“ข้าไปไม่นานแล้วจะรีบกลับ” เหมินลู่เอินกล่าวทำลายความเงียบสงบ แล้วหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์มาสวมเอาไว้ พลางปลดปิ่นระย้ามากเกินจำเป็นบนเรือนผมออก เปลี่ยนเป็นการรวมผมอย่างเรียบง่าย ประดับด้วยผ้าคาดผมสีแดงไร้ลวดลาย มิต่างจากอาภรณ์เนื้อผ้าดีที่สวมอยู่
เนื่องจากหลินฮุ่ยอยู่ข้างกายพระชายามานานนับแต่วัยเยาว์ นางตระหนักดีมากกว่าใครว่าทุกการกระทำของพระชายาล้วนแต่มีเหตุผลอยู่เสมอ เช่นนั้นจึงไม่มีคำถามใดหลุดลอดออกมา นอกเสียจากการทำหน้าที่ของตนเองคอยปรนนิบัติพระชายาเป็นอย่างดี
“บอกโรงครัวให้อุ่นน้ำแกงเอาไว้ด้วย” เหมินลู่เอินออกคำสั่งเสียงเรียบ ขณะกระชับผูกปมเสื้อคลุมขนสัตว์แน่นกว่าเดิม “หากหยวนหลงถามว่าข้าไปไหนก็ให้ตอบตามความจริง มิจำเป็นต้องปิดปากเงียบ”
“เพคะ”
เหมินลู่เอินหันกลับมามองหลินฮุ่ย นางเขย่งตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อลูบหัวอีกฝ่าย พร้อมรอยยิ้มบางเบาประดับดวงหน้างดงาม “ไม่ต้องกังวล ข้ายังไม่ตายเร็ว ๆ นี้ และไม่คิดจะทอดทิ้งเจ้าไว้ที่จวนอ๋องด้วย”
หลินฮุ่ยพยักหน้าช้า ๆ แทนคำตอบ ขณะยกมือสัมผัสเรือนผมที่พระชายาพึ่งลูบไปเบา ๆ “เพคะ”
ยามเหมินลู่เอินพยักบานประตูเรือนออกไป นางพบว่าองค์ชายหกเอนตัวพิงเสาคล้ายรออยู่สักพักใหญ่ เขาเองก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ มิต่างกัน สวมเพียงอาภรณ์สีสันเรียบง่ายปักลายใบไผ่ตรงชายขอบเสื้อเล็กน้อย ขณะเรือนผมถูกมัดรวบด้วยผ้าผูกผมสีเข้ม
ท่าทางองค์ชายหกจะระมัดระวังตัวอยู่เหมือนกัน
“ตอนนี้ร่างกายของหม่อมฉันไม่แข็งแรงนัก อาจทนรับลมได้เพียงสองชั่วยามเท่านั้นเพคะ”
หย่งอินซื่อหลุบตามองนาง แม้นรอยยิ้มบางเบาประดับดวงหน้างดงาม ทว่าสีหน้าของเหมินลู่เอินกลับซีดเซียว อีกอย่างตอนอยู่ในศาลาริมสระน้ำ นางยังต้องห่มผ้านวมหนาเสียหลายผืน ต่อให้เขารู้ดีกว่าว่าเหมินลู่เอินร่างกายไม่แข็งแรงนัก หากนี่อาจเป็นสภาพย่ำแย่ที่สุดของนางเท่าเขาจะเคยเห็น
หาไม่แล้ว พี่ชายของเขาคงไม่ยอมหอบงานมากมายมาทำที่เรือนท้ายจวน เพื่อเฝ้ามองเหมินลู่เอินที่หลับไม่ได้สติอยู่หลายวัน
“หากมีคนของจวนอ๋องเห็นเราเข้าอาจสร้างความยุ่งยาก หม่อมฉันคิดว่าเราน่าจะปืนกำแพงท้ายจวนออกไปแทน”
หย่งอินซื่อพยักหน้าเห็นด้วย ปล่อยให้เหมินลู่เอินเป็นฝ่ายเดินนำไปยังกำแพงท้ายจวน พลางสังเกตท่าทางการเดินของนางเป็นระยะ แม้นร่างกายไม่แข็งแรงดีนัก ทว่าทวงท่าการย่างเท้าของนางกลับ สง่างามไร้ที่ติ
ความจริง เหมินลู่เอินนับเป็นสตรีสมบูรณ์แบบมากคนหนึ่ง นอกจากเป็นบุตรีของแม่ทัพบูรพา ยังมากด้วยกิริยามารยาทและความรู้ เรียกว่าเหมาะสมกับพี่ใหญ่ทุกประการ เสียก็แต่เป็นคนของตระกูลเหมินแม่ทัพบูรพาที่ยืนคนละฝั่งกับพี่ใหญ่
“หม่อมฉันปืนกำแพงไม่เป็นเพคะ” เหมินลู่เอินกล่าว พร้อมหยุดปลายเท้าลงหน้ากำแพงสูงชันของจวนอ๋อง “แล้วก็กลัวความสูงด้วย”
หย่งอินซื่อพยักหน้า “ขออนุญาตพี่สะใภ้” ก่อนรวบตัวนางขึ้นไว้กลางอ้อมแขน มือข้างหนึ่งเลื่อนปิดบังดวงตาของเหมินลู่เอินเอาไว้ แล้วกระโดดข้ามออกไปนอกกำแพงจวนอย่างรวดเร็ว
เมื่อปลายเท้าสัมผัสผืนดินหยาบกระด้าง เหมินลู่เอินหอบหายใจเข้าออกอยู่หลายรอบ จากนั้นทาบมือลงกลางหน้าอกที่หัวใจเต้นแรงอยู่ทุกขณะ
“นาน ๆ ที ข้าจะเห็นพี่สะใภ้หวาดกลัวเหมือนคนอื่นเขาเป็นด้วย” หย่งอินซื่อกล่าวเสียงระรื่น ทอดมองเหมินลู่เอินด้วยแววตาล้อเลียนอยู่หลายส่วน “ช่างเป็นภาพหาได้ยากเสียจริง”
เหมินลู่เอินเหลือบมองเขา สายตาของนางเรียบเฉยก็จริง หากกลับแฝงความเย็นชา รวมถึงความเวทนาต่อตนเอง ก่อนตัดสินใจหุบปากเงียบในที่สุด แล้วเดินนำองค์ชายหกไปยังจวนของเสนาบดีหลี่ ปล่อยหย่งอินซื่อล้อเลียนนางไม่หยุดตลอดทาง
หากเปรียบเทียบจวนของเสนาบดีหลี่กับเสนาบดีคนอื่น ๆ อาจต้องเรียกว่าต่างกันราวฟากฟ้ากับก้นเหว นอกจากไม่มีพื้นที่กว้างมากมายนัก ยังตั้งอยู่บริเวณทางใต้ของเมืองหลวง ติดกับย่านของเหล่าผู้ยากไร้ อีกทั้งในจวนก็ใช่ว่าจะประดับด้วยเครื่องเรือนมากราคา ทุกอย่างค่อนข้างเรียบง่าย มิได้ขาดแคลนสิ่งใด
เนื่องจากเสนาบดีหลี่ บิดาของหลี่เหมยฮวาเคยเป็นเพียงชาวนายากไร้ ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความลำบาก จนกระทั่งได้พบกับคุณหนูตระกูลหวัง หญิงสาวผู้ละทิ้งสมบัติและตระกูลเพื่อแต่งงานกับเขา ได้ยินว่านางคอยอยู่เคียงข้างเสนาบดีหลี่ พยายามทุกหนทางเพื่อให้เขากลายเป็นขุนนาง และไต่เต้าขึ้นเป็นเสนาบดี
ทว่าสิ่งที่เสนาบดีหลี่ตอบแทนอดีตคุณหนูตระกูลหวัง ก็คือการพามารดาของหลี่เหมยฮวาเข้ามาเป็นฮูหยินรอง พร้อมประกาศต่อหน้าคนมากมายว่ามารดาของหลี่เหมยฮวาเป็นรักแท้เพียงหนึ่งเดียวในชีวิต แน่นอนว่ามันกลายเป็นข่าวฉาวทั่วเมืองหลวง กระทั่งเหมินลู่เอินที่เก็บตัวเงียบมาตลอด ยังได้ยินผ่านหูมาไม่น้อย
“พี่สะใภ้ ท่านเหม่อมองอะไรอยู่ ?”
เสียงเรียกของหย่งอินซื่อดึงสติของนางกลับมา เหมินลู่เอินปัดเศษฝุ่นติดตามชายอาภรณ์ออก พลางหลุบตามองบรรดาองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของจวนเสนาบดี นอกเหนือจากองค์ชายรองจะมาเฝ้าไข้หลี่เหมยฮวาแล้ว กระทั่งองค์ชายสามเองก็โผล่หัวมาด้วยเช่นกัน ทำให้จวนเสนาบดีหลี่ตอนนี้ แม้นจะวุ่นวาย แต่ก็ปลอดภัย มิต่างจาก วังหลวง
“มิน่าเชื่อว่าคนอย่างพี่สามจะมาด้วย” หย่งอินซื่อกล่าวออกมาอย่างประหลาดใจ อดีตเขาเคยเล่าเรียนวรยุทธ์พร้อมกับพี่สาม เลยพอจะทราบนิสัยใจคออีกฝ่ายอยู่บ้าง “หลี่เหมยฮวามีดีตรงไหนกัน ? เหตุใดพี่รองกับพี่สามถึงต้องมาเฝ้าไข้นางด้วย”
เหมินลู่เอินชำเลืองมองสีหน้ามืดครึ้มขององค์ชายหก พลางย่อตัวหลบหลังก้อนหินใหญ่ใกล้เรือนของหลี่เหมยฮวา แล้วกล่าวเสียงราบเรียบ “องค์ชายรองอาจมาเฝ้าหลี่เหมยฮวาก็จริง แต่องค์ชายสามมิได้มาเพื่อการนั้น”
องค์ชายหกเลิกคิ้วสูง ก่อนหลบหลังก้อนหินใหญ่เช่นเดียวกับนาง อย่างไรก็ตามหย่งอินซื่อมิใช่คนโง่เสียทีเดียว แต่เพราะอยู่ท่ามกลางคนฉลาดมากอย่างพี่ใหญ่กับพี่ห้า เขาก็เลยกลายเป็นคนโง่ขึ้นมาทันที
“หรือว่าพี่สามจะมาเฝ้าพี่รอง ?” ดวงตาดำขลับของหย่งอินซื่อทอประกายวาววาม เริ่มเข้าใจทุกอย่างในที่สุด “ท่าทางพี่สามจะมาเฝ้าพี่รองตามคำสั่งของหลินกุ้ยเฟย”
เหมินลู่เอินเหยียดรอยยิ้มบางเบา เอ่ยชมองค์ชายหก “ฉลาดมาก”
อันที่จริง หย่งอินซื่อมิได้มีความสุขกับคำชมนั้น เขารู้สึกเหมือนว่าเหมินลู่เอินกำลังเอ่ยชมสุนัขตัวหนึ่งเสียมากกว่า…
หย่งอินซื่อหันกลับไปมองด้านหลัง พี่รองกำลังจับมือ หลี่เหมยฮวาเอาไว้แน่น ดวงตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความห่วงหา ก่อนแนบฝ่ามือขาวเนียนลงบนแก้มของตนเอง
ขณะหนึ่งหย่งอินซื่อนึกอยากกลอกตาให้ฉากรักหน้าไม่อาย ความหงุดหงิดของเขาดำเนินมาถึงขีดสุด หย่งอินซื่อไม่เคยแยแสว่า หลี่เหมยฮวาจะมอบหัวใจให้ใคร หรือพี่รองรักนางมากแค่ไหน สิ่งเดียวที่เขาไยดี คือความจริงที่ว่าหลี่เหมยฮวาทำร้ายพี่ใหญ่
นางกล้าดีอย่างไร ถึงพาพี่รองไปชมดอกท้อถึงจวนของพี่ใหญ่ นอกจากสร้างบาดแผลลึกกลางใจของเขาแล้ว ยังสร้างความอับอายและเสื่อมเสีย!
อย่างไรก็ตาม เมื่อหย่งอินซื่อหันกลับไปมองหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่ เขากลับพบว่าเหมินลู่เอินกำลังเปิดปากหาวเบา ๆ พลางเหยียดเรียวขายาวออกไปอย่างเกียจคร้านเช่นปรกติ
“ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยหรืออย่างไร!”
เหมินลู่เอินแหงนหน้ามองเขา แล้วตอบเสียงราบเรียบ “ไม่”
คำตอบของนางทำหย่งอินซื่อหงุดหงิดมากกว่าเดิม จนเผลอถามออกไปด้วยน้ำเสียงหวน “เช่นนั้นท่านออกมากับข้าทำไมกัน ?”
นางยังคงเปิดปากหาวอีกรอบ ดวงตาเรียวยาวไม่มีร่องรอยของความหงุดหงิดหรือเกรี้ยวโกรธสักนิดเดียว “หม่อมฉันเพียงอยากทราบว่าท่านจะลงมือทำอะไรก็เท่านั้น”
“…”
“อีกอย่างมันเป็นหน้าที่ของพระชายาอยู่แล้ว ที่จะต้องปกป้องชื่อเสียงของจวนอ๋อง” เหมินลู่เอินเหยียดรอยยิ้มกว้าง มองดูสีหน้าไม่อาจอธิบายได้ของหย่งอินซื่อ “ความจริงแล้ว หม่อมฉันมิได้อยากเล่นหมากล้อมตรงศาลาริมสระน้ำสักนิดเดียว เพราะสายลมที่พัดผ่านมาเย็นเกินไป จนร่างกายหนาวสั่นไปหมด หม่อมฉันก็เพียงแต่รอคอยท่านอยู่”
นางหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ขึ้นมาก้อนหนึ่ง พลางถือไว้ในมือ แล้วจ้องมองมันอย่างพินิจ “ส่วนท่านก็มาหาหม่อมฉัน เพียงเพราะต้องการลากหม่อมฉันไปตายด้วยเหมือนกัน หรือไม่ก็ผลักความผิดทั้งหมดให้หม่อมฉันรับไว้แทน หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของหย่งหยวนหลง”
“…”
“หม่อมฉันจะยอมสารภาพบางเรื่องก็ได้ นับแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คนที่ติดกับดักหลุมใหญ่หาใช่หม่อมฉัน แต่เป็นองค์ชายหกที่ตกลงในหลุมพรางที่หม่อมฉันขุดขึ้นอย่างแนบเนียนต่างหาก”
หย่งอินซื่อเกลียดรอยยิ้มกว้างในตอนนี้ของเหมินลู่เอิน ทว่าเขากลับเกลียดฟ้าดินมากยิ่งกว่า แสงสว่างลอดผ่านใบไม้ใหญ่กระทบบนดวงหน้างดงาม ทำให้ดวงตาเรียวยาวของเหมินลู่เอินมิต่างจาก เปลวเพลิงกำลังมอดไหม้
“น่าเสียดายก็แต่ท่านเป็นคนดื้อดึงมากเหลือเกิน ลำพังตกหลุมพรางเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้ท่านรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
“ท่านจะทำอะไรกันแน่ ?” หย่งอินซื่อถามเสียงเย็นเยียบ ทว่านางกลับยังสามารถฉีกยิ้มระรื่นอย่างหน้าตาเฉย
“องค์ชายรองคือโอรสที่หย่งซานสือฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด ไม่ว่าอย่างไรท่านก็มิอาจแตะต้องเขา คนเดียวที่ท่านสามารถระบายความหงุดหงิดใจก็คือหลี่เหมยฮวา”
“…”
“หย่งอินซื่อ พวกเรามาฉิบหายไปด้วยกันเถอะ”
เพล้ง!
ว่าแล้วนางก็ฉีกยิ้ม พลางเปล่งเสียงหัวเราะแผ่วเบา ขณะขว้างก้อนหินในมือใส่บานหน้าต่างตรงเรือนนอนของหลี่เหมยฮวาอย่างรวดเร็ว ตามด้วยแจกันตรงเตียงนอนที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ อาจโชคดีอยู่บ้างที่มันมิได้บาดผิวกายของพี่รอง พี่สามหรือหลี่เหมยฮวา กระนั้นเหล่าองครักษ์กำลังแตกตื่น แล้วตรงมาหาพวกเขา
“เหมือนว่าพวกเราจะต้องหนีแล้วละเพคะ”
หย่งอินซื่อกลอกตา “ท่านมันบ้าไปแล้ว! หากเศษแจกันบาดโดนใบหน้าพี่รองขึ้นมา พวกเราคงไร้เงาหัวกันหมด!”
เหมินลู่เอินยังใจเย็นอย่างหน้าตาเฉย นางปัดเศษฝุ่นเปรอะอาภรณ์ออกอีกรอบ แล้วแหงนมององค์ชายหก “หม่อมฉันหลบหนีไม่เก่ง ย่อมต้องหวังพึ่งองค์ชายหกแล้วเพคะ…”
“คนของพี่รองวรยุทธ์ล้ำเลิศ ไหนยังมีคนของพี่สามอีก ข้าหนีไปคนเดียว ยังดีกว่ายอมเสี่ยงพาท่านไปด้วย” หย่งอินซื่อกระตุกยิ้ม คล้ายว่าเขาจะอยู่เหนือเหมินลู่เอินหนึ่งก้าว
“หากหม่อมฉันโดนจับได้ขึ้นมา รับรองเลยว่าหม่อมฉันจะลากองค์ชายหกไปตายด้วยอย่างแน่นอน”
“…”
“อยากรู้เหลือเกิน ว่าภาพศีรษะของพวกเราตอนถูกเสียบประจานบนกำแพงเมืองจะเป็นอย่างไร ? หม่อมฉันอาจกำลังยิ้มกว้าง ส่วนท่านก็กำลังกระตุกยิ้ม คิดดูแล้วก็เหมาะสมกันอยู่ไม่น้อยเลยเพคะ”
“…”
พี่สะใภ้ เราสามารถไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ได้!
แม้นหย่งอินซื่อไม่ฉลาดเท่าบรรดาพี่ชายของเขา ทว่า วรยุทธ์กลับเป็นเลิศ หากไม่ต้องแบกเหมินลู่เอินไปด้วย เห็นทีคนขององค์ชายรองและองค์ชายสามคงไม่มีวันไล่เขาทันอย่างแน่นอน
นางหลุบมองหยาดเหงื่อมากมายปรกดวงหน้าองค์ชายหก พลางปลดผ้าคาดผมของตนเองออก แม้นด้านนอกไม่มีลวดลายอะไร หากด้านในกลับปักชื่อของจวนอ๋องเอาไว้ ต่อให้เป็นคนขององค์ชายรอง หากเห็นชื่อของจวนอวิ๋นชินอ๋องมีหรือจะลงมืออย่างหยาบคาย
“อย่าคิดที่จะเปิดเผยตนเองเด็ดขาด!” หย่งอินซื่อคำรามเสียงแหบพร่า ขณะจับข้อมือบอบบางของเหมินลู่เอินเอาไว้ แล้วออกแรงบีบระดับหนึ่ง “ข้าไม่มีวันทำให้พี่ใหญ่ต้องเสื่อมเสีย!”
เหมินลู่เอินโคลงหัวครั้งหนึ่ง เสมือนว่าตนว่าง่ายอย่างถึงที่สุด หากเพียงชั่วพริบตาที่หย่งอินซื่อเผลอตัวปล่อยข้อมือ นางก็ขว้างผ้าคาดผมสีแดงออกไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาองครักษ์ที่ไล่ตามมาต่างเบิกตากว้าง มิต่างจากองค์ชายหก
“เหมินลู่เอิน เจ้าทำบ้าอะไร!”
ยามเห็นนามของจวนอ๋องใต้ผ้าคาดผม เหล่าองครักษ์ต่างหยุดชะงักลง เป็นจังหวะให้องค์ชายหกกระโดดลงจากหลังคา เพื่อปะปนไปกับฝูงชนอย่างแนบเนียน แล้วค่อยลัดเลาะตามถนนด้วยความเคยชิน…