ร่างเล็กผมสีซังข้าวโพดแก่ยังกอดเธอไว้เธอ พร่ำเรียกแต่มามี๊ๆ อยู่นั่น ขณะที่คนหัวโล้นผู้ถูกเรียกว่าแด๊ดดี๊ยืนพินิจเค้กพุดดิ้งมันเทศเฉย จนบุษบาสีหน้าอึกอักทนไม่ไหวส่งสายตาขอความช่วยเหลือเขาจึงจะมาสนใจบ้าง
“เดียร์มานี่ นั่นไม่ใช่มามี๊นะ เขาเป็นคนดูแลลูกคนใหม่”
“โกหก”
เสียงเล็กๆนั้นแผดลั่น มือเล็กนั้นสั่นและเกาะกุมเสื้อผ้าเธอไว้แน่น จนเธอรู้สึกถึงไอร้อนในอารมณ์ของเด็กชาย
“ แกรนด์มัมเคยบอกว่าเตานี้เป็นของมามี๊ แด๊ดดี๊ซื้อให้ อีกอย่างแด๊ดดี๊ไม่ชอบให้คนเข้ามาวุ่นวายที่นี่ไม่ใช่เหรอ คนที่จะทำอย่างนี้ได้มีแต่มามี๊”
ตรรกระของเด็กชายช่างแปลกจริงๆ
แต่เดี๋ยวก่อน…สองคนนี่เป็นพ่อลูกกันจริงๆใช่ไหม?
คนตัวเล็กนี่ดูยังไงก็มีเชื้อชาวตะวันตกผสมแน่ๆ หรือว่าคุณจินตหราภรรยาของเขาเป็นฝรั่ง
“เดียร์ แด๊ดดี๊บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ ก็ไม่ไม่ใช่ เป็นผู้ชายอย่าทำตัวเซ้าซี้สิ นั่นน่ะคุณบุษบาเขาจะมาเป็นคนดูแลของลูก เชื่อฟังเขาด้วย”
เด็กชายแหงนมองเธอ ราวกับกดสวิทช์เปลี่ยนใบหน้าแบบเด็กเลือดผสมนั้นบิดเบี้ยว ร่างเล็กผลักเธอด้วยแรงเท่าที่มีแล้ววิ่งหนีไป
“ นั่นน่ะลูกชายผม ชื่อเดียร์ อายุสี่ขวบ ”
เสียงระเด่นมนตรีเดินเข้ามาใกล้ เขาสูงจนบุษบาต้องเงยมอง
“ คนที่คุณต้องดูแล”
วิทยากรเป็นอับดุลถามได้ตอบได้สำหรับบุษบา ชายหนุ่มเห็นหน้าตาตื่นของเธอที่เดินตรงเข้ามาแล้วก็ยิ้มให้ก่อน
“ เจอน้องเดียร์แล้วใช่ไหมครับ”
บุษบาผงกศีรษะแทนคำตอบ ยังงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย
“ น้องเดียร์เป็นลูกของนายระเด่น”
“ เรื่องนั้นฉันรู้แล้วค่ะ”
หญิงสาวรอทนฟังเขาเท้าความไม่ไหวจึงสอดขึ้นกลางคัน
“ ทำไมน้องเดียร์ถึงเหมือนเด็กฝรั่ง”
คนผมดกดำโคลงศีรษะไปมา
“ คุณจินตหราน่ะเป็นคนไทยแท้ เรื่องมันก็แค่ ...นายระเด่นเป็นลูกครึ่ง”
หญิงสาวได้ยินแล้วก็นิ่วหน้าแปลกใจ เธอเห็นแต่ความโล้นเลี่ยนของผมและใบหน้าบูดๆ ของท่านเจ้าของไร่โดยที่ไม่ได้มองส่วนประกอบอื่นเลยว่าเขามีเชื้อครึ่ง…หรือไม่ครึ่ง
“ นายระเด่นมีเชื้ออังกฤษปนคนใต้ครับ สังเกตดูดีๆ ตาของแกจะสีน้ำตาลอ่อน ส่วนผมนั่นถ้าไม่โกนแกก็จะมีผมสีคล้ายกับน้องเดียร์ หน้าแกออกแขกๆ เลยไม่ค่อยมีคนสนใจ ส่วนน้องเดียร์นั่นคงเป็นการย้อนเผ่าเหมือนกฎถั่วเมนเดลยังไงล่ะครับ เลยออกหน้าฝรั่งชัดเจน”
คำอธิบายของวิทยากรละเอียดครบกระบวนความ เขานี่ทำอะไรได้สมชื่อจริงๆเลย…
แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่เธอไม่รู้จะเอ่ยออกไปดีหรือเปล่า
คนตรงหน้ายิ้มเย็นราวกับรู้ความในใจของหญิงสาว
“ มีคำถามต่อไปหรือเปล่าครับ ถ้าไม่เกินความสามารถผมจะตอบ”
เสียงนั้นฟังดูเป็นมิตรแต่เธอก็เลือกที่จะเงียบเสีย เรื่องบางเรื่องอาจเป็นการละลาบละล้วงเกินไป
หน้าที่ที่เธอต้องทำคือเลี้ยงเด็กไม่ใช่นักปรึกษาปัญหาครอบครัวที่ต้องรู้ตื้นลึกหนาบางไปทุกอย่าง
“ คุณจินตหราเสียไปสองปีแล้วครับ”
อับดุลคายคำตอบของปริศนามาหนึ่ง สายตานั้นทอดมองเธออย่างประหลาด ไม่ใช่เชิงชู้สาว
แต่มีบางอย่าง…ที่เจือบรรยากาศเศร้าหมอง
“ น้องเดียร์กับนายระเด่นเสียใจเรื่องนี้มากครับ”
เขาทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินลับหายไป
งานแรกในฐานะคนเลี้ยงเด็กของเธอคือ การพาลูกเจ้าของไร่มาทานอาหารเย็น ปรกติเด็กชายจะทานอาหารร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ แต่วันนี้ไม่ยอมลงมาเสียที
“ ฝากคุณบุษบาไปตามคุณเดียร์หน่อยครับ เดี๋ยวถ้านายระเด่นไม่เห็นลงมากินข้าวเย็นจะเป็นเรื่อง”
ลุงสุขขอร้องเบาๆ บุษบาเริ่มทำงานที่แท้จริงของตนเองโดยเดินขึ้นไปชั้นบน
ห้องของเด็กชายอยู่ใกล้ห้องเธอลุงสุขเคยเล่าให้ฟังแล้ว
“ น้องเดียร์คะ ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วไปทานข้าวกันเถอะค่ะ”
เธอเคาะประตูถามเบาๆ แต่ได้เพียงความเงียบเป็นคำตอบ
“ น้องเดียร์คะ”
ก็ยังเงียบอยู่ดี หญิงสาวนิ่วหน้าเริ่มใจไม่ดี
“ น้องเดียร์”
เสียงเรียกครั้งสุดท้ายก่อนที่จะถือวิสาสะเปิดเข้าไปในห้องเลย ห้องนั้นเกลื่อนกลาดไปด้วยของเล่น
กลางเตียงสีสดร่างหนึ่งนอนคลุมโปงนิ่งอยู่ บุษบาถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เด็กน้อยไม่ได้เป็นอะไร
“ น้องเดียร์คะ ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ ไปทานอาหารกันเถอะ”
แต่ร่างนั้นก็ยังไม่ไหวติงอยู่เช่นเดิม …ชักยังไงกันนี่
“ น้องเดียร์คะ”
“ อย่ามายุ่ง”
เด็กน้อยเลิกผ้าห่มมาตวาดเธอ ใบหน้าน่ารักแบบเด็กลูกครึ่งตอนนี้กำลังเหยเกเหมือนคนได้รับความเจ็บปวด
“ อย่ามายุ่งกับฉัน”
เด็กน้อยแว้ดสุดเสียงตอนที่เห็นเธอทำท่าจะยื่นมือเข้าไปใกล้
“ น้องเดียร์”
บุษบาพึมพำงงงัน อะไรกันนี่ทำไมเด็กชายจึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้
ทันใดนั้นเด็กชายก็กระโจนลงจากเตียง รี่ไปที่ของเล่นในห้อง คว้ามาขว้างใส่เธอเป็นพัลวัน
“ โอ๊ย! น้องเดียร์ทำอะไรน่ะ พี่เจ็บนะ”
หญิงสาวยกมือปัดป้อง เด็กนี่เป็นอะไรไปอีกล่ะ
“ ออกไป ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน บอกแด๊ดดี๊ให้ส่งฉันกลับไปหาแกรนด์มัม ฉันเกลียดที่นี่”
เด็กชายตะโกนสุดเสียง มือก็ขว้างของไม่ไม่หยุด นั่น! หุ่นไดโนเสาร์ลอยมาเสยคางเธอแล้ว เจ็บชะมัด!
“ ทำอะไรน่ะ เดียร์ หยุดได้แล้ว”
เสียงห้าวทรงอำนาจดังมาจากประตู ร่างของระเด่นมนตรียืนหน้าถมึงทึงอยู่ เด็กชายชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่จะเริ่มโจมตีด้วยอาวุธของเล่นระลอกใหม่
“ เดียร์จะกลับไปอยู่กับแกรนด์มัม”
แต่ดูเหมือนคนเป็นพ่อจะไม่สะทกสะท้านเดินฝ่าพายุของเล่นไปรวบตัวต้นเหตุขึ้นมาพาดบ่าได้ทันใด
“ เดียร์ไม่อยู่ที่นี่”
เด็กชายยังไม่สิ้นฤทธิ์ง่ายๆ ร่างกลมป้อมยังดิ้นอยู่บนบ่าระเด่นมนตรี
“ ลูกต้องอยู่ เราจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ที่นี่คือบ้านของเรา ตอนนี้ลูกต้องลงไปกินข้าว”
ว่าแล้วเขาก็พาลูกชายออกไป ทิ้งไว้แต่เธออยู่ในห้องและรอยเจ็บที่คาง
“ คุณบุษบาเป็นยังไงบ้างครับ”
ลุงสุขขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ชายสูงวัยมองหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของเธอพลางถอนหายใจยาว
“ ผมขอโทษแทนคุณเดียร์ด้วยนะครับ แกดื้อไปหน่อย”
หญิงสาวลูบคางตัวเองป้อยๆ บุษบาชักจะรู้แล้วว่าทำไม่ค่าจ้างงานนี้จึงสูง ทำไมคนถึงลาออกกันไปหมด
เมื่อกลับลงมาที่โต๊ะอาหารก็พบเด็กชายนั่งหน้าตูมอยู่ ข้าวในจานไม่พร่องสักนิด
“ คุณบุษบาขอเชิญคุณร่วมโต๊ะด้วยครับ ตอนนี้งานของคุณมาแล้ว”
ระเด่นมนตรีบอกเสียงเรียบ บุษบาเลี่ยงที่จะนั่งโต๊ะทานอาหารกับเขาไม่ได้ เพราะมันเป็นงานหรอกนะ!
“ เดียร์ ขอโทษคุณบุษบาซะที่เราไปขว้างของใส่เขา ผู้ชายที่ดีเขาไม่ทำร้ายผู้หญิงกันหรอกนะ”
แม้ผู้เป็นพ่อจะพูดเช่นนั้นแต่เด็กชายก็ยังคอแข็งอยู่
“ เดียร์”
ชายหนุ่มเรียกลูกชายเสียงต่ำ เด็กชายเม้มปาก คำขอโทษยังไม่หลุดจากริมฝีปากเล็กๆจิ้มลิ้มนั้น
ดวงตาสีน้ำตาลนั้นเสไปมองมุมหนึ่งของห้องไม่ยอมมองตรงๆ เขาหรี่ตามองลูกชายก่อนที่จะเริ่มจัดการกับอาหารตรงหน้า ทุกคนในที่นั้นทานอาหารกันไปโดยไม่สนใจเลย ราวกับชินกับเหตุการณ์เช่นนี้
ยกเว้นบุษบาที่มองเขาอย่างคลางแคลงใจ
“ ทานข้าวสิคุณบุษบาวันนี้ลุงทองทำผัดเผ็ดปลาไหล ฝีมือทำอาหารเผ็ดๆของแกน่ะเยี่ยม”
เขาโฆษณาอาหารจานใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอได้แต่ทำหน้าแหยงเพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าปลาไหลกินอะไรเป็นอาหาร
“ ปลาไหลที่นี่สะอาด มีฟาร์มเลี้ยงอย่างดี เขาเลี้ยงส่งเมืองนอก”
ชายหนุ่มยังพูดไม่หยุดแล้วตักข้าวเคี้ยวแบบไม่สนใจใครๆ ลูกชายของเขาเหมือนกลายเป็นธาตุอากาศ
“ ทานข้าวเถอะครับคุณบุษบา”
วิทยากรหันมาชวนเธออีกคน
“ เรื่องปรกติน่ะครับ นายระเด่นแกจัดการได้ครับ”
ชายหนุ่มกระซิบแผ่วเบาๆ ตอนที่ตักอาหารให้ เธอจึงเลยตามเลย บางครั้งที่หญิงสาวปรายตาดูร่างเล็ก
บุษบาราวกับเห็นเด็กชายลอบกลืนน้ำลาย นี่อาจจะเป็นการลงโทษของระเด่นมนตรีก็ได้
เด็กคงจะทรมานและเข็ดไปนาน อาหารอยู่ตรงหน้า แต่ทานไม่ได้ ของหวานโต๊ะเจ้านายอย่างพวกเธอวันนี้เป็นเค้กพุดดิ้งมันเทศ และคุกกี้
“ โอ้โฮ! นี่มันมันเทศเมื่อกลางวันเหรอครับ”
คนหนุ่มผมดกดำอุทานพลางใช้ช้อนส้อมตักขนมที่ได้ส่วนแบ่งเข้าปาก
“ อร่อยครับ ผมว่าถ้าได้กินอาหารอย่างนี้บ่อยๆ ล่ะก็น้ำหนักผมขึ้นแน่เลย”
วิทยากรชมเปาะเธอได้แต่ยิ้มรับพอเป็นพิธี ส่วนคนหัวโล้นจัดการขนมเสร็จอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกินคุกกี้ไปหลายอัน คราวนี้ผู้เป็นลูกร่างกระตุกนิดหน่อย เด็กชายเผลอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ผู้ใหญ่หลายคนที่นั่งรอบโต๊ะแอบยิ้มกับวิธีการลงโทษที่พี่คนโตกินขนมล่อน้องคนเล็ก ถ้ารู้นิสัยกันขนาดนี้ แสดงว่าเป็นพ่อลูกกันจริงแน่ๆ
บุษบานึกสงสัยว่าเขาตอนเด็กคงนิสัยร้ายกาจพอๆ กับคนตัวเล็กในโต๊ะนี้เป็นเป็นแน่แท้
“ พรุ่งนี้คุณไปดูแลลูกผมได้เลย”
ระเด่นมนตรีบอกเธอเพียงแค่นั้น เมื่อเขาฝากให้เปรมมาบอกว่าต้องการพบ โดยเรียกมาที่ห้องทำงาน บุษบาล่ะนึกแปลกใจคนหัวโล้นบอกฝากลูกกับคนอื่นอย่างเธออย่างกับฝากสิ่งของ
“ ช่วงนี้โรงเรียนยังไม่เปิดเทอม เวลาตื่นเจ็ดโมงเช้า เวลานอนไม่เกินสี่ทุ่ม”
ชายหนุ่มกำหนดเวลาให้เสร็จสรรพแล้วช่วงเวลาที่เหลือล่ะ? หลังตื่นนอนแล้วก็ก่อนนอน
“ มีคำถามหรือเปล่าครับ”
“ น้องเดียร์มีเรื่องต้องทำหรือเปล่าคะอย่างเรียนพิเศษ อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ”
หญิงสาวลองโยนหินถามทาง ระเด่นมนตรีเชิดหน้าขึ้นมองดูเธอหมิ่นๆ เธอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
“ ไม่ต้องหรอกคุณ ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ ไม่ต้องแข่งกันตั้งแต่อนุบาลขนาดนั้น เด็กควรจะได้วิ่งเล่นตามประสาเด็ก”
บุษบารู้สึกว่าบางอย่างในตัวขาดผึ่ง คำพูดของเขามีเจตนาเสียดสีเธอตลอด
ดูเหมือนความเป็นคนกรุงเทพฯของเธอจะเป็นปัญหากับเขาเสียเหลือเกิน
“ คุณระเด่นมนตรีคะ ฉันถามคุณจริงๆเถอะค่ะคุณไม่ชอบฉันหรือเปล่า”
เธอพูดออกไปแล้ว! สงสัยคงจะได้หางานใหม่กันล่ะทีนี้ ชายหนุ่มหรี่ตามองร่างสูงโปร่ง
เขายืนอยู่ที่โต๊ะทำงาน ส่วนเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้
“ อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้นละครับ คุณบุษบา”
เขานึกเยาะในใจ เอาอีกแล้วสัญชาตญาณผู้หญิงพอเจออะไรที่ดิบเถื่อนเข้าหน่อยก็ถอยหนี
“ ท่าทางของคุณมันบอกค่ะ บางทีฉันอาจจะไม่ใช่คนที่คุณต้องการ”
บุษบายอมแพ้ตั้งแต่ต้นดีกว่า ในเมื่อเจ้าของไร่เขาทำท่าไม่ต้อนรับอย่างนี้
“ พวกผมมันกรรมกรนะคุณบุษบา จะให้ไปพูดจาหวานรื่นหูเหมือนคนที่โรงแรมเก่าของคุณคงไม่ได้”
เขาว่าพลางทำเสียงฮึในลำคอ หญิงสาวเม้มริมฝีปากพยายามนึกหาคำพูดที่เชือดเฉือนน้อยลงหน่อย
เพราะในหัวเธอมีแต่คำว่า…อีตาบ้า
“ ดิฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น แต่ดิฉันหมายถึงทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันอย่างเช่น การให้เกียรติ”
ตาวาวๆของเธอสบตาเขาตรงๆ จริงอย่างที่วิทยากรเล่า สีตาของระเด่นมนตรีเป็นสีน้ำตาลจริงๆด้วย
“ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ”
เธอตอกเขาไปอีกดอก ระเด่นมนตรีเหยียดยิ้ม ไม่หยี่หระกับคำกล่าวหา
“ ผมก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน การทำงานร่วมกันในที่ทำงานใหม่บางครั้งเราก็ต้องจูนเข้าหากัน บางทีคุณอาจไม่คุ้นเคยกับวิธีการทำงานของที่นี่ รวมถึงวิถีชีวิตด้วย สบายใจได้อย่างน้อยผมก็ไม่ได้รู้สึกไม่ชอบใจคุณ”
...อย่างน้อยก็ในเวลานี้ ระเด่นมนตรีคิด
“ ที่นี่ถ้ามีอะไรไม่ชอบให้บอกตรงๆ ผมว่าการพูดลับหลังมันไม่ค่อยดี”
“ ค่ะ อย่างแรกคือเลิกเปรียบเทียบที่นี่กับกรุงเทพฯเสียที”
เธอโพล่งขึ้น เขาเลิกคิ้วก่อนที่จะห่อปาก
“ งั้นคุณก็ควรจะระวังตัวด้วย คนงานไร่นี้มีแต่ผู้ชาย อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ”
เขาพูดจากใจจริง อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะมนุษย์…
บุษบาอบคุกกี้ถั่วลิสงกลางดึก ระเด่นมนตรีอนุญาตให้เธอทำขนมได้ตามใจชอบ โดยใช้วัตถุดิบในไร่ได้
“ เด็กๆชอบกินขนม คุณทำขนมพวกนั้นให้ลูกผมกินด้วยก็แล้วกัน งบมาเบิกที่ผม ผมไม่ชอบให้ลูกกินขนมสำเร็จรูป”
น้ำเสียงของเขาเวลาพูดถึงลูกเจือความอ่อนโยน เขาคงรักลูกน่าดู แต่แปลกทำไมเดียร์จึงได้ไม่ชอบที่นี่
คุกกี้ชุดแรกอบเสร็จแล้ว เธอจะทิ้งไว้ให้เย็น ระหว่างที่กำลังเอาคุกกี้ชุดที่สองเข้าเตาอบ ร่างๆหนึ่งก็มายืนที่แคร่วางอุปกรณ์ พอหันมาเห็นเข้าบุษบาถึงกับผงะ ร่างผมสีซังเข้าโพดนั้นจ้องเธอตาแป๋ว
“ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวลองหยั่งเชิง ตาก็เหลือบแลไปทั่วบริเวณ ตายล่ะ! เด็กชายมาคนเดียว เดี๋ยวถ้าเกิดกรณีโมโหจนขว้างของขึ้นมาเธอจะทำยังไงนี่ ที่นี่มีแต่ของหนักทั้งนั้น
“ เดียร์จะมาขอโทษ”
เดียร์พูดเสียงอ้อมแอ้ม
“ ผู้ชายที่ดีไม่ควรจะทำร้ายผู้หญิง”
เด็กชายก้มหน้าหงุด ใจจริงแล้วเด็กชายไม่ได้ตั้งใจจะมาขอโทษ แต่ได้กลิ่นหอมของขนม
ทำให้ท้องน้อยๆนั้นร้องจ๊อกๆจึงลงมาดู แล้วก็พบกับคนตัวโย่งที่อบขนมอยู่พอดี
เดียร์จำภาพผู้เป็นแม่ได้เลือนราง เด็กชายเคยเห็นแต่รูปถ่าย
“ มอมของเราอบเค้กอร่อยมากๆ”
เด็กต่างชาติหัวแดงเพื่อนร่วมชั้นในโรงเรียนนานาชาติคุยอวด
“ ไม่หรอกมอมของเราอบคุกกี้อร่อยกว่า”
อีกคนที่ผมสีทองเกทับ ร่างเล็กรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน เขาอยากเจอมามี๊ แด๊ดดี๊บอกว่ามามี๊อยู่บนฟ้า
ทำไม่ไม่ยอมลงมาซักที
“ พ่อเราน่ะเป็นสาเหตุให้แม่เราตาย”
ผู้เป็นยายมักจะบอกเช่นนี้ทุกครั้งที่เขาไปพักด้วย
“ ไร่นั่นก็เหมือนกัน ถ้าจินนี่ไม่ไปอยู่ที่นั่นคงรอด”
เด็กชายเติบโตมาแบบไม่เข้าใจสถานการณ์ อีกฝ่ายหนึ่งพูดถึง พาดพิง
ส่วนอีกฝ่ายเลือกที่จะเงียบเสีย ที่ไร่อสัญแห่งนี้ทุกคนปิดปากเงียบเรื่องจินตหรา
เด็กชายจึงใช้ความเกรี้ยวกราดและการอาละวาดเป็นเครื่องต่อรอง ซึ่งก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง
บังเอิญตอนที่ลงมาดูคนอบขนม ร่างสูงโปร่งนั้นหันมาพอดี เดียร์จึงจำต้องขอโทษ
บุษบาหน้าเหวอกับอาการของคนตัวเล็กก่อนที่จะยิ้มขำ เด็กก็คือเด็กไม่ว่าอย่างไรการแสดงออกก็ยังซื่อตรงอยู่เสมอ เด็กชายไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอ แต่เขาต้องการสื่อความรู้สึกไม่พอใจให้ผู้เป็นพ่อรู้เท่านั้น
“ พี่ไม่เป็นไรค่ะ”
เธอแทนตัวเองว่าเช่นนี้ฟังดูเป็นกลางๆดี
“ จ๊อก”
ท้องของเด็กชายร้องประท้วง เพราะโดนลงโทษกลายๆให้อดข้าวเมื่อตอนเย็นนั่นเอง
หิวแต่ก็ยังทำฟอร์ม กลิ่นคุกกี้อบเสร็จใหม่ๆหอมยั่วใจ
“ ทานคุกกี้สักชิ้นก่อนนอนไหมคะ”
เด็กชายยังคอแข็งอยู่เหมือนเดิม การทำหน้าอย่างนี้เธอว่าคุ้นๆอยู่นะ
อ้อ! นึกออกล่ะ เหมือนกับคนเป็นพ่อเลย วิสัยของแม่ครัวอย่างเธอจะปล่อยให้คนนอนทั้งที่ท้องว่างไม่ได้ด้วยสิ
“ สักชิ้นไหมคะ พี่ขอให้น้องเดียร์ช่วยชิม ว่าอร่อยหรือเปล่า”
เด็กชายเชิดหน้าขึ้นประมาณว่าเธอขอร้องฉันเองนะ! แล้วก็รับคุกกี้ถั่วลิสงจากมือเธอไป
เด็กชายกินหมดอย่างรวดเร็วแล้วก็ตาปรอยมองดูคุกกี้ที่เหลือ
“ รู้หรือยังคะว่าอร่อยหรือเปล่า”
บุษบาแกล้งถาม รู้อยู่แล้วว่าไม่มีคำตอบจากปากจิ้มลิ้มนั่นแน่ แล้วก็จริงเสียด้วย ร่างนั้นนิ่งงันหันเสไปทางอื่น
“ งั้นลองอีกชิ้นนะคะ อีกหลายชิ้นก็ได้จนกว่าน้องเดียร์จะตัดสินได้ว่าอร่อยหรือเปล่า”
ในเมื่อเธอเปิดทางให้ถึงขนาดนั้น เด็กชายจึงกินคุกกี้ไปหลายชิ้น ก่อนที่จะให้คำตอบเบาๆ
“ ก็อร่อย พอกินได้”
พอกินได้ของเด็กชายก็คือ…ปากเลอะเศษคุกกี้และมีขนมร่วงติดอยู่ในซอกเล็บ
ถือว่าประสบผลสำเร็จในการทำความรู้จักกันครั้งแรก ถึงแม้จะเริ่มต้นไม่สวย แต่เด็กชายก็ไม่มีท่าทางที่จะต่อต้านเธอ บุษบาเดินไปส่งเด็กชายด้วย
“ เดี๋ยวพี่ไปส่งนะคะ มันมืดแล้วอันตราย”
เด็กชายเดียร์ยอมให้เขาไปส่งแต่โดยดี เธอจึงดูแลให้เขาแปรงฟันก่อนนอนด้วย
ระเด่นมนตรีแอบมองภาพนั้นด้วยความโล่งใจ อารมณ์ร้ายของลูกชายเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องเปลี่ยนคนดูแลกันบ่อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและแม่ รวมถึงพ่อแม่ของอดีตภรรยานั้นหมางใจกันสุดๆตั้งแต่เธอตาย
กว่าเขาจะเอาลูกมาเลี้ยงเองได้ ก็ล่วงเข้าไปหนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของภรรยาแล้ว
ช่องว่างระหว่างเขากับลูกชายจึงห่างขึ้น ยิ่งช่วงที่ปิดเทอมแล้วกลับมาที่นี่ เด็กชายจะอารมณ์ร้ายอาละวาดทุกที คราวนี้แย่หน่อยที่คนไม่เกี่ยวข้องอย่างบุษบามารับเคราะห์ด้วย เขาจึงต้องจับเจ้าตัวร้ายลงมาและรีบบอกให้ลุงสุขไปดูหญิงสาว
“ คุณบุษบาไม่เป็นไรครับ”
เขาเพียงพยักหน้า ในใจนั้นโล่งอก แต่ก็ชักไม่แน่ใจเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเธอ
เขาเตรียมใจไว้นิดๆว่าเธอจะต้องพูดเรื่องลาออกแน่ๆ และก็จริงเสียด้วย แต่ผิดคาดที่สาเหตุการลาออกเป็นเพราะเรื่องอื่น ไม่ใช่จากลูกเขา ฟังสาเหตุการลาออกนั้น เธอพาดพิงถึงเขาเต็มๆ
เรื่องนั้นช่างมันเถอะ แต่การที่เธอรับมือกับลูกชายเขาได้นี่ต่างหาก ที่เขาชอบใจ
นานๆทีวิทยากรกับลุงสุขก็ตาถึงเหมือนกัน เลือกคนที่ใช้ได้มา เขาก็ภาวนาให้เธออยู่ดูแลลูกเขาไปนานๆ
ไม่อย่างนั้นใครต่อใครที่กรุงเทพฯคงมาวุ่นวายที่นี่กันไม่สิ้นสุด
นี่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในนานๆครั้งที่เขาอยากจะเชื่อใจผู้หญิง…