ตอนที่ 1.2 ชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

3385 คำ
ท่ามกลางความมืดรอบกายเหม่ยเซียนพยายามยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก สัมผัสบางอย่างใต้ร่าง ทำให้ต้องชะงักและเริ่มตั้งสติ ลำดับความคิดเริ่มทำงานอย่างหนักเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่างที่น่าตื่นตระหนก หญิงสาวใช้มือสองข้างที่ขยับแสนลำบากดันตัวขึ้น ในหัวก็พยายามเรียบเรียงความทรงจำทั้งหมด แต่ศีรษะด้านหลังกลับฟาดเข้ากับของแข็งอย่างจังจนต้องส่งเสียงออกมาด้วยความเจ็บ “นั่นสินะฉันนี่มันโง่จริงๆ เลย” พูดกับตัวเองจบเหม่ยเซียนก็ทิ้งตัวลงไปนอนคว่ำตามเดิม ผ่านไปสักระยะสายตาที่เริ่มปรับเข้ากับความมืดก็เริ่มชิน แม้ว่าแสงที่ส่องเข้ามาจะมีไม่มาก แต่นั่นก็ช่วยให้หญิงสาวมองเห็นทุกอย่างรอบกายได้ลางๆ ภาพตรงหน้ายืนยันทุกอย่างที่คิดได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หญิงสาวเคยเห็นสถานที่แห่งนี้ แต่ทุกครั้งมันเป็นแค่ความฝันไม่ใช่การมาเยือนด้วยตัวเองอย่างเช่นตอนนี้! “คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมฉันถึงฝันเห็นคุณ แล้วทำไมฉันต้องมาที่นี่ นี่เป็นความฝันหรือเปล่า...” พูดจบก็ขมวดคิ้วเพราะความเจ็บที่ศีรษะด้านหลังยังคงชัดเจน ตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอเมื่อครู่นั้นเธอเพียงแค่ต้องการปลอบใจตัวเองเท่านั้น คางน้อยๆ ถูไถไปมากับคนที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ใต้ร่าง ราวกับทำเช่นนั้นช่วยลดความเจ็บที่ศีรษะลงไปได้ การกระทำนั้นสนิทสนมและให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนหญิงสาวเองยังไม่รู้ตัว เมื่อมั่นใจแล้วว่าตนมาติดอยู่ในโลงน้ำแข็งที่เคยฝันถึง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่มีมากกว่าความตื่นกลัว ทำให้เหม่ยเซียนพยายามสำรวจไปรอบๆ เพราะหากสามารถเข้ามาในโลงน้ำแข็งได้ ดังนั้นจึงคิดว่าต้องออกไปได้เช่นกัน คิดแล้วนิ้วเรียวก็เริ่มขยับไปทั่ว แต่ความคับแคบของโลงสี่เหลี่ยมที่ถูกทำขึ้นเพื่อชายหนุ่มเพียงคนเดียว กลับเป็นอุปสรรคให้หญิงสาวขยับตัวได้ลำบากกว่าที่คิด กว่ามือข้างหนึ่งจะถูกดึงขึ้นมายังใบหน้าเพื่อปาดเหงื่อสำเร็จ เหม่ยเซียนก็ถูกผนังของโลงน้ำแข็งบาดจนเจ็บไปหมด หญิงสาวพบว่าช่องว่างระหว่างศีรษะตนกับชายหนุ่มใต้ร่างมีมากกว่าที่อื่น จึงพยายามขยับศีรษะเพื่อมองดูใบหน้าของเขา ทว่าความมืดรอบกายกลับไม่เป็นใจเอาเสียเลย เพราะแม้ใบหน้าของเขาจะอยู่ห่างแค่ปลายจมูก แต่ก็ยังไม่อาจมองเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน “อย่าหาว่าฉันล่วงเกินคุณเลยนะแต่มันมืดเลยไม่มีทางเลือก” เหม่ยเซียนแก้ตัวทั้งที่ไม่จำเป็นสักนิด เนื่องจากในที่นี้นับว่าเธอไม่ต่างจากอยู่เพียงลำพัง เมื่อหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองได้แล้วจึงขยับมือไปยังใบหน้าของคนที่ยังคงนอนนิ่ง นิ้วเรียวแตะเบาๆ ไปยังข้างแก้มของเขา สัมผัสนุ่มมือและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างแกร่งของชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวชะงักและเบิกตากว้าง “เดี๋ยวนะคุณยังไม่ตายเหรอคะ คุณ! คุณคะ! ตื่นเร็วเข้า!” เหม่ยเซียนตบฝ่ามือลงไปยังแก้มของเขาเบาๆ คนตายไหนเลยจะมีอุณหภูมิร่างกายที่อบอุ่นเช่นนี้ ดังนั้นหญิงสาวจึงมั่นใจว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ทว่าหญิงสาวลืมคิดไปโดยสนิทว่าหากเขายังมีชีวิตอยู่เหตุใดจึงเข้ามาอยู่ในโลงศพ “นี่!” เหม่ยเซียนค่อยๆ ยืนนิ้วไปอังที่จมูกของอีกฝ่าย และพบว่าเขาไม่มีลมหายใจ “ศพจริงๆ ด้วย” ประโยคสั้นๆ นั้นดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกประหลาดใจตัวเอง เธอนอนทับศพของใครก็ไม่รู้อยู่ แต่กลับไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย นี่มันออกจะน่าประหลาดเกินไปแล้ว แสงรำไรที่ค่อยๆ สาดส่องเข้ามายังด้านบนของถ้ำ ทำให้เหม่ยเซียนพยายามพลิกกาย แต่จนแล้วจนรอดด้วยพื้นที่ที่ไม่อำนวย ทำให้หญิงสาวทำได้เพียงพยายามเอียงศีรษะขึ้นมอง ...แสงนั่นชัดเจนว่าเป็นแสงแดด เธอติดอยู่ในลิฟต์ตอนเที่ยง และไม่รู้ว่าหมดสติไปนานเท่าไร ก่อนที่จะรู้สึกตัวขึ้นในโลงน้ำแข็งนี้ ที่แน่ๆ ตอนนี้เป็นเวลารุ่งเช้าอย่างไม่ต้องสงสัย แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาภายในถ้ำ ทำให้เหม่ยเซียนสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่ทำให้หญิงสาวตกใจไปกว่า ...ชุดที่บุรุษซึ่งเธอนอนคร่อมสวมอยู่นั้น คล้ายกับชุดฮั่นฝู[1]เหลือเกิน!! เหม่ยเซียนมองลวดลายปักอันวิจิตรบนชุดของชายหนุ่ม ในใจก็ได้แต่ตกตะลึงกับความตระการตาของลายปักมังกรที่โลดแล่นอยู่บนผืนผ้า ความประณีตของลวดลายทำให้ลืมสนใจอย่างอื่นไปชั่วขณะ ก่อนเดินทางไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้ หญิงสาวก็สนใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียม และการแต่งกายของยุคจีนโบราณที่มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้มาเห็นอะไรอย่างนี้จึงทำให้ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปยังเนื้อผ้า และลวดลายของชุด แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับการหาทางออกเช่นในตอนแรก “สวย สวยมากเลย ไม่เคยเห็นผ้าทอและลายปักที่ละเอียดอย่างนี้มาก่อนเลย” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองก่อนจะเอียงหน้ามองคนที่นอนอยู่ใต้ร่าง ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้นเพียงแค่มองเห็นแนวกรามและสันจมูกโด่งของคนตรงหน้า เขาเป็นชายหนุ่มที่มีเครื่องหน้าหล่อเหลาสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เหม่ยเซียนเคยพบมา ขนาดมองเห็นเขาในมุมทแยงยังมองเห็นว่าจมูกโด่งเป็นสันรับกับแนวกรามได้รูปของเขาอย่างลงตัว ไหนจะริมฝีปากบางที่ดูดึงดูดใจจนทำหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะค่อยๆ ใช้มือดันตัวเองขึ้นไป