คนนอกไร่

3266 คำ
บุษบานั่งหัวสั่นหัวคลอนอยู่บนรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่โดยที่นายระเด่นเป็นคนขับ รถตอนครึ่ง เธอนั่งด้านหลัง ส่วนที่นั่งข้างคนขับเป็นของวิทยากร เปรมกับคนงานอีกสองคนนั่งอยู่ด้านหลังในกระบะ ชายหนุ่มขับรถเร็วปานจะเหาะจนบุษบานั่งเสียวไส้ นี่ไม่ใช่เพราะวิทยากรมาชวนหรอกนะเธอจึงยอมมาด้วย พอรู้ว่าเขาจะเป็นคนขับก็กลับลำไม่ทันแล้ว โชคดีที่ถนนโล่ง โชเฟอร์ตีนผีจึงเหยียบได้อย่างสะใจ “ นายระเด่น ผมล่ะสะใจจริงๆตอนนั่งรถอย่างกับเล่นเกมส์ซีมูเลเตอร์น่ะ ” คนงานที่มาด้วยหัวเราะกันอย่างครื้นเครง คนงานไร่นี้ท่าจะไฮเทครู้จักเกมที่ว่านั่นด้วย ขณะที่เธอรู้สึกวิงเวียนอย่างกับจะอาเจียน “ คุณบุษบาเป็นอะไรหรือเปล่าครับ หน้าซีดจัง” เปรมอ้อมมาข้างหลังเธอที่ยืนหลบมุมอยู่ เด็กหนุ่มมีสีหน้ากังวล “ เปล่าหรอก” เธอยิ้มเซียวๆพยายามจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา “ แค่ไม่ชินกับการนั่งรถนานๆน่ะ” หญิงสาวปดไปเรื่อย นั่น! ตัวต้นเหตุหันมามองเธอแล้ว มุมปากของเขาเหมือนกระตุกยิ้มสะใจเล็กๆ “ นายระเด่นแกก็ขับรถเร็วอย่างนี้แหละ ตอนผมมาอยู่ใหม่งี้ ขึ้นรถที่แกขับทีแรกลงมาแล้วอ้วกแตกเลย” …แสดงว่าเขานิสัยแย่เรื่องการขับรถอย่างนี้มานานแล้ว “ อยู่ๆไปคุณบุษบาก็จะชินเองแหละ คิดเสียว่าขึ้นรถไฟเหาะ” คำปลอบซื่อๆของเปรมนั้นมันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามกลับนึกเข่นเขี้ยวว่าเธอจะไม่มีวันนั่งรถที่เขาขับอีกเป็นอันขาด “ น้ำครับคุณบุษบา” วิทยากรยิ้มยิงฟันมือก็ยื่นขวดน้ำเย็นมาให้ เธอส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธไม่อยากแสดงอาการอ่อนแอให้เห็น ลางสังหรณ์มันบอกว่าระเด่นมนตรีกำลังจ้องจะหาเรื่องแขวะเธออยู่แน่ๆ ไม่รู้เธอไปเหยียบตาปลาเขามาตั้งแต่ชาติไหน หรือโกรธที่เธอเอาเตาอบของภรรยาของเขามาใช้ “ วิท บอกทุกคนรีบหน่อย เราต้องรีบซื้อของจะได้กลับ มีงานต้องกลับไปสะสางที่ไร่อีกเยอะ” ระเด่นมนตรีตะโกนปาวๆเป็นเหตุให้ขบวนต้องเคลื่อนไปโดยเร็ว ระหว่างทางไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกราวกับมีสายตาจับจ้อง อยากรู้อยากเห็นเหมือนในไร่ไม่ผิดเพี้ยน บุษบาเพิ่งรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ตอนที่ไปร้านขายอุปกรณ์ทำขนม “ คุณชื่อบุษบาเหรอ” หญิงวัยกลางคนเชื้อจีนผิวขาวโพลงถามขึ้น หญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วแปลกใจที่มีคนรู้จัก “ คุณบุษบาจากไร่อสัญใช่ไหม ที่เขาลือกันทั้งตลาดว่าจะมาเป็นเมียนายระเด่น” ชัดเจนทุกถ้อยกระบวนความ คนถามจ้องหน้าเธออย่างรอคำตอบ “ เปล่าค่ะ เข้าใจผิดแล้วฉันมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก” เธอรีบแก้การเข้าใจผิดเป็นพัลวัน นี่มันอะไรกันนี่คนที่นี่คิดไปถึงไหนกัน เพ้อเจ้อจริงเชียว “ งั้นก็เหมือนเรื่องอิเหนาเลยนะสิที่ลมหอบหนี แต่คราวนี้ลมหอบกลับ เออดีๆไร่นั้นจะได้ลดความน่ากลัวลงบ้าง” อาซิ้มยังไม่ยอมเข้าใจ กลับยิ้มให้เธอเสียนี่ ทันใดนั้นปลายสายตาเธอก็เห็นร่างใครบางคน คุณกระเทยไฮไลท์ผมเสียแดงไปทั้งหัว เดินเข้ามามองกราดเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ โธ่เอ๊ย! มีดีแค่สูง ผอม ไม่เห็นจะสวยเหมือนนางบุษบาในวรรณคดีเลย” เสียงนั้นบีบเล็กวิจารณ์กันซึ่งๆหน้า บุษบาก็ยอมรับอยู่หรอกว่าตัวตัวเองในนั้นสวยน้อยไปนิด เรียกว่าอยู่ในระดับกลางๆ แต่ที่น่าโมโหคือคนแปลกหน้าที่มาวิจารณ์เธออยู่ต่างหากนี่เล่า เจ้าเธอเป็นใครกัน “ ลื้ออย่ามาพาลน่า อาพงษ์ ยังไงคุณบุษบาแกก็เป็นผู้หญิง ผู้หญิงจะสวยหรือไม่สวยมันอยู่ที่สายตาผู้ชายที่จะมอง” สิ้นคำสอนของอาซิ้ม คุณกระเทยนั้นก็ค้อนประหลับประเหลือก “ ไม่ใช่พงษ์นะอาซิ้ม บอกแล้วไงให้เรียกพอลล่า” เสียงนั้นจีบปากจีบคอเต็มที่ จริตก้านเกินบรรยาย “ ฉันอุตส่าห์มาดูว่านางบุษบาที่ลมหอบมาให้นายระเด่นจะหน้าตาเป็นอย่างไง เห็นแล้วเสียเซลฟ์ นายระเด่นรึออกหล่อล่ำบึกบึน สงสัยฉันคงต้องไปแปลงเพศก่อนแล้วค่อยมาแต่งกับนายระเด่น” สายตานั้นมองบุษบาแบบดูแคลนเต็มที่ คนแถวนั้นจึงส่งเสียงถามกันระงม “ อ้าว!นังพงษ์ ที่โดนนายระเด่นถีบคราวที่แล้วยังไม่พอใจอีกเรอะ หรือว่าอยากโดนซ้ำสอง” เรียกเสียงเฮลั่นตลาด ขณะที่คนโดนพาดพิงสะบัดหน้าค้อนขวับๆ “ เออ! ดูถูกกันเข้าไปแล้วฉันจะคอยดูว่าแม่บุษบาโย่งโก๊ะคนนี้จะอยู่ไร่นายระเด่นได้สักกี่วัน” ว่าแล้วร่างนั้นก็เดินบิดก้นนวยนาดออกไป ทิ้งไว้เพียงความงงงวยให้บุษบา “ คุณอย่าไปถือมันเลย มันหลงรักนายระเด่น แต่โดนยันโครมมาทุกที” อาซิ้มบอกอย่างอารมณ์ดี “ มันชื่อพงษ์ เป็นช่างตัดผม เห็นหัวโล้นๆของนายระเด่นไหม นั่นก็ฝีมือมันนั่นแหละ” คำพูดของอาซิ้มเพิ่งมากระจ่างตอนที่หญิงสาวเล่าให้เปรมกับลุงทองฟัง เด็กหนุ่มกับพ่อครัวสูงวัยหัวเราะกันลั่น “ ข่าวมันไปเร็วจริงๆด้วยคุณบุษบา ที่เห็นนั่นน่ะมันอีพงษ์กระเทยช่างตัดผม ที่นายระเด่นโกนหัวโล้นเพราะไม่อยากไปเจอมันนั่นแหละ เจอมันทีไรมันทำท่าจะงาบนายระเด่นทุกที แกเลยโกนหัวซะเลย ถ้าไม่มีผมจะได้ไม่เจอมัน” เธอล่ะนึกขำ โอ้ละหนออีตาระเด่นมนตรี ชายอกสามศอก ต้องมาสิโรราบให้กระเทย จนต้องโกนหัวหนี ว่าแต่อีตานี่มีดีอะไรนะ ดุก็เท่านั้น ปากจัดก็เป็นที่หนึ่ง สงสัยมีเสน่ห์กับพวกชอบของแปลก สู้วิทยากรก็ไม่ได้ คิดแล้วเธอก็ถอนหายใจ เธอหนีจากผู้ชายอีกคน เพื่อที่จะมาทำงานกับผู้ชายอีกคน เอ…นี่เรียกว่าเป็นชะตากรรมหรือเปล่านะ? ตกกลางคืนบุษบาลองเปิดเตาอบ ลองอบขนมดู ฝีมือเธอยังไม่ตก คุกกี้พอทานได้ แต่ต้องรอให้คุ้นกับเจ้านี่เสียก่อน คุกกี้เธอทำไว้เยอะ แม้จะเป็นการควักเนื้อแต่ก็สุขใจ เวลาที่ได้กลิ่นหอมของแป้งอบและเนย เหมือนเธอได้กลับสู่อาณาเขตของตนเอง หญิงสาวสุขใจจนเผลอฮัมเพลงออกมา ร่างสูงโปร่งนั้นหมุนตัวเต้นรำ “ แกร๊ก” เสียงผู้รุกล้ำอาณาเขตดังขึ้นที่ประตู บุษบาหันขวับ หัวโล้นโล่งเตียนของระเด่นมนตรีสะท้อนแสงนีออนอยู่ เขาเลิกคิ้ว พยักหน้าถามเหมือนกับว่า …ไม่มีอะไร คุณทำต่อสิ ขณะที่เธอตัวแข็งทื่อ “ ติ๊ง” เสียงเตือนตามเวลาที่เธออบคุกกี้ไว้ด้วยสัญชาตญาณหญิงสาวจึงหันขวับไปจัดการเอาคุกกี้ชุดที่สองออกมา หันมาอีกทีเขาก็มายืนอยู่ข้างๆแคร่ที่เธอเอามาทำเป็นที่วางอุปกรณ์แล้ว “ ทำอะไรดึกๆดื่นๆ ที่นี่มันไร่ในปากช่องนะคุณ ผู้ชายเต็มไปหมด ไม่ใช่กรุงเทพฯ” เสียงห้าวนั้นตำหนิเธออีกแล้ว บุษบาคอแข็งนึกเข่นเขี้ยวในใจว่าดึกขนาดนี้ก็คงจะมีแต่เจ้าของไร่หัวโล้นจอมจับผิดเท่านั้นแหละที่เหาะลงมาจากห้องนอนมาหาเรื่องเธอ “ ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ แต่ฉันดูแลตัวเองได้ อีกอย่างหนึ่งฉันเชื่อว่าการปกครองที่ไร่นี้เข้มงวดคงจะไม่เกิดเรื่องไม่ดี” เธอจงใจแขวะเขา ระเด่นมนตรีหรี่ตามองเธอ สภาพของหญิงสาวตรงหน้านี้ไม่อาจปลุกอารมณ์หื่นของใครได้เลย เสื้อยืด กางเกงสี่ส่วนทับด้วยผ้ากันเปื้อนครึ่งตัว ใบหน้าและตามลำตัวมีแต่แป้ง ผมยาวนั้นรวบไว้ลวกๆ มอมเหมือนแมวคร่าว เขาคิด คงมีแต่กลิ่นหอมหวานเท่านั้น ที่เธอยังมีคงเดิม “ ที่ไร่เข้มงวด แต่คนที่อยากแหกกฎก็คงมี คุณควรระวังไว้หน่อย” “ ค่ะ ขอบคุณที่เตือน” หญิงสาวตรงหน้ากระแทกเสียง เขาปรายตาดูคุกกี้ที่วางเรียงรายอยู่ กลิ่นหอมยั่วจมูก “ ฉันเอาเงินฉันซื้อวัตถุดิบมาเอง แค่ขออาศัยไฟนิดหน่อย แล้วฉันจะจ่ายคืนให้” บุษบาดักคอ เธอตรงหน้ามองหน้าเธอแล้วทำเสียงฮึในลำคอ นี่แหละนะผู้หญิง ทั้งที่เขาลงมาดูด้วยความเป็นห่วงกลับมาทำท่าอวดดีเสียได้ “ ผมไม่ใช่นายจ้างที่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก” ระเด่นมนตรีหยิบคุกกี้มาพินิจดูหนึ่งชิ้น คุกกี้เนยยังอุ่นๆอยู่ คนตรงหน้าเขานี้ฝีมืออาหารดีมาก ผิดกับเจ้าของเตาตัวจริงที่ซื้อมาแล้วก็ใช้ไม่กี่ครั้ง เจ้าของเตา…ที่ทำให้เขาทรมานอยู่นับปี “ ถ้าคุณจะกรุณา ก็ช่วยแบ่งคุกกี้ให้กรรมกรในไร่ได้ชิมฝีมือเชฟใหญ่ของโรงแรมบ้างนะครับคุณบุษบา ผมว่าปริมาณมันมากจนคุณไม่อยากกินให้มันเป็นไขมันสะสมแน่” เธองงงวยกับคำพูดของเขาจริงๆ เขาจะขอร้องหรือจะแขวะเธอกันแน่…เดาไม่ออก หลายร่างสูงเป็นเงาตะคุ่มๆแอบดูเหตุการณ์ภายในโรงเก็บของจากรอยแยกของไม้ “ ไอ้ห่า! ขอกูดูมั่งสิว่านายระเด่นจะจีบคุณบุษบายังไง” เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับดันคนที่ดูอยู่ก่อนแล้วออก “ เฮ่ย! มึงอย่าดังไปสิ เดี๋ยวก็โดนนายระเด่นจับได้ แกจะเหยียบเข้าให้” คนที่โดนดันออกพึมพำ หลายคนได้กลิ่นขนมอบหอมหวานกลางดึก ท้องจึงร้องจ๊อก แต่ต่างคนต่างก็คิดกันว่าอุปทาน แต่เมื่อกลิ่นหอมยังลอยมาไม่หยุด หลายคนจึงออกมาดูต้นเหตุ แต่เมื่อเห็นคนเป็นเจ้านายเดินไปที่โรงเก็บของก่อนจึงพากันหลบฉาก พลางกระหยิ่มยิ้มใจว่านายระเด่นนะนายระเด่นฟอร์มจัดจริงๆ ปากก็ว่าคุณบุษบาอย่างโน้นอย่างนี้แต่ก็แอบสนใจหญิงสาวอยู่ไม่น้อย “ โอ๊ย! นายระเด่นยืนดูคุณบุษบาเก็บของอยู่ได้ ไม่คิดจะไปช่วยหรือยังไง คะแนนความเป็นสุภาพบุรุษหดหายหมด” คนที่แอบดูอยู่ข้างหน้าเริ่มวิจารณ์ “ นั่นคุณบุษบาหน้าบึ้งแล้ว นายระเด่นชอบทำอย่างนี้อยู่เรื่อยสาวถึงได้หนี” หลายเสียงออกความเห็นกันสนุกปาก “ เฮ่ย! อย่างนายระเด่นมันต้องตบจูบสิ อย่างนี้ผู้หญิงเขาชอบ เข้าทำนองถึงร้ายก็รัก” ความเห็นนี้เรียกเสียงหัวเราะได้เกรียวกราว “ พนันกันไหมว่าเมื่อไหร่ นายระเด่นจะจีบคุณบุษบาติด” คนที่ท่าทางจะเป็นหัวโจกของกลุ่มเริ่มชักชวน “ พวกเอ็งไม่หลับไม่นอนกันหรือยังไง” เสียงทรงอำนาจของลุงสุขทำเอาวงหนุ่มแตกกระเจิง ชายสูงวัยสีหน้าทมึงทึง “ เปล่าจ้ะลุง แค่พวกฉันได้กลิ่นขนมเลยมาดูเท่านั้น” คนที่อยู่หน้าสุดบอกเสียงอ่อยๆ “ ใช่ลุง กลิ่นขนมมัน...หว้านหวานเลยมาดู” เสียงหนึ่งเป็นลูกคู่ “ เลยเห็นอะไรที่หว้านหวานกว่าขนมเยอะ” เสียงทะเล้นๆของเจ้าหัวโจกต่อให้ ชายสูงวัยจึงทำเสียงฮึมฮัมพลางไล่ทุกคนไปนอน “ ลุงจะไม่แอบดูกับเขาหน่อยเหรอ ว่านายระเด่นของเราจะป้อนางบุษบายังไง” เสียงรื่นเริงจากวิทยากรดังใกล้ๆ ชายหนุ่มก็เหมือนทุกคนนั่นแหละ ได้กลิ่นจึงลุกขึ้นมาดู แต่ก็เห็นคนหัวโล้นเดินลิ่วไปโรงเก็บของเสียแล้ว ลุงสุขส่ายหัวด้วยประสบการณ์ที่เห็นนายระเด่นมานาน ชายสูงวัยคิดว่าถ้าคืนนี้เจ้านายหนุ่มไม่โดนสาวร่างโย่งเกลียดขี้หน้าเพิ่มขึ้นล่ะ…เป็นอันใช้ได้ “ ไม่ต้องหรอกคุณวิท เดี๋ยวไอ้พวกเมื่อกี้มันก็เอาไปโพนทะนา พรุ่งนี้ข่าวคงไปเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ฟาง ไอ้พวกนี้ชอบซุบซิบนินทาอย่างกับผู้หญิง” คุกกี้ของบุษบากลายเป็นของว่างมื้อเช้าให้ทุกคนหยิบไปกิน ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักและสีหน้ายิ้มๆ “ เมื่อคืนนายระเด่นช่วยคุณบุษบาทำขนมเหรอครับ” เปรมถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเล่นเอาเธอหน้าเหวอ “ ตกลงนายระเด่นจีบคุณบุษบาใช่ไหม ผมว่าแล้วเชียว เนื้อคู่กันจริง เทวดาท่านคงหอบมาให้” เด็กหนุ่มยิ้มตาหยี บุษบาถามปากเป็นชักยนต์ว่าไปเอาข่าวมาจากไหน “ พวกโน้นเขาเห็นนายระเด่นกับบุษบาอยู่ด้วยกันในโรงเก็บของเมื่อคืน” ร่างผอมเกร็งพยักหน้าไปทางกลุ่มหนุ่มๆที่กำลังเดินไปขึ้นรถกระบะ บุษบาอยากไปกระชากคอถามจริงๆว่าตาแตกกันหรือยังไง เขาแสดงท่าทีว่าจีบเธอตรงไหน ช่วยรึก็ไม่ช่วย มองดูเธอเฉยๆแถมต่อด้วยยังกินคุกกี้ไปหลายชิ้น “ มันจัง เลี่ยนเนยจังคุณ ถ้าคิดจะทำขายล่ะก็อย่างนี้ขาดทุนตาย” เมื่อคืน ปากนั้นทั้งเคี้ยวคุกกี้ทั้งวิจารณ์ “ ฉันกะจะไม่ได้ทำขาย จะทำกินเอง” เธอตอบแบบกัดฟันกรอดตอนที่เช็ดถาดอบคุกกี้อยู่คนเดียว เขาไม่แม้แต่จะช่วย “ นั่นแหละยิ่งอันตราย ไขมันมากไป เท่ากับหยิบยื่นสิ่งร้ายๆให้กับคนใกล้ตัว” แต่เขาก็ยังเล็มเจ้าสิ่งร้ายๆนั้นไม่หยุด “ ลูกชายผมชอบคุกกี้ แต่อย่าใส่เนยนมเยอะให้แกนัก มันไม่ดี” หญิงสาวนึกเข่นเขี้ยวในใจ ทีอย่างนี้ล่ะก็มาทำตัวเป็นคุณพ่อที่ดี จริงสิ! เธอลืมไปเลยเรื่องน้องเดียร์ เธอมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กนี่ จนป่านนี้แล้วเธอยังไม่เห็นเด็กเลย… วิทยากรพาเธอชมไร่อีกครา เขาพาเธอขับรถไปเรื่อยๆท่ามกลางอาการโบกไม้โบกมือของคนงานทั่วไร่ “ ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆค่ะคุณวิท ว่าทำไมคนเขาถึงได้ล้อกันนักเรื่องที่ฉันกับนายระเด่นมีชื่อที่พ้องกับวรรณคดีเรื่องเดียวกัน” บุษบาอดระบายกับเขาไม่ได้ ชายหนุ่มผมดกดำใบหน้าหล่อเพียงแต่เคียงแล้วหัวเราะเบาๆ “ เราเป็นไร่ปิดน่ะครับคุณบุษบา ก็เลยหาความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบกาย เรื่องของคุณกับนายระเด่นมันน่าบังเอิญจนน่าตื่นเต้น” เสียงเขารื่นเริงจริงใจผิดกับอีกคน “ คนในไร่ก็เลยสนุกกันไปใหญ่ คุณบุษบาอย่าไปถือเลยครับ คุณทำงานในไร่ก็อย่างนี้แหละ” เธอนิ่วหน้า เพราะเธอไม่ถือไม่ใช่หรอกหรือ ที่ทำให้หน้าหนาจนทนอยู่ที่นี่ได้หลายวัน เหตุผลหลักก็เรื่องเงินนั่นแหละ “ สุดเขตไร่เราแล้วครับ” ชายหนุ่มชี้ให้ดูแนวต้นไม้ครึ้มที่บดบังอยู่ เธอเพ่งสายตาตามไปเหมือนเห็นอะไรไหวๆ “ แล้วอีกฝั่งเป็นป่าเหรอคะ” “ เปล่าครับ เป็นไร่ของนายพลท่านหนึ่ง เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกับเรา” น้ำเสียงของวิทยากรซ่อนความนัยบางอย่าง แต่เธอไม่ทันสังเกต ขากลับเขาพาเธอแวะที่โรงเลี้ยงวัว หญิงสาวจึงได้ของฝากเป็นมันเทศมาตะกร้าย่อมๆใบหนึ่งจากคนที่มีหน้าที่ตัดหญ้าให้วัวกิน เมื่อกลับถึงบ้านพักก็เป็นเวลาบ่ายไม่มีงานอะไรค้างแล้วเธอจึงจัดการนำมันเทศไปล้าง แล้วนึ่ง จากนั้นจึงบี้ให้ละเอียดพักใส่ชามไว้ ต่อยไข่แดง ตามลงไปตีให้เข้ากัน จากนั้นจึงเติมน้ำตาล เนย ตีต่อไปเรื่อยๆ สักพักจึงใส่น้ำมะนาวปนกับน้ำส้ม แป้งสาลี อบเชย เกลือป่น นมข้นหวาน เมื่อใส่ส่วนผสมทั้งหมดแล้วก็ตีให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำขนม เธอถูกฝึกในโรงเรียนสอนทำอาหารให้ตีคนทุกอย่างให้เนียนจนเป็นเนื้อเดียวกัน “ ของบางอย่างเครื่องจักรทำไม่ได้ต้องอาศัยมนุษย์เท่านั้น ความรู้สึกอร่อย อ่อนเบาของรสชาติ เป็นคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น” อาจารย์ชาวฝรั่งเศสหน้าดุพร่ำบอกพวกเธออยู่เสมอ “ พวกเธอต้องเรียนรู้การรังสรรค์อาหารด้วยมือ ก่อนที่จะไปใช้งานเครื่องจักร” อาจารย์ผู้นี้ขึ้นชื่อว่าโหด ดุดัน และหัวแข็ง แต่ขนมหวานของอาจารย์นั้น รสชาติหวานล้ำราวกับมาจากสรวงสวรรค์ เสพสุขทางชิวหา เธอเพิ่งรู้ซึ้งก็ตอนนั้นนั่นเอง “ งานครัวไม่เหมาะกับผู้หญิง” ท่านมักจะพูดเสมอ แต่กระนั้นเธอก็เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ท่านชม “ เธอใช้ได้” ใจจริงเธออยากจะอยู่ฝึกงานที่ร้านขนมของท่านแต่ทว่าก็ต้องกลับมารับใช้ผู้มีพระคุณต่อ บุษบาตีส่วนผสมอย่างเร็วและแรง ต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุดเพื่อคงความสดใหม่ของวัตถุดิบ งานนี้อาจจะไม่เหมาะกับผู้หญิงจริงๆอย่างที่อาจารย์ว่า เพราะต้องอาศัยแรงกาย ทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดท่ามกลางความกดดัน ทุกคนคาดหวังว่าจะได้ทานอาหารที่อร่อยที่สุด อาหารที่เจ้าตัวมิอาจลิ้มรสได้ในครัวเรือน อาหารที่มีลักษณะพาฝัน(Fantasy) บางครั้งเธอก็นึกๆเหมือนกันว่าคงรับอิทธิพลเรื่องรสนิยมอาหารจากอาจารย์มาเต็มๆ อาจารย์เธอล่ะเกลียดนักเชียวอาหารที่ติดตราว่าโฮมเมด “ เป็นการเอาเปรียบคนทานอย่างร้ายกาจ เพราะนั่นหมายถึงความไม่แน่นอน นึกจะทำอะไรก็ทำ ไม่สร้างสรรค์” อาจารย์เธอเคยวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน หญิงสาวจึงรับแบบแผนนี้มาใช้ในการทำงานตลอดมา การทำงานที่ซื่อสัตย์ต่อคนกิน ทุกอย่างต้องมีมาตรฐาน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่แม้เธอรูปร่างจะสะโอดสะองแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจากการเคี่ยวกรำทำงานในครัว เชฟสาวแสนสวยใส่ชุดขาวนั้นมีแต่ในละคร ตัวจริงเธอนั้นต้องยืนเหงื่อตกเวลาอบขนมประจำ บุษบาเทส่วนผสมทั้งหมดลงในถาด โชคดีที่ร้านนี้ที่ไปเมื่อวันก่อนมีพิมพ์ขนมเค้กพุดดิ้งด้วยจึงง่ายเข้า ระหว่างนั้นเธอก็เก็บโน่นเก็บนี่จนบนแคร่สะอาด พุดดิ้งมันเทศสุกพอดี ส่งกลิ่นหอมอบอวล “ มามี๊ ” เสียงเรียกเล็กดังขึ้นพร้อมกับร่างหนึ่ง พุ่งเข้ามากอดเธอ กลมป้อม “ แด๊ดดี๊โกหกเดียร์ มามี๊อยู่นี่แล้วไง มามี๊ไม่ได้อยู่บนฟ้า ” ร่างนั้นหันไปต่อว่าผู้ที่ก้าวเดินตามมา ร่างป้อมหันมามองเธอตากลมใสแจ๋ว ดวงตาสีน้ำตาล ผมสีซังข้าวโพดแก่ นี่มันเด็กฝรั่ง! “ คุณอบอะไรไว้น่ะคุณบุษบา เดี๋ยวก็ไหม้หรอก ระวังฟืนไฟหน่อยสิ ” ระเด่นมนตรีเดินผ่านเธอไปทางเตาอบ เขายกพุดดิ้งมันเทศออกมา ท่ามกลางสีหน้างงงวยต่อสถานการณ์อย่างยิ่งของบุษบา
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม