อาจเพราะนางดื่มสุราตั้งแต่ตอนบ่าย จนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าก็พึ่งจะเลิกรา เหมินลู่เอินเลยมึนเมาอยู่บ้างเล็กน้อย แลเห็นชายอาภรณ์ฟ้ากระจ่างยาวสลวยซ้อนทับกันอยู่หลายชั้นจนแยกด้วยตาเปล่าไม่ออก กระนั้นในมือกลับถือถาดที่เต็มไปด้วยกาสุราและจอกเหล้าตามลำดับ
นางหอบหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้า ปลายเท้าหยุดลงตรงหน้าประตูเรือนของหย่งหยวนหลง โดยมีอวี้กงกงและองครักษ์คอยเฝ้าอยู่ตลอดคืน เมื่อพวกเขาเห็นเหมินลู่เอินก็ต่างก้มหัวลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม มิใช่เรื่องแปลกอะไรกับการเห็นพระชายาเอกแห่งจวนอ๋องหยุดยืนหน้าเรือนหลัก ตลอดมาเหมินลู่เอินก็ใช่ว่าจะทำตามทุกกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ยิ่งกว่านั้นหย่งหยวนหลงแทบไม่เคยถือสาหาความนางเสียด้วย
มองภายนอกอาจเหมือนหย่งหยวนหลงตามใจนางอย่างไม่สิ้นสุด ทว่าหากมองให้ลึกลงกว่าเดิมสักหน่อย ก็จะเข้าใจว่าเส้นแบ่งแยกของคำว่าตามใจกับไม่ใส่ใจ ช่างบางเบาเกินกว่าใครจะคาดคิด
และเพราะมันบางเบาเป็นอย่างมาก นางก็เลยเลือกจะไม่ถามหย่งหยวนหลง
เหมินลู่เอินสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเหยียดแผ่นหลังขึ้นพยายามยืนตรงอย่างสง่างาม แล้วก้าวขาผ่านอวี้กงกงไปอย่างรวดเร็ว เตรียมจะผลักบานประตูใหญ่เข้าไปด้านใน
อวี้กงกงเบิกตากว้าง รีบคุกเข่าขวางทางพระชายาเอกคนงาม “ท่านอ๋องมีรับสั่งมิให้ผู้ใดเข้าพบ พระชายาโปรดเข้าใจด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
นางปรายตามองอวี้กงกงหนหนึ่ง ขณะเหล่าองครักษ์ทำท่าจะมาขวางทางมิต่างกัน หากยามเหมินลู่เอินยกมือขึ้นครั้งหนึ่ง ปลายเล็บอันถูกสวมด้วยปลอกสีทองสะท้อนกับแสงสว่างจนเป็นประกายวาววามราวกับอัญมณีวาววับ
จริงอยู่ว่าตลอดมาพระชายาเอกของจวนอ๋องชื่นชอบในความสงบ ทว่าช่วงเวลาระยะสามปี ข้ารับใช้ภายในจวนอ๋องทุกคนต่างทราบดีกับความเด็ดขาดของพระชายา ยิ่งกว่านั้นเหมินลู่เอินยังเป็นบุตรีของแม่ทัพบูรพา แม่ทัพที่ได้รับความไว้วางใจของหย่งซานสือฮ่องเต้มากกว่าผู้ใด
ใช่แล้ว มันย่อมไม่มีใครสักคนที่อยากมีปัญหากับพระชายาเอกตระกูลเหมิน
“หากท่านอ๋องลงโทษพวกเจ้า เปิ่นหวางเฟยจะเป็นคนรับความผิดทั้งหมดเอาไว้เอง” เหมินลู่เอินกล่าวเสียงเฉียบขาด ก่อนขยับเคลื่อนกายเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว หลงเหลือก็แต่บรรดาข้ารับใช้ที่ยืนนิ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
นางแต่งงานกับหย่งหยวนหลงมาสามปี ย่อมตระหนักดีที่สุดว่าเขามิชอบให้ใครขัดคำสั่ง โดยเฉพาะในวันที่อารมณ์ของหย่งหยวนหลงไม่ปรกติ และความอดทนของเขากำลังลดน้อยลงอย่างน่ากลัว
แม้นทราบความจริงพวกนั้นเป็นอย่างดี เหมินลู่เอินกลับชอบขัดคำสั่งเขาอยู่เรื่อยไป ยิ่งกว่านั้นเกือบทุกครา มันล้วนแต่เป็นวันที่ หย่งหยวนหลงอารณ์ไม่ดีทั้งสิ้น