เพียงเพื่อให้มองเห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้น เหม่ยเซียนเบิกตามองเขาในระยะประชิด ยิ่งมองก็ยิ่งดูมีเสน่ห์น่าดึงดูดใจ ดวงตาที่ปิดสนิทของเขาเผยให้เห็นขนตายาวที่แนบสนิทไปกับขอบตาล่าง คิ้วเข้มเรียวยาวจดหางตาดูมีสง่าราศี จนแม้คนที่ไม่รู้เรื่องการดูโหงวเฮ้ง ยังรู้สึกได้ว่าเขาอาจไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ เมื่อมองสูงขึ้นไปยังเส้นผมที่ยาวสลวยของเขา หญิงสาวกลับพบว่าเขาปล่อยเอาไว้ด้านบนโดยไม่มีการรวบมัดแต่อย่างใด ราวกับว่านี่เป็นเพียงการนอนหลับพักผ่อน ซึ่งนั่นก็ออกจะน่าแปลกเพราะเหม่ยเซียนเคยได้ยินว่าก่อนฝังศพ หากเป็นคนที่มียศศักดิ์ อย่างน้อยเขาก็ควรมีเกี้ยวหยกครอบมวยผมหรือที่เรียกว่า กวาน[2] ไม่ก็รวบผมขึ้นแล้วปักปิ่นเพื่อบ่งบอกถึงฐานะหรืออะไรทำนองนั้น “คุณตายไปแล้วจริงๆ เหรอคะ หล่อขนาดนี้...น่าเสียดายจัง” กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เหม่ยเซียนก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา ที่ตนเพิ่งจะบอกว่าเสียดายความหล่อของคนที่ตายไปแล้ว ช่างบ้าบอดีแท้! “ถึงคุณจะหล่อแต่ถ้าให้เลือกฉันขออยู่ข้างนอกดีกว่า อย่าว่ากันนะคะที่ลวนลามคุณไปตั้งเยอะแต่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน ฉันว่าฉันควรหาทางออกไปจากโลงน้ำแข็งของคุณเสียที” พูดจบก็ลูบไล้ไปยังผนังโลงศพเพื่อดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง ถึงตอนนี้เองที่เหม่ยเซียนเพิ่งจะสังเกตว่าโลงน้ำแข็งดังกล่าวนั้นไม่ได้เย็นเยียบอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่ามันจะโปร่งใสและเย็นสบาย แต่มันช่างต่างจากน้ำแข็งทั่วไปโดยสิ้นเชิง กระนั้นหญิงสาวก็ให้สงสัยนักว่าหากมันไร้ซึ่งความเย็นแล้ว เหตุใดศพของบุรุษที่หญิงสาวกำลังนอนคร่อมอยู่ จึงยังคงสภาพราวกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่เล่า ปริศนามากมายในใจยังไม่ทันได้คำตอบ เสียงของผนังหินขนาดใหญ่กำลังครูดกันไปมาก็ดังขึ้นพร้อมกับแสงเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาในถ้ำ เสียงฝีเท้าของคนเดินใกล้เข้ามาแผ่วเบา เหม่ยเซียนลังเลว่าควรจะส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือดีหรือไม่ เนื่องจากยังไม่รู้ถึงสถานการณ์ตรงหน้าชัดเจน แต่การเลือกที่จะติดอยู่ในโลงน้ำแข้งต่อไปก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก “กรี๊ด!!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ส่งเสียงขอความช่วยเหลือ และเธอเองก็มั่นใจว่าที่ผู้มาใหม่กรีดร้องนั้น คงจะเป็นเพราะมองเห็นเงาของเธอนอนคร่อมอยู่บนตัวเจ้าของโลงศพนี้เป็นแน่ “นั่นไงล่ะ นึกอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้” หญิงสาวทิ้งศีรษะลงหนุนแผ่นอกของชายหนุ่มราวกับคนกำลังปลงตก เมื่อนอนรออยู่นิ่งๆ ไปสักพัก เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็ดังขึ้น พร้อมกันนั้นเงาของคนมากมายก็ทาบทับลงมายังโลงศพ เป็นสัญญาณว่าคนที่กรีดร้องเมื่อครู่คงจะไปส่งข่าวให้ใครคนเหล่านี้ล่วงรู้ และตอนนี้พวกเขาคงจะเข้ามาดูเหตุการณ์กระมัง เสียงพูดคุยกันอึงคะนึงดังเข้ามาทำให้เหม่ยเซียนขมวดคิ้ว ทั้งที่เธอเองก็ตระหนักดีนับตั้งแต่เห็นการแต่งตัวของชายหนุ่มแล้ว แต่การได้ยินบทสนทนาของคนด้านนอกอย่างชัดเจน ก็ยังนำความประหลาดใจมาให้หญิงสาวอยู่ดี คนพวกนี้ใช้ภาษาจีนในยุคดั้งเดิมในการพูดคุยกัน อีกทั้งสำเนียงและการเลือกใช้คำยังต่างไปจากที่เธอเคยใช้ตอนที่เรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้มาก “นี่ฉันหลุดเข้ามาในซีรี่ย์จีนเรื่องจอมนางบัลลังก์ฮั่นหรือไงนะ เอ...หรือว่าเรื่องบทเพลงแห่งท้องทะเลทรายพระเอกหล่อดี ไม่สิฉันชอบพระรองนี่นา...” แม้จะอยู่ในช่วงที่สับสนก็ยังอดที่จะหามุกตลกมาปลอบใจตัวเองไม่ได้ เนื่องจากสายตามองเห็นแล้วว่าคนด้านนอกกำลังแนบใบหน้าเข้ามามองเธอ หญิงสาวได้แต่พยายามคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าพวกเขาคงจะพยายามคิดว่าเธอเป็นใคร ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และเหตุใดจึงเข้ามาในโลงน้ำแข็งนี้ได้ แต่ทั้งหมดที่คาดเดาไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลยสักนิด เนื่องจากคนที่อยู่นอกโลงนำแข็งต่างก็พยายามขบคิด เพื่อที่จะหาวิธีพาตัวเธอออกมาโดยเร็วที่สุดต่างหาก “เร็วเข้าต้องมีวิธีสิ” “นางติดอยู่ในนั้นนานเท่าไรแล้ว” “นั่นไม่สำคัญ เจ้าไปตามเทพอสูรทั้งสี่ทิศมาเร็วเข้า” “ไม่ต้องหรอก ข้าอยู่ที่นี่แล้ว” ร่างสูงก้าวเดินเข้ามาในถ้ำด้วยท่าทางผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยสง่าราศีปรากฏขึ้น พร้อมกับเสียงถอนใจของผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่ “คารวะจื่อชิงชิงหลง[3] ท่านมาเยือนตำหนักหวงหลง[4]เพลานี้ ประหนึ่งล่วงรู้ว่า...” “แน่นอนข้าต้องรู้อยู่แล้ว เพราะข้าเป็นคนพานางมาเอง” จื่อชิงกล่าวจบก็เดินตรงไปยังโลงน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ใจกลางถ้ำน้ำแข็งพันปี ถ้ำที่เขาและเทพอสูรอีกสามตนร่วมกันสร้างขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเก็บรักษาร่างของเทพมังกรจื่อหมิง ผู้เป็นเจ้าของตำหนักหวงหลงแห่งแดนสวรรค์ ตำหนักซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างเทพอสูรทั้งสี่ จื่อหมิง คือเทพมังกรซึ่งเป็นผู้นำของเทพอสูรทั้งสี่อย่าง จื่อชิงชิงหลง เฟิ่งเซียนจูเสว่[5] โม่เฉินไป๋หู่[6] ชางอี้เสวียนอู่[7] สามร้อยปีก่อนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้[8]ได้พระราชทานสมรสให้กับจื่อหมิงหวงหลงกับเทพธิดาเหม่ยเหริน พระธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่[9] เทพธิดาพระองค์นี้เป็นเพียงองค์เดียวที่พระนางซีหวังหมู่ไว้พระทัยให้ช่วยควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์ หลังจากสองร้อยปีของการสมรสเทพธิดาเหม่ยเหรินพลันขอหย่ากับจื่อหมิงโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าพระนางซีหวังหมู่จะตรัสถามสาเหตุเท่าไร เทพธิดาเหม่ยเหรินก็เอาแต่นิ่งเงียบจนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ทรงตรัสว่าหากยังไม่เล่าความจริงจะทรงลงโทษนาง เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ที่พระราชทานสมรสหากเทพธิดายังคงยืนยันจะหย่านั่นก็เท่ากับขัดพระราชโองการสวรรค์ ไม่ว่าจะถูกข่มขู่เท่าไรเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังยืนยันคำเดิม จนองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ทรงขู่ว่าหากยังไม่พูดจะลงโทษตามอาญาสวรรค์ นั่นก็คือไม่ว่าผู้ใดขัดราชโองการจะต้องถูกโยนลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ซึ่งไม่ว่าเทพหรือเซียนตนใดหากตกลงไปก็จะดับสูญ ไม่อาจกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ เทพธิดาเหม่ยเซียนได้ยินเช่นนั้นก็คุกเข่าลงรอรับพระอาญาโดยไม่ปริปาก ซึ่งนั่นทำเอาทั้งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ถึงกับทรงถอนพระปัสสาสะ เพราะความรักและเอ็นดูที่ทั้งสองพระองค์มีต่อพระธิดาบุญธรรม องค์เง็กเซียนฮ่องเต้จึงทรงยื่นข้อเสนอ เพื่อให้เทพธิดาเหม่ยเซียนไปพำนักยังอาศรมแห่งโชคชะตานอกเขตสวรรค์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีเวลาไต่ตรองเรื่องราวทั้งหมด จากนั้นก็ทรงตรัสให้ขุนพลสวรรค์พาไปส่งนางที่อาศรม เรื่องราวทั้งหมดควรจะจบลงเช่นนั้น หากไม่ใช่ขุนพลสวรรค์ผู้ที่รับหน้าที่ไปส่งเทพธิดาเหม่ยเหรินกลับมารายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ว่า ...เทพมังกรจื่อหมิง และเทพธิดาเหม่ยเหริน ทั้งสองต่างก็ตกลงไปยังบ่อพันวิญญาณ!! กว่าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่จะไปถึงบ่อพันวิญญาณ ดวงจิตแห่งเทพธิดาของเทพธิดาเหม่ยเหรินก็แทบจะดับสูญ ทั้งที่เทพมังกรจื่อหมิงใช้จิตวิญญาณของตนปกป้องดวงจิตและวิญญาณของนางเอาไว้ หลังจากเกิดเรื่องขึ้นเทพมังกรจื่อหมิงไม่อาจฟื้นคืนสติ ไม่มีผู้ใดออกมาให้ความกระจ่าง องค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระราชโองการห้ามผู้ใดเอ่ยถึง ทั้งยังรับสั่งให้เทพมังกรเขียวจื่อชิงย้ายร่างของเทพมังกรจื่อหมิงกลับไปยังตำหนักหวงหลง ก่อนจะสร้างสุสานน้ำแข็งขึ้นเพื่อเก็บรักษาร่างที่ไร้ซึ่งดวงจิตของเทพมังกรเอาไว้ เนื่องจากพลังที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในร่างของเทพมังกรจื่อหมิงถูกผนึกเพื่อรักษาสมดุลของแดนสวรรค์ ...หากร่างเทพมังกรจื่อหมิงยังคงอยู่ สมดุลของความว่างเปล่า และสมดุลแห่งแดนสวรรค์ก็จะยังคงอยู่เช่นกัน องค์เง็กเซียนฮ่องเต้มีพระบัญชาให้ขุนพลสวรรค์รับผิดชอบที่ละเลยหน้าที่ จนเป็นเหตุให้เทพธิดาและเทพมังกรตกลงไปยังบ่อพันวิญญาณ ทั้งที่เส้นทางจากสวรรค์ไปยังอาศรมโชคชะตานั้น เป็นคนละเส้นทางกับเส้นทางที่จะไปยังบ่อพันวิญญาณ ดังนั้นขุนพลสวรรค์นับยี่สิบชีวิตจึงสละชีพลงไปในบ่อพันวิญญาณ เพียงเพื่อค้นหาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน ซึ่งยังคงถูกห่อหุ้มด้วยดวงจิตแห่งเทพมังกร ทว่ากว่าจะถูกช่วยขึ้นมาดวงจิตอันอ่อนแรงก็ยังคงไม่ครบสมบูรณ์ ทวยเทพทั้งหลายพบว่าดวงจิตทั้งสามของเทพมังกรนั้นหลงเหลือเพียงหนึ่ง ทั้งยังถูกผนึกเอาไว้กับดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหรินจนไม่อาจแยกออกจากกัน มีเพียงหนทางเดียวคือต้องฟื้นฟูดวงจิตขึ้นมาพร้อมๆ กันสองดวงเท่านั้น จึงสามารถนำดวงจิตของเทพมังกรจื่อหมิงกลับมาเข้าร่าง เพื่อช่วยให้รวบรวมดวงจิตและวิญญาณซึ่งถูกบ่อพันวิญญาณแผดเผาทำลาย พระนางซีหวังหมู่ตัดสินพระทัยใช้ดวงแก้วแห่งกาลเวลาช่วยเยียวยาดวงจิตของเทพธิดาเหม่ยเหริน กระนั้นเทพธิดาเหม่ยเหรินก็ยังคงต้องเกิดและแตกดับจนครบหนึ่งร้อยครั้ง เพื่อให้จิตวิญญาณของนางกลับมาสมบูรณ์ ทวยเทพจึงจะสามารถแยกดวงจิตของเทพมังกรจื่อหมิงออกมาได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นการจะส่งเทพธิดาไปเกิดยังโลกมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีชะตากล้าแข็งเป็นผู้ให้กำเนิด เนื่องจากจิตวิญญาณของคนผู้นั้นจะช่วยหล่อหลอมให้เทพธิดาเหม่ยเหรินแข็งแกร่งเร็วขึ้น... “พวกท่านออกไปก่อนข้าจะจัดการเอง” จื่อชิงกล่าวกับบรรดาเทพสวรรค์ที่รับหน้าที่เฝ้าดูแลถ้ำน้ำแข็ง ตามพระบัญชาของเง็กเซียนฮ่องเต้ “แต่ว่า...” “ข้าจะเป็นคนพานางออกไปเอง อย่างไรเสียตอนนี้นางก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ที่ดวงวิญญาณทั้งเจ็ดยังไม่ผสานกันเต็มที่ แม้จะมีหนึ่งดวงจิตของเทพมังกรคอยคุ้มครอง แต่ความทรงจำของนางก็ยังไม่กลับคืนมา แม้พวกท่านจะถามอะไรนางก็ยังไม่อาจตอบสิ่งใดได้” “เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว” จื่อชิงมองเหล่าเทพสวรรค์ที่ค่อยๆ ทยอยเดินออกไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขารู้ดีว่าทั้งหมดร้อนใจเพียงใด เพราะเขาเองก็ไม่ได้ต่างไปจากทวยเทพเหล่านั้นนัก [1] ฮั่นฝู คือเสื้อผ้าของคนจีนช่วงราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. 337 - พ.ศ. 763) มีลักษณะเป็นเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกไขว้สาบเสื้อสองด้านเข้าหากันแล้วผูกทับด้วยผ้าคาดเอว กับกระโปรงยาวจดเท้า ผู้ชายจะผูกทับผ้าคลุมเข่าปลายสามเหลี่ยมจดชายชุดเอาไว้ด้านหน้า บางครั้งอาจสวมเสื้อคลุมยาวจดเท้าแขนกว้างทับ [2]กวาน คือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะ เพื่อเป็นเครื่องบอกระดับประดับพระยศพระเกียรติ [3] ชิงหลง คือมังกรเขียว เป็นเทพอสูรแห่งทิศตะวันออก เป็นอสูรธาตุไม้ ตัวแทนแห่งฤดูใบไม้ผลิ ในที่นี้ จื่อชิงคือชื่อ ส่วนชิงหลงเป็นตำแหน่งเทพอสูร หรือก็คือเทพอสูรมังกรเขียวจื่อชิงนั่นเอง [4]หวงหลง คือมังกรทอง เป็นเทพตัวแทนของธาตุดินหรือธาตุทอง ประจำอยู่จุดศูนย์กลางของสวรรค์ ในที่นี้คือชื่อของตำหนักซึ่งเป็นที่พำนักของเทพมังกรทอง [5] จูