ไม่บ่อยนักที่เหมินลู่เอินจะทอดมองท้องนภายามฟ้าสาง สีของผืนฟ้าแตกต่างจากตอนบ่ายโดยสิ้นเชิง มันถูกแต่งแต้งด้วยสีเหลืองปนน้ำตาลราวกับอำพัน มองอีกทีก็คับคล้ายสีส้มอยู่บ้าง ขณะดวงอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนประดับบนท้องฟ้า ก้อนเมฆาขาวนวลลอยล่องอยู่ไม่ไกล
เพราะเหมินลู่เอินเป็นพระชายาอ๋องจอมเกียจคร้าน น้อยครั้งที่นางจะตื่นเช้ามาปรนนิบัติหย่งหยวนหลง และหากวันใดที่นางตื่นเช้ามาปรนนิบัติเขา ย่อมหมายความว่าเหมินลู่เอินยังมิได้นอน
นางยกมือเท้าคางกับขอบหน้าต่าง พลางเหลือบมองหย่งหยวนหลงที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงเล็กน้อย ก่อนหลุบตามองบาดแผลตรงเรียวแขนที่ได้รับการรักษาจากหมอหลวงเรียบร้อยแล้ว แม้นมิใช่แผลลึกทิ้งร่องรอย ขณะเดียวกันก็มิใช่บาดแผลตื้นเขินเกินมองข้าม
ดังนั้นก่อนหน้านี้ประมาณหนึ่งชั่วยาม [1] นางเลยบอกให้หลินฮุ่ยไปตามหมอหลวง เหลือแค่ปรนนิบัติหย่งหยวนหลงตอนตื่นนอน และส่งเขาเข้าร่วมประชุมว่าราชการเช้าก็เป็นอันหมดหน้าที่ของ พระชายาเอก
เหมินลู่เอินเปิดปากหาวอย่างไร้มารยาท พลางเหยียดเรียวขายาวออกไปด้วยความเกียจคร้าน ก่อนพยายามขดตัวหาความอบอุ่นภายใต้อาภรณ์ตัวนอก ถึงจะล่วงเลยเข้าสู่ฤดูใบผลิ ทว่าอากาศยามเช้าก็ยังหนาวเย็นเกินไปสำหรับนางอยู่ดี
บางทีแล้วนางอาจปรนนิบัติหย่งหยวนหลงไม่ไหว และคงไม่มีปัญญาจะส่งเขาเข้าวังด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน เหมินลู่เอินเหนื่อยเกินไป ร่างกายถึงขีดจำกัดเกินกว่าจะฝืนทนต่อไปได้อีก
นางค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนล้า เส้นผมยาวสลวยแผ่สยายทั่วตั่งไม้ ขณะอาภรณ์ตัวนอกเลื่อนหล่นลงมาถึงกลางหลัง สายลมหนาวเย็นพัดผ่านผิวกายขาวเนียนเป็นระลอก กระนั้นเหมินลู่เอินกลับทำได้เพียงขดตัวเข้ากันยิ่งกว่าเดิม ก่อนผ้านวมหนาจะถูกปกคลุมลงบนร่างกายบอบบางของนาง
ดวงตาเรียวยาวลืมขึ้นมองหน้าหย่งหยวนหลง แม้นคราบน้ำตายังหลงเหลืออยู่ไม่น้อย ทว่าสีหน้าของเขาดีขึ้นกว่าเมื่อคืนพอสมควร ถึงริมฝีปากบางเฉียบจะปิดสนิท ไม่ยอมฉีกยิ้มให้นางเลยก็ตาม
“เหมินลู่เอิน สติปัญญาของเจ้าเองก็ถดถอยลงเหมือนกัน” หย่งหยวนหลงกล่าวเสียงราบเรียบ ดวงตาดำขลับทอประกายล้อเลียนนางอยู่หลายส่วน “เตียงนอนอุ่น ๆ มีให้นอนกลับไม่ยอมนอน กระเสือกกระสนมานอนบนตั่งไม้ หากไม่สบายขึ้นมา อย่าหวังเลยว่าเจ้าจะได้ดื่มสุราชมดอกท้อไปตลอดฤดูใบไม้ผลิ”
เหมินลู่เอินขยับรอยยิ้มบางเบา เสมือนว่าคำพูดของเขา มิสามารถทำอะไรนางได้สักนิดเดียว “หม่อมฉันกำลังคิดว่า หากสางผมให้ยุ่งเหยิงสักหน่อย แล้วฉีกรอยยิ้มกว้างขณะแสงอาทิตย์ยามเช้ากระทบใบหน้า มันจะดูเย้ายวนในสายตาของท่านหรือไม่”
“…”
นางมันหน้าด้านและไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
“นี่ หยวนหลง” เหมินลู่เอินเปล่งเสียงเรียกเขาอย่างแผ่วเบา พลางโคลงหัวลงหนึ่งครา “ฉีกยิ้มให้หม่อมฉันหน่อยมิได้เลยหรือ”
หย่งหยวนหลงกะพริบตาครั้งหนึ่ง เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ ทว่าภรรยาผู้ไร้ยางอายของเขากลับมองมันด้วยรอยยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม
“หม่อมฉันชอบรอยยิ้มของท่านมากที่สุดเลยละ…”
ณ ตอนนั้นเหมินลู่เอินกำลังฉีกยิ้มกว้าง เป็นจังหวะเดียวกันกับแสงสว่างสาดส่องผ่านดวงหน้างดงาม ดวงตาเรียวยาวทอประกายวาววามราวสีของอำพัน เส้นผมดำขลับอันยุ่งเหยิงของนางปลิดปลิวไปตามสายลม
ช่างดูเย้ายวน…เหลือเกิน
เหมินลู่เอินมิได้ลืมตาตื่นตอนบ่ายของวันนั้น นางหลับใหลไปนานถึงสามวันเต็ม กว่าจะได้สติกลับคืนมา กาลเวลาก็ล่วงเลยผ่านไป กลีบของดอกท้อปลิวไสวทั่วท้ายจวนอ๋อง กลิ่นหอมหวานลอยอบอวล มันควรเป็นการลืมตาตื่นที่น่ายินดี ทว่าดวงหน้าของ หลินฮุ่ยกลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตา รอบเตียงกว้างใหญ่ถูกรายล้อมโดยหมอหลวงจากวัง
หย่งหยวนหลงเหม่อมองมาที่นาง แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด เหมินลู่เอินพยายามขยับยิ้มให้เขา กระนั้นนางก็ยังคงมิได้รอยยิ้มตอบกลับมาเช่นเดิม
เมื่อกลายเป็นเช่นนั้น เหมินลู่เอินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางค่อย ๆ หุบรอยยิ้มกว้างลง แล้วซุกดวงหน้าลงบนผ้านวมหนาอย่างรวดเร็ว
อันที่จริงหย่งหยวนหลงมิได้ต้องการจะเมินเฉยนาง เพียงแต่ เหมินลู่เอินพึ่งรอดกลับมาจากความตายอีกครั้ง ยิ่งกว่านั้นหมอหลวงยังไม่สามารถรับรองอาการป่วยใด ๆ ของนางได้ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เขาที่เป็นสามีของเหมินลู่เอินอย่างถูกต้องจะฉีกยิ้มกว้างได้อย่างไรกัน ?
ตลอดเวลาสามปีสำหรับการเป็นสามีของนาง หย่งหยวนหลงใช่ว่าจะไม่เคยรับรู้ถึงอาการป่วยเรื้อรังที่คอยกัดกินร่างกายเหมินลู่เอิน เพียงแต่ปีแรก เขายังคิดว่ามันมิได้ร้ายแรงอะไรนัก คิดว่าเป็นอาการป่วยทั่วไปของคุณหนูในห้องหอที่แทบจะไม่เคยออกแรงทำอะไร อีกทั้ง เหมินลู่เอินก็เอาแต่ฉีกยิ้มกว้างหน้าตาเฉย ย่อมไม่แปลกอะไรเลย หากเขาจะเข้าใจเช่นนั้น
ทว่าหลังจากเห็นนางล้มป่วยเกือบทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยน รวมถึงทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ หย่งหยวนหลงก็เข้าใจในที่สุดว่าอาการป่วยของเหมินลู่เอินร้ายแรงกว่าที่คิด ยิ่งกว่านั้นบรรดาหมอหลวงยังไม่สามารถหาสาเหตุแท้จริงของการป่วย ทำได้เพียงประคับประคองอาการของนางเท่านั้น
หย่งหยวนหลงลอบถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนคุกเข่าลงข้างขอบเตียง แล้วเลิกผ้านวมหนาขึ้นตามลำดับ เผยให้เห็นดวงหน้าแดง ระเรื่อเพราะพิษไข้ของนาง
เหมินลู่เอินพยายามหอบหายใจอย่างยากลำบาก หยาดเหงื่อมากมายไหลอาบดวงหน้างดงาม กระนั้นนางกลับพยายามมองเขาด้วยสายตาตัดพ้ออย่างถึงที่สุด
“ฉีกยิ้มให้หม่อมฉันหน่อยมิได้เลยหรื—”
ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ หย่งหยวนหลงก็ประทับจูบกลางหน้าผากของนางเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ผละออกอย่างนุ่มนวล ตามด้วยรอยยิ้มที่ขยับขึ้นอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก
เพียงเท่านั้น เหมินลู่เอินเริ่มผลิรอยยิ้มกว้างอีกรอบ และช่างสดใสมิต่างจากแสงสว่างวาบกลางฤดูร้อน ดวงตาเรียวยาวของนางดูราวกับอัญมณีไม่มีผิด
“หม่อมฉันเคยชอบรอยยิ้มของท่านมากที่สุดก็จริง แต่ตอนนี้กลับชอบริมฝีปากของท่านมากกว่า”
“…”
“หยวนหลง ท่านต้องจูบหม่อมฉันอีกรอบและอีกรอบ เข้าใจหรือไม่ ?”
นางมันไร้ยางอายที่สุด!
ระยะเวลาล่วงเลยถึงปลายเดือน เหมินลู่เอินค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตอย่างปรกติอีกครั้ง ขณะที่อาการป่วยจากพิษไข้ดีขึ้นตามลำดับ น่าผิดหวังอยู่นิดหน่อยก็ตรงที่หย่งหยวนหลงห้ามนางดื่มสุราอีก ดังนั้นความหวังที่จะดื่มสุราชมดอกท้อตลอดฤดูใบไม้ผลิจึงพังทลายลงมา ทำได้เพียงนั่ง ๆ นอน ๆ เล่นหมากล้อมอยู่ในห้องตามลำพังเท่านั้น
เพราะหย่งหยวนหลงมีงานมากมายให้ทำ เขายุ่งเกินกว่าจะมาเป็นเพื่อนเล่นหมากล้อม แม้นเหมินลู่เอินไม่ค่อยเชื่อฟังกฎระเบียบเท่าไหร่นัก แต่นางมีสามัญสำนึกมากพอที่จะไม่รบกวนการทำงานของเขา
ยิ่งกว่านั้น นางเองก็มีเรื่องบางอย่างต้องทำเช่นกัน
“หลินฮุ่ย ไปนำผ้านวมมาอีก” เหมินลู่เอินกล่าวเสียงราบเรียบ พลางหยิบตัวหมากสีขาววางกลางกระดาน แล้วซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นจากผ้านวมหนายิ่งกว่าเดิม “ข้ายังรู้สึกหนาว”
หลินฮุ่ยขบริมฝีปากเบา ๆ จ้องมองผ้านวมหนาสี่ผืนใหญ่ที่ ปกคลุมร่างกายของพระชายา ปีก่อนพระชายายังสามารถนั่งเล่นหมากล้อมกลางศาลาริมสระน้ำได้อย่างสบาย ๆ แม้นกลางฤดูใบไม้ร่วงก็ยังห่มผ้านวมเพียงสามผืนเท่านั้น ทว่านี่พึ่งจะต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นกว่ากลางฤดูใบไม้ร่วงเป็นไหน ๆ
ยามเห็นหลินฮุ่ยนิ่งเงียบไปพักใหญ่ เหมินลู่เอินจึงละสายตาจากกระดานหมากล้อม ก่อนแหงนมองสีหน้ากังวลใจของอีกฝ่าย “ข้ารอใครบางคนอยู่ หลังพบเขาแล้ว ข้าจะยอมนอนเล่นหมากล้อมอยู่ในห้อง ปล่อยให้เจ้าคอยปรนนิบัติดีหรือไม่ ?”
มันมิอาจเรียกว่าเป็นประโยคคำถามเสียทีเดียว เรียกว่าเป็นการบอกกล่าวเพียงฝ่ายเดียวเสียมากกว่า เพราะมิว่าจะตอบอะไรออกไป พระชายาก็ดื้อเกินกว่าจะยอมฟังอยู่ดี
“อย่าห่วงไปเลย ข้ายังไม่ตายตอนนี้หรอกนะ” เหมินลู่เอินขยับรอยยิ้ม ขณะโคลงหัวลงครั้งหนึ่ง “ข้าต้องมีชีวิตอยู่อีกนาน เพื่อครอบครองสมบัติของจวนอ๋องและร่างกายของหยวนหลง”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
“อีกอย่าง…” เหมินลู่เอินหุบปากลง ยามเห็นร่างสูงสง่าภายใต้อาภรณ์ฟ้าคลามปักลายต้นไผ่เดินมาแต่ไกล “เหมือนว่าคนที่ข้ารอคอยอยู่จะมาสักที”
หลินฮุ่ยหันหลังกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เรียวคิ้วโก่งยาวขมวดเป็นปมด้วยความไม่เข้าใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน หากเป็นองค์ชายห้า นางย่อมไม่แปลกใจ ทว่าพระชายากลับรอคอยองค์ชายหก ชายหนุ่มซึ่งพระชายาเคยออกปากเองว่ามิอยากข้องเกี่ยวมากที่สุด
เหนืออื่นใด มิว่าจะเป็นองค์ชายห้าหรือองค์ชายหก ตลอดมาพระชายาล้วนแต่วางตัวอย่างระมัดระวัง แม้นมิเคยเมินเฉยเสียทีเดียว แต่ก็มิได้สนิทสนมแต่อย่างใด เรียกว่าอยู่ในฐานะของพี่สะใภ้กับน้องชายของสามี
ท่าทางคนทั้งเมืองหลวงจะได้เห็นเกล็ดหิมะโปรยปรายกลางฤดูร้อนเสียแล้ว
“ทำความเคารพพี่สะใภ้” ชายหนุ่มหยุดปลายเท้าลงหน้าศาลาริมสระน้ำ พลางก้มหัวเล็กน้อยเป็นการให้เกียรติเหมินลู่เอิน หญิงสาวซึ่งเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของตนเอง
เหมินลู่เอินเพียงจ้องมองเขาด้วยสายตาเฉยชาครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ก้มหัวลงเป็นเชิงให้เกียรติฝ่ายตรงข้าม แม้นองค์ชายหกจะเป็นน้องชายของหย่งหยวนหลง หากนับตามลำดับเช่นครอบครัวของสามัญชนปรกติ นางย่อมอยู่เหนือเขาหนึ่งขั้น
ทว่าในครอบครัวของราชวงศ์ องค์ชายที่มีสายเลือดของโอรสสวรรค์ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ย่อมมีฐานะสูงกว่าพี่สะใภ้ผู้มาจากครอบครัวสามัญชนอย่างเหมินลู่เอิน
ยิ่งกว่านั้น องค์ชายหกนามหย่งอินซื่อ ยังเป็นองค์ชายที่ หย่งซานสือฮ่องเต้โปรดปรานเป็นอย่างมาก แม้นมิอาจเทียบเท่ากับองค์ชายรอง ทว่าตอนหย่งอินซื่ออายุสิบห้า เขาก็สามารถครอบครองตำแหน่งแม่ทัพ และตอนนี้อำนาจในกองทัพของเขาก็เป็นรองเพียงแม่ทัพบูรพาบิดาของเหมินลู่เอินเท่านั้น
“องค์ชายห้ามิได้มาด้วยหรือเพคะ” เหมินลู่เอินเปิดปากถามเสียงราบเรียบ ชั่วขณะนางลังเลว่าควรหยิบตัวหมากสีดำวางตรงไหนของกระดานดี
องค์ชายหกมองตัวหมากดำในมือของเหมินลู่เอินที่ค้างอยู่กลางอากาศ แม้นเขาจะเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรในสนามรบ แต่กลับไม่สันทัดเรื่องหมากล้อมสักนิดเดียว แน่นอนว่าเขาย่อมมองกลยุทธ์ที่ฝ่ายตรงข้ามใช้บนกระดานหมากไม่ออก
“พี่ห้าอยู่กับพี่ใหญ่ที่เรือนหลัก ข้าไม่เกี่ยวอะไรด้วยก็เลยออกมาก่อน” หย่งอินซื่อตอบ ก่อนตัวหมากสีดำในมือเหมินลู่เอินจะถูกวางลงบนช่องหนึ่งของกระดาน “มิคาดว่าจะเห็นพี่สะใภ้นั่งเล่นหมากล้อมอยู่ตามลำพัง
เหมินลู่เอินเงยหน้ามององค์ชายหก พลางยกมือเท้าคางมองเขาด้วยท่าทางอันแสนเกียจคร้าน “องค์ชายห้าเฉลียวฉลาดกว่าใคร เรื่องใดที่เขาไม่เห็นด้วย ย่อมชัดเจนว่ามันจะนำมาซึ่งปัญหามากกว่าผลดี”
“…”
“ท่านรู้อยู่แล้วต่างหากว่าหม่อมฉันนั่งเล่นหมากล้อมตามลำพังอยู่ที่ศาลาริมสระ ท่านก็เลยหลบพวกเขาออกมาพบหม่อมฉันมิใช่หรอกหรือเพคะ ?”
สีหน้าขององค์ชายหกหม่นหมองลงเล็กน้อย รอยยิ้มกว้างบนดวงหน้าที่คล้ายคลึงกับหย่งหยวนหลงหุบลงทีละนิด “ท่าทางพี่สะใภ้ใหญ่จะใส่ใจเปิ่นหวางมากกว่าที่คิดเอาไว้”
เหมินลู่เอินผลิรอยยิ้ม พลางกวาดตัวหมากลงจากกระดานแล้วเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อย ก่อนส่งผ้านวมหนาคืนหลินฮุ่ย “น่าเสียดายที่หม่อมฉันมิได้ฉลาดเท่าองค์ชายห้า เห็นทีคงต้องจำยอมโดนองค์ชายหกหลอกใช้เสียแล้วเพคะ”
หย่งอินซื่อกระตุกยิ้ม หากการอ่านความต้องการของเขาออกเรียกว่าโดนหลอกใช้ ทั่วใต้หล้าย่อมไม่มีใครสมควรถูกเรียกว่าโดนหลอกใช้อีกแล้ว จริงอยู่ว่าหย่งอินเจิ้ง พี่ห้าของเขาเคยเตือนว่าเหมินลู่เอินมิใช่คนธรรมดา แต่เขาเองก็มิเคยคิดว่านางจะเป็นตัวอันตราย
“หลายวันก่อนหลี่เหมยฮวาโดนละอองฝนจนล้มป่วย พี่รองถึงกับทิ้งงานทิ้งการไปเฝ้านางอยู่หลายวัน บังเอิญข้าฉุกคิดถึงมาได้ว่าพี่ใหญ่เองก็สนิทสนมกับนางอยู่มาก แต่เขางานยุ่งเกินกว่าจะเสียเวลาไปอย่างไร้ค่า เปิ่นหวางเป็นถึงน้องชายคนสนิทของเขา ย่อมสมควรเป็นตัวแทนไปเยี่ยมหลี่เหมยฮวาสักหน่อย แต่จะให้ไปคนเดียวก็คงแปลกไม่น้อย จำเป็นต้องมีพระชายาเหมินไปด้วย ถึงจะเรียกว่ามิแปลกและยังแสดงถึงความจริงใจ”
เหมินลู่เอินเลื่อนมือขึ้นปิดปากหาว พลางหลุบตาต่ำลงเหลือบมองไปทางหลินฮุ่ยเล็กน้อย
อันที่จริง จุดประสงค์ขององค์ชายหกมิได้ต้องการแสดงถึงความจริงใจหรืออะไร เขาเพียงต้องการผู้สมรู้ร่วมคิดน้อมรับความผิดไปพร้อมกันเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมไม่มีใคร เหมาะสมไปมากกว่านาง พระชายาเอกของอวิ๋นชินอ๋อง
หากเป็นคนฉลาดย่อมตีตัวออกห่างจากแผนการโง่เขลานี่เหมือนกับที่องค์ชายห้าทำ น่าเศร้าใจจริง ๆ ว่านางจำเป็นต้องฉลาดน้อยกว่าองค์ชายห้าอยู่หลายก้าว
“คนอย่างท่านหรือจะเป็นห่วงหลี่เหมยฮวา ท่าทางจะอยากเหยียบย่ำนางให้จมดินเสียมากกว่า” ดวงตาเรียวยาวทอประกายวาววามมองไปยังดวงหน้าขององค์ชายหก รอยยิ้มบางเบาค่อย ๆ เหยียดกว้างกว่าเดิม “น่าเสียดายว่าเปิ่นหวางเฟยกับท่านฐานะสูงส่ง หากไปเยือนเรือนขุนนางเพื่อหญิงสามัญชนคนเดียวย่อมถูกคนมากมายครหาได้”
องค์ชายหกนิ่งคิดขณะหนึ่ง เขาค่อนข้างเห็นด้วยกับ เหมินลู่เอิน พี่รองอาจไม่ไยดีคำครหา เพราะเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อ ทว่าเขากับเหมินลู่เอินมิได้เป็นเช่นพี่รอง อีกอย่างพี่ใหญ่อาจเสื่อมเสียได้…
สีหน้าของหย่งอินซื่อเต็มไปด้วยความกังวล แววตาดำขลับหม่นแสงลงตามลำดับ ทว่าเหมินลู่เอินกลับถอนหายใจยาวเหยียด แล้วขยับลุกเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว
“หากก้าวผ่านประตูธรณีเรียกว่าเยือนเรือนขุนนาง ไยเราไม่เข้าทางกำแพงหรือประตูหลังแทนละเพคะ ?”
“…”
เหมินลู่เอินเป็นตัวอันตรายเหมือนที่อินเจิ้งบอกจริง ๆ ด้วย!