หย่งหยวนหลงเอนตัวนั่งพิงกำแพงอยู่บนตั่งไม้ริมบานหน้าต่าง มือข้างหนึ่งของเขาถือจอกสุรา รอบกายเต็มไปด้วยกระดาษคัดลายมือจำนวนมาก บนกระดาษเหล่านั้นล้วนเปรอะเปื้อนหยดน้ำหมึกเข้มที่ถูกเขียนทับลงไปอย่างไม่มีความหมาย
ปรกติแล้ว เขาเป็นคนให้ความสำคัญกับกระดาษคัดลายมืออยู่ไม่น้อย หากวันนี้กลับเขียนทับและทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี เห็นทีอาการของหย่งหยวนหลงจะหนักกว่าทุกครั้ง
“เปิ่นหวางจะให้โอกาสเจ้ากลับออกไปด้วยตนเอง ก่อนจะต้องลงโทษเจ้า” หย่งหยวนหลงกล่าวเสียงเย็นเยียบ ดวงตาดำขลับของเขาหม่นหมองกว่าทุกวัน อีกทั้งยังว่างเปล่าจนน่ากลัว เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าเขากล้าทำอย่างที่พูดออกมาจริง ๆ
เหมินลู่เอินทอดสายตามองเขาด้วยความเฉยชา ดวงหน้างดงามปราศจากรอยยิ้มบางเบาอย่างสิ้นเชิง ก่อนนางจะวางถาดสุราบนเก้าอี้ตัวเล็กใกล้กับตั่งไม้ ตามด้วยปลอกเล็บสีทองที่ถูกถอดออกอย่างไม่เร่งรีบนัก
หย่งหยวนหลงเหลือบมองมาอยู่พักใหญ่ ยามเห็นว่านางไม่ยอมออกไปง่าย ๆ เขาก็เพียงหยิบจอกสุราขึ้น แล้วขว้างลงบนพื้นข้าง ๆ เหมินลู่เอินอย่างรวดเร็ว
เพล้ง!
น่าเสียดายว่าเหมินลู่เอินไม่มีทีท่าจะตื่นตระหนกแม้นแต่ นิดเดียว ยิ่งมิต้องถามหาถึงความหวาดกลัว กลับกลายเป็นหย่งหยวนหลงเสียอีกที่ร้อนรนขึ้นมา ยามเห็นเศษแก้วบางส่วนบาดไปตามเรียวแขนบอบบาง หยาดโลหิตค่อย ๆ อาบย้อมผิวกายขาวเนียนอย่างเชื่องช้า กระนั้นนางกลับยังนิ่งเฉยเช่นเดิม
สุดท้ายแล้ว หย่งหยวนหลงเป็นฝ่ายทนไม่ไหวในที่สุด เขาวางจอกสุราลงบนตั่ง แล้วหยิบผ้าขาวสะอาดจากในหีบมาพันรอบแขนของเหมินลู่เอินเอาไว้ก่อน
หย่งหยวนหลงเงยหน้ามองนาง พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด “รีบออกไปซะ แล้วบอกให้อวี้กงกงไปตามหมอหลวงมาด้วย”
“ท่านฉลาดน้อยลงจริง ๆ ด้วย”
“…”
“ครั้งแรกที่ท่านขว้างถ้วยชาเฉียดใบหน้าของหม่อมฉัน สุดท้ายก็ต้องเป็นท่านที่วุ่นวายตามหมอหลวง หลังจากนั้นก็ยังต้องตามหายา ลบเลือนรอยแผลอยู่เป็นปี แม้นรู้ดีอยู่แล้วว่าตนเองจะเป็นฝ่ายเดือดเนื้อร้อนตัวมากกว่า แต่ก็ยังทำ ยิ่งกว่านั้นคือไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดอีกด้วย” นางทาบฝ่ามือเย็นยะเยือกของตนเองลงบนแก้มของหย่งหยวนหลง พลางโน้มดวงหน้าเข้าหาเขา “หย่งหยวนหลง สติปัญญาของท่านถดถอยลงอีกแล้วนะ”
“เจ้าคิดจะด่าเปิ่นหวางไปถึงเมื่อไหร่ ?” หย่งหยวนหลงเริ่มกระชากเสียงด้วยความหงุดหงิด ความนิ่งสงบประดุจรูปปั้นของเขากำลังถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ขณะพยายามผูกผ้าพันบาดแผลให้นาง “คุณธรรมของภรรยา เจ้าเคยอ่านมันบ้างหรือไม่?”
เหมินลู่เอินส่ายหน้าช้า ๆ “จะว่าเคยอ่านก็เคยอ่านอยู่บ้าง แต่จะว่าไม่เคยอ่านก็ไม่เคยอ่านเลยจริง ๆ หรือสมควรเรียกว่าอ่านแล้วแต่ไม่จำดี ?”
“…”
ตลอดสามปีผ่านมา หย่งหยวนหลงได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง นั่นคือความจริงที่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีวันเถียงชนะเหมินลู่เอินอย่างแน่นอน เหตุผลย่อมมิใช่เพราะเขาโง่กว่านาง แต่เหมินลู่เอินทั้งหน้าด้านและไร้ยางอายเกินไปต่างหาก
ยามเห็นหย่งหยวนหลงนิ่งเงียบไปสักพัก นางก็ผละมือออกจากดวงหน้าของเขา แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนตั่งไม้ตัวงาม พร้อมเหยียดขากว้างออกไปอย่างเกียจคร้านเช่นปรกติ ปล่อยหย่งหยวนหลงนั่งนิ่งบนพื้นที่ถูกล้อมรอบด้วยเศษแก้วต่อไป
“คืนนี้ หม่อมฉันเพียงตั้งใจว่าจะมาดื่มเป็นเพื่อนท่านก็เท่านั้น” เหมินลู่เอินเริ่มกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นปรกติ พลางเอื้อมตัวหยิบกาสุรารินรดจอกเหล้า หากเพราะเมื่อตอนบ่ายนางดื่มเยอะเกินไปอยู่บ้าง สุดท้ายปลายนิ้วมือเรียวยาวจึงสั่นระริก จนเหล้าในจอกกระเด็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์
หย่งหยวนหลงยังคงนั่งนิ่ง หากกลับเหลือบมองสภาพอันน่าสมเพชของนางอยู่เป็นระยะ ในแววตาของเขาคล้ายกำลังเยาะเย้ยและล้อเลียนเหมินลู่เอินอยู่ไม่น้อย
น่าเสียดายก็เพียงแต่เหมินลู่เอินหน้าหนาเกินไป การเยาะเย้ยของเขาจึงมิอาจทำอะไรนางได้มากไปกว่าการสร้างความหงุดหงิด เพราะไม่สามารถดื่มสุราตามใจอยาก
อย่างไรก็ตาม เหมินลู่เอินยังต้องการมีวันพรุ่งนี้ต่อไป เมื่อร่างกายดำเนินมาถึงขีดจำกัด สิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้คือการยอมรับและหยุดดื่ม
นางเริ่มเอนตัวพิงกำแพงมากกว่าเดิม ดวงหน้างดงามผินมองออกไปนอกบานหน้าต่าง แม้นตอนกลางวันท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง ไร้ก้อนเมฆ ทว่าตอนกลางคืนท้องนภากลับถูกบดบังโดยเมฆาจนมองไม่เห็นกระทั่งแสงของดวงจันทร์
“เจ้าไม่สมควรเป็นเพื่อนดื่มสุราของเปิ่นหวางในยามนี้หรอกนะ” หย่งหยวนหลงกล่าวเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาที่เคยล้อเลียนนางกลับเปลี่ยนเป็นหม่นหมองและดำดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว “คนไม่เคยรักใครเลยอย่างเจ้า ไหนเลยจะเข้าใจเปิ่นหวาง”
หากเป็นเช่นปรกติ เมื่อหย่งหยวนหลงกล่าวจบ เหมินลู่เอินมักเถียงเขากลับมาอย่างทันทวงที ทว่าตอนนี้นางกลับนิ่งเงียบ ดวงหน้างดงามก้มมองพื้นราวกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มบางเบาอันว่างเปล่าเหมือนทุกที
เหมินลู่เอินส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตาเรียวยาวทอประกายวาววาม “ท่านต้องกล่าวว่าหม่อมฉันน่ะหมดรักแล้วต่างหาก เพราะทุกคนที่หม่อมฉันเคยรัก ไม่เคยรักหม่อมฉันเลยสักคนเดียว…”
“…”
“สุดท้ายหม่อมฉันก็เลยหมดรักในตัวพวกเขาไปทีละคน จนตอนนี้เลยเหลือคนที่หม่อมฉันรักอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
ยามนางกล่าวจบ ทั่วห้องนอนกว้างใหญ่ของหย่งหยวนหลงก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงบ เมื่อพยายามมองหาแววตาเจ็บปวดของเหมินลู่เอิน เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าและเหนื่อยล้า ขณะหยาดโลหิตจากแผลของนางค่อย ๆ ซึมออกมาตามผ้าขาวสะอาด
เหมินลู่เอินเหลือบมองมาที่เขา รอยยิ้มสำราญใจแสนน่าหมั่นไส้ของนางปรากฏเด่นชัดบนดวงหน้า “หยวนหลง ท่านมิได้รักหลี่เหมยฮวามากอย่างที่ท่านเข้าใจหรอกนะ”
อย่างไรก็ตาม นามของหลี่เหมยฮวาล้วนส่งผลอย่างมากต่อเขา หย่งหยวนหลงจ้องมองนางอย่างแข็งกร้าวเล็กน้อย หากแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจเสียมากกว่า ยังไม่นับรวมความสงสัยและใคร่รู้อีกด้วย
“เพราะว่าตอนนี้ ความรักที่ท่านมอบให้หลี่เหมยฮวายังมีเงื่อนไขอยู่มากทีเดียว”