Part 1
Once upon a time, Love is pain.
ก็แค่ ‘คนเคย ๆ’
เป็น ‘FA’ มันก็ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำ
ยอดพธูเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ แม้จะช้ากว่าเพื่อน ๆ ไปเกือบสองปี แต่พอตั้งหลักได้เธอก็ได้ปริญญามาอีกสองใบ ทั้งบัญชีและการเงิน พร้อม ๆ กับการเข้าทำงานเพื่อเรียนรู้ที่จะเป็น ‘ที่ปรึกษาทางการเงิน’ ในบริษัทของรุ่นพี่ซึ่งรับช่วงต่อมาจากพ่อแม่ เป็นกิจการเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บนชั้นที่ยี่สิบสาม หนึ่งในตึกกระจกหรู ๆ แถวถนนสาทร
กว่าจะเข้าใจสายงาน สอบใบอนุญาตต่าง ๆ ผ่าน และยอดพธูก็สามารถหาลูกค้าคนแรกได้แบบเต็มภาคภูมิตอนอายุสามสิบพอดีเป๊ะ นำเสนอและดูแลลูกค้าแบบกั๊ก ๆ ไม่ให้เสียชื่อเสียเครดิตก็อีกสองสามปี กว่าจะเชี่ยวชาญพอที่จะกล้าตัดสินใจแนะนำให้ลูกค้ามั่นใจและเสี่ยงไปด้วยกัน
แน่นอน ยอดพธูประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เธอคือมือหนึ่งในบริษัท เป็น Financial Advisor ที่ลูกค้าต่างต้องการตัวเพื่อจะให้ดูแลเม็ดเงินของพวกเขาให้งอกเงย เป็นไอดอลของน้อง ๆ ในบริษัทที่อยากจะสวย รวย เริ่ด เชิดแบบหยิ่ง ๆ แถมยังเนื้อหอมฟุ้งแบบเพลย์เกิร์ล ที่ยังไม่มีหนุ่มคนไหนเข้ามาครอบครองหัวใจได้สักที
เพอร์เฟกต์... น้อง ๆ บอกว่างั้นน่ะนะ
“ฮือ... ดูมันนะ ดูมั้น ตอนนั้นก็บอกแค่นอนจับมือเฉย ๆ!”
ยอดพธูไม่ได้เข้าทำงานเป็นเวลา ส่วนใหญ่เธอรับลูกค้ามาจากเจ้านาย จากนั้นก็จัดการดีลจนเรียบร้อยแล้วส่งรายละเอียดให้ฝ่ายบัญชีอีกที แต่ทุกวันสิ่งที่ทำก็คือเข้ามาที่บริษัทบ้างเพื่อให้รุ่นพี่ที่เป็นเจ้านายเห็นหน้า หรือไม่ก็เข้ามาถกกันเรื่องรายละเอียดการลงทุนรอบใหม่อยู่เนือง ๆ
หญิงสาวในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มขับผิวผ่อง ผมยาวหวีแสกกลางรวบมัดไปด้านหลังหยุดเดินและเหลียวมองไปยังเสียงร้องไห้กระซิกที่ได้ยิน พนักงานที่นี่ส่วนใหญ่เมื่อได้ใบอนุญาตจะไม่ค่อยได้เข้ามาบริษัทมากนัก เนื่องจากต้องออกไปดูแลลูกค้า บ้างก็ทำงานที่บ้านให้สมกับเป็นช่วง Work from home จะมีก็แต่ฝ่ายบัญชีไม่กี่คน แล้วก็พนักงานต้อนรับสองคนซึ่งตอนนี้ยิ้มแหย ๆ ส่งให้เธอ
“พี่อี๊ดมาหรือยังจ๊ะวันนี้”
อี๊ด อริยา เป็นเจ้าของบริษัทวัยสี่สิบห้า จริง ๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นป้ารหัสของยอดพธูมากกว่าพี่ สาวอวบสุดแกร่ง ที่พาน้อง ๆ เล่นหุ้นจนได้ไม่มีเสีย-เสียจนไม่มีใครอยากฝากเงินเข้าธนาคารเฉย ๆ เพราะได้ดอกเบี้ยน้อยกว่ากำไรที่ลงทุนในหุ้น
“มาแล้วค่ะ สักชั่วโมงกว่าแล้ว เอ่อ ไม่ติดแขกค่ะถ้าพี่พธูจะเข้าไปหา”
“ขอบใจจ้ะ” ยอดพธูส่งยิ้มเยื้อน แต่ท่วงท่านั้นราวกับนางพญาหงส์ สองสาวฝ่ายประชาสัมพันธ์รู้สึกว่าตัวเล็กลงจนเหลือเท่าเม็ดถั่วเขียว
จริง ๆ พี่พธูก็ไม่ได้ดุหรือข่ม หรืออะไรมากมายนัก ออกจะเฟรนด์ลี่ดีด้วยซ้ำ แต่ว่าสายตา การมอง หรือกระทั่งท่าเดิน ยืน หรือนั่งต่างก็ทำให้คนที่มองหรือถูกมองอดรู้สึกเกร็ง ๆ ขึ้นมาไม่ได้
เรียกได้ว่าดูผู้ดีมีอำนาจตั้งแต่หัวจรดเท้า!
“อืม” FA มือหนึ่งกำลังจะก้าวไปยังห้องกระจกกั้นอันเป็นห้องทำงานของเจ้านาย ทว่ากลับหยุดและเหลียวไปมองยังที่มาของเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างอดไม่ได้ หญิงสาวหันกลับมาถามแม่สาวประชาสัมพันธ์ “ว่าแต่ ตรงโน้นมีอะไรกันเหรอ พี่ว่าพี่ได้ยินเสียงร้องไห้ ใช่ไหมพี่คงได้ยินไม่ผิด”
“ค่ะพี่พธู” สาวประชาสัมพันธ์ยิ้มตอบแห้ง ๆ “เอ่อ กำลังพยายามปลอบกันอยู่ค่ะ เห็นว่ารดา แผนกบัญชีน่ะค่ะ ท้องแล้วเอ่อ... ผู้ชายไม่รับค่ะ แถมยังบอกด้วยว่านางมีเมียแล้ว รดาก็เลย...” คนเอ่ยถอนหายใจ “เฮิร์ตหนักมาก พี่อี๊ดออกมาดูแล้วค่ะ แต่เหมือนจะยังหาทางออกไม่ได้ ได้ยินแว่ว ๆ ว่าจะทำแท้งน่ะค่ะ เห็นว่าพ่อแม่คงรับไม่ได้แล้วก็อายที่ต้องท้องแล้วพ่อเด็กไม่รับ”
ยอดพธูหมุนตัวกลับไปมองยังทิศทางของเสียงนิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจเดินไปตามทางที่ได้ยินเสียงร้องไห้นั่น คล้อยหลังไม่กี่ก้าวประตูห้องทำงานของบอสใหญ่ก็ถูกเปิดออกมา คงเพราะเห็นว่ายอดพธูมาถึงแต่ไม่เดินเข้าไปสักที อริยาชะโงกหน้าออกมามอง และแม่สาวประชาสัมพันธ์หนึ่งในสองก็เดินเข้าไปหา
“เหมือนพี่จะเห็นพธูมา”
“ใช่ค่ะพี่อี๊ด แต่ว่าพี่พธูเดินไปที่ฝ่ายบัญชี”
อริยาเหลียวไปมองแต่ไม่เห็นอะไรเนื่องจากมีพาทิชั่นบังไว้ จะได้ยินก็แต่เพียงเสียงแว่ว ๆ สาวอวบวัยสี่สิบกลางๆ ผ่อนลมหายใจ ก่อนหันมาสั่งลูกน้อง
“ไว้พธูกลับมาบอกให้เข้าไปหาพี่ทีมีเรื่องปรึกษา”
“ตามให้ไหมคะ”
เจ้านายส่ายหน้า
“ไม่เป็นไร ไม่ได้รีบร้อนจ้ะ ให้พธูไปคุยบางทียัยรดามันอาจจะคิดหาทางออกได้น่ะนะ คนมันหัวอกเดียวกัน พธูคงเตือนสติให้คิดหาทางออกดี ๆ ได้อยู่หรอก”
“คะ?” คนฟังหน้ามึนงง เพราะไม่เคยได้ยินว่าไอดอลประจำบริษัทจะเคยอกหัก ที่เคยเห็นก็มีแต่หักอกหนุ่ม ๆ ไปจนทั่ว ไม่ว่าจะหล่อลาก รวยมาก หรือสายเปย์ สายตื๊อ สุดท้ายก็รับประทานแห้วกันเป็นแถบ ๆ
กระนั้นก็ไม่กล้าจะเอ่ยถามต่อ เพราะเจ้านายเองก็ปิดประตูกลับเข้าห้องทำงานไปแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่เดินกลับมายังเคาน์เตอร์ที่ทำงานของตัวเอง บ่นงึมงำไปกับเพื่อนตามประสา
“พี่อี๊ดนี่พูดเหมือนพี่พธูเคยอกหักเลยอะแก ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาห้าหกปี ฉันว่าฉันเคยเห็นแต่พี่เขาหักอกคนอื่นนะ”
และนั่นก็กลายเป็นเรื่องให้ประชาสัมพันธ์ทั้งคู่ถกกัน สายตาคงเมียงมองไปยังจุดที่ยอดพธูหายลับไป จะมองเห็นก็แต่เพียงรองเท้าสีแดง ของเจ้าของที่เพิ่งเดินไปถึงและน่าจะนั่งไขว้ห้างบนโต๊ะทำงาน ของเจ้าของเสียงร้องไห้โฮที่ดังระงมมาให้ได้ยิน
“ขอโทษนะ พอดีพี่ได้ยินเสียงเราร้องไห้ก็เลยเดินมาดู ว่าแต่มีเรื่องอะไรกัน ปรึกษาได้นะ”
เมื่อเดินไปถึงยอดพธูก็เอ่ยขึ้นก่อนพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะที่ยกมือรับไหว้น้อง ๆ ฝ่ายบัญชีทั้งสองคน
คนร้องไห้ตาบวมแดง พยายามกลั้นเสียงสะอื้นและก้มหน้างุด ส่วนเพื่อนที่กำลังพยายามปลอบยิ้มแห้ง ยอดพธูวางกระเป๋าลงบนโต๊ะที่ว่าง เธอเอนสะโพกพิงขอบโต๊ะพลางยกมือขึ้นกอดอก ริมฝีปากเคลือบด้วยสีแดงของลิปสติกฉ่ำวาวแย้มยิ้มนิด ๆ ขณะเอียงคอมองคนเจ้าน้ำตาอย่างพินิจพิจารณา