก มันยอมให้ท่านอ๋องผู้ปราบพยศขี่ ส่วนทหารในค่ายมันยอมรับเพียงปรนนิบัติให้หญ้า แปลงขน ทุกคนล้วนไม่มีใครอยากเข้าใกล้มัน แต่กับนางนั้นต่างออกไป ไม่ใช่เพราะนางเป็นสตรี แต่เป็นเพราะนางคือเพื่อนปรับทุกข์ของมัน ว่าแล้วก็แสนจะคิดถึง จำได้ว่าในการเดินทางครั้งสุดท้ายของชาติที่แล้ว ท่านอ๋องนั่งอยู่บนหลังเจ้าฟ้าคำรณอย่างสง่าผ่าเผยเดินทางนำขบวนกลับเมืองหลวง ทว่าวันนี้กลับไม่พบฟ้าคำรณ...มันคงมิได้ล้มป่วยหรอกนะ “เหตุใดท่านอ๋องถึงนั่งรถแทนขี่ม้าเจ้าคะ?” เพราะความอยากรู้จึงเผลอถามออกไถ่ออกไป ทว่าคำตอบที่ได้คือความเงียบ กู้อันเฉิงแอบเหลือบตามอง เซวียเย่าอ๋องยังคงนั่งหลับตานิ่งไม่ไหวติง เพิ่มความสงสัยให้กับนางเพิ่มเข้าไปอีกว่านี่เขาหลับไปแล้วหรือแค่ไม่ต้องการเสวนากับนาง แต่เท่าที่เคยดูแลรับใช้กันมา นางรู้ดีว่าเทพสงครามผู้นี้หูไวตาไวยิ่งนัก มีหรือจะไม่ได้ยินในสิ่งที่นางถาม เมื่อถามไม่ตอบก็คงได้แต่วางเฉยเพียงเท่านั้น รถม้ายังแล่นต่อไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เสียงโหวกเหวกของเหล่าคนเดินถนนและพ่อค้าวานิชทั้งสองข้างทางจากที่ฟังดูคึกคัก บัดนี้กลับค่อย ๆ เบาบางลง เป็นที่ผิดสังเกตให้ต้องแหวกม่านหน้าต่างมองออกไป แมกไม้สองข้างทางภายนอก ทำให้นางรับรู้ว่าเส้นทางที่รถกำลังมุ่งไปไม่ใช่วังหลวงอันเป็นจุดหมายเดิมเสียแล้ว นี่เขาจะพานางไปไหนกันแน่ “เส้นทางนี้มิใช่ทางไปวังหลวง ท่านอ๋อง ท่านจะพาข้าไปที่ใด” ถามขึ้นเป็นครั้งที่สองเขายังไม่ใส่ใจตอบ หรือเขาอยากให้นางต้องใช้กำลังง้างปากกันแน่... กู้อันเฉิงนึกหัวเราะอยู่ในใจ หากเป็นเมื่อก่อนมีหรือว่านางจะกล้าคิดทำอะไรเช่นนี้ ทว่าตอนนี้นั้นต่างกันนางในฐานะหวางเฝยเป็นชายาเอกของเขา ตำแหน่งนี้ให้ความกล้าบ้าบิ่นเพิ่มขึ้นในใจไม่น้อย “ท่านอ๋องเรากำลังจะไปที่ใด?” ถามไปแล้วสามครา แต่ทว่ายังคงไร้ซึ่งคำตอบ หรือเซวียเย่าอ๋องหลับไปแล้วจริง ๆ ความคิดนี้อาจเป็นได้ ในเมื่อเขาเพิ่งจะดั้นด้นเดินทางไกลกลับมาจากชายแดนทางเหนือเพื่อเข้าพิธีสมรสเพียงชั่วข้ามคืน วันนี้มิทันได้พักผ่อนก็ต้องไปเข้าเฝ้าฯแสดงความกตัญญูอีก รถม้าหลังนี้อบอุ่นนั่งสบายโยกไปโยกมาดั่งไกวเปลเห่กล่อม แต่ว่า…คนตรงหน้าคือเทพสงครามเชวียเย่าอ๋องเชียวนะ จะมาหลับง่ายดายเป็นเด็กอ่อนแบบนี้ ใช่ที่ไหนกัน... “หลับไปแล้วจริงๆหรือ?” เพราะความอยากรู้มือขาวผ่องดั่งหยกมันแพะก็ยื่นออกไปตรงหน้า ทว่าระยะที่นั่งค่อนข้างห่างเกินเอื้อม นางจึงยืดออกไปจนสุดตัวเพื่อให้ฝ่ามือของนางเข้าใกล้ใบหน้าคมคายที่ยังหลับตานิ่งให้มากที่สุด ด้วยรู้ดีว่าคนอย่างเซวียเย่าอ๋องมีปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวนัก หากมีสิ่งผิดปกติใกล้ตัว ยังไงเสียก็ต้องรีบลืมตาขึ้นมาปัดป้อง “ว้าย!!...” เสียงร้องลั่นอย่างตกใจนี้มิใช่เสียงของกู้อันเฉิงแต่เป็นของถานเอ๋อร์ดังขึ้นพร้อมกับรถม้าที่แล่นมาด้วยความเร็วสม่ำเสมอพลันหยุดชะงักอย่างเฉียบพลัน ทำให้ร่างที่กำลังยืดไปข้างหน้าเต็มตัวถึงกับเสียหลักพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างยั้งไม่อยู่ ฝ่ามืออดีตพลทหารรับใช้กระแทกใบหน้าผู้เมื่อชาติที่แล้วเขาคือผู้บังคับบัญชาของนางเต็มแรง พร้อมกับตัวนางยังเข้าไปนอนเกยอยู่ในอ้อมอกกว้างนั้นเสียอีก หากเป็นเมื่อก่อนกู้อันเฉิงอาจต้องรับคำสั่งลงโทษในข้อหาทำร้ายผู้บัญชาการทหาร ทว่าเวลานี้ดวงตาคมกล้าน่าเกรงขามคู่นั้นที่กำลังจ้องมองนางนิ่งราวอสรพิษสะกดเหยื่อกลับมิได้มีปฏิกิริยาใดเลย นอกจากมือใหญ่ที่มีไว้กุมดาบทั้งสองข้างได้เคลื่อนเข้ามากุมกระชับแน่นที่เอวเล็กของนาง กู้อันเฉิงถึงกับเกิดอาการรนราน ใบหน้าร้อนผ่าว ถ้าจะมาจ้องหน้ากันในระยะใกล้ชิดเช่นนี้ เกาะกุมเอวนางไว้เช่นนี้ ให้ลงโทษโบยนางสักสิบยี่สิบไม้ยังจะดีซะกว่า “ขะขออภัยท่านอ๋อง ข้าไม่ได้ตั้งใจ...” คำว่าตบท่าน ถูกกลืนลงท้องเพื่อความปลอดภัยในเรื่องเจตนา “มีอะไร...” เซวียเย่าอ๋องหันไปตะโกนถามภายนอก มือทั้งสองยังกุมแน่นที่เอวเล็กๆ นั่น “มีนักฆ่าขอรับ” เสียงตอบฟังดูเคร่งเครียด เซวียเย่าอ๋องหันกลับมาสนใจร่างเล็กๆ ที่ยังเกยอยู่บนตัวเขา กลิ่นหอมที่ไม่คล้ายกลิ่นดอกไม้ชนิดใดโชยเข้ามาให้สัมผัส รับรู้ได้ถึงความเย้ายวนเชิญชวนอย่างประหลาด หรือนี่เรียกว่ากลิ่นสตรี คงเพราะมีกลิ่นหอมเช่นนี้ มีผิวเนื้อที่นุ่มมือเช่นนี้ บุรุษใจเสาะหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจิตใจถึงได้หวั่นไหวโดยง่าย “กี่คน...” เย่าอ๋องร้องถามออกไป “แปดคนขอรับ” แปดคนเชียวหรือ... กู้อันเฉิงคิดในใจ หากเป็นกลุ่มนักฆ่า พวกเขาล้วนฝีมือไม่ธรรมดา จำนวนแปดคนไม่ว่าจะเป็นการเอาชีวิตหรือลักพาตัวก็ถือว่าส่งมาเพื่อหวังผลสำเร็จเท่านั้น กู้อันเฉิงเคยเผชิญหน้ากับกลุ่มนักฆ่ามาหลายครั้ง ทุกครั้งที่เผชิญนางไม่เคยหวาดหวั่นตกอกตกใจ เพราะอยู่ในค่ายทหารมีกองกำลังที่จะเข้าช่วยเหลือป้องกันมากมาย ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่าง ที่นี่มีเพียงเซวียเย่าอ๋องกับนาง ภายนอกมีคนบังคับม้ากับถานเอ๋อร์ ไร้ซึ่งกำลังเสริมท่านอ๋องกับนางเรื่องวิชายุทธ์นั้นไม่น่ามีสิ่งใดให้ต้องกังวล คนบังคับม้านางไม่ทราบฝีมือ แต่ถานเอ๋อร์เป็นเพียงสตรีธรรมดามิอาจสู้รบปรบมือ หากชนะได้ก็คงทุลักทุเลเต็มที “เจ้าคิดจะอยู่บนตัวข้าอีกนานแค่ไหน” นี่คือคำถามที่ทำให้กู้อันเฉิงรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ทว่าครั้งนี้กลับมีความรู้สึกโกรธแทรกอายปนเปเข้ามาด้วย ใครเล่าอยากจะให้เป็นเช่นนี้ ถ้าเขาตอบคำถามนางดีๆ หรือถ้ารถม้าไม่หยุดกะทันหัน มีหรือว่านางจะเข้าใกล้ปีศาจสงครามที่ฆ่าศัตรูไม่กระพริบตาอย่างเขา อ้อ...อีกอย่าง หากเขาไม่ยึดเอวนางไว้แน่น นางคงดีดตัวออกไปเสียนานแล้ว “ก็ปล่อยมือสิ” นางตอบออกไปน้ำเสียงห้วน ความโกรธกดความกลัวเกรงเอาไว้มิด “รออยู่ที่นี่” เขาสั่งทั้งกระชับสองมือที่กุมเอวนางให้แน่นยิ่งขึ้น เซวียเย่าอ๋องไม่ได้ดึงนางเข้าไปแนบชิดกว่าเดิม แต่กลับยกนางขึ้นไปวางบนตั่งดั่งว่านางเป็นเพียงตุ๊กตาตัวน้อย ก่อนที่เขาจะหันไปแหวกม่านเดินออกไปภายนอก ภาวะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเช่นนี้ มีหรือกู้อันเฉิงจะยอมนั่งสงบอยู่กับที่ ท่านอ๋องสั่งเพียงให้รอ แต่ไม่ได้ห้ามออกไป นางจึงลุกเดินตาม เมินสายตาดุดันคู่นั้นไปยังสาวใช้ประจำตัวที่นางเป็นห่วงซะยิ่งกว่าใครในที่นี้ “ถานเอ๋อร์ เจ้าเข้าไปซ่อนตัวข้างใน” กู้อันเฉิงสั่ง เห็นสาวใช้ปฏิบัติตามอย่างรนรานก็นึกสงสาร โชคไม่ดีเลยที่ถานเอ๋อร์ติดตามนางมาจึงต้องรับเคราะห์ไปด้วย “เจ้าก็ด้วย หลบเข้าไป! อย่ามาเกะกะ” กู้อันเฉิงหันไปสบตาเซวียเย่าอ๋อง ก่อนจะหันไปมองชายชุดดำทั้งแปดที่ยืนปิดล้อมเส้นทางหนีมิดชิดจนไม่มีช่องโหว่ อาวุธคู่มือของพวกมันมีทั้งกระบี่ ดาบ และลูกตุ้มเหล็ก ยังไม่นับอาวุธลับอันเป็นของที่ขาดไม่ได้ในอาชีพนี้ หากพูดถึงวิชาการต่อสู้ ใครเล่าจะสู้เซวียเย่าอ๋องผู้ผจญสงครามน้อยใหญ่มามากกว่าครึ่งชีวิต เท่าที่ดูนักฆ่าพวกนี้คงไม่เกินกำลังของเทพสงคราม นางจึงยอมถอยตามคำสั่งแต่โดยดี ทว่ายังไม่ทันจะพ้นจากประตู มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งตรงมา หากหลบไม่ทันมันคงปักเข้าที่ท้ายทอยของนาง แต่ต่อให้นางหลบไม่ทันจริงๆ มีดสั้นเล่มนั้นก็ได้ถูกเซวียเย่าอ๋องปัดเปลี่ยนทิศทางกลับคืนไปปักอกหนึ่งในกลุ่มนักฆ่าเหล่านั้นแทน
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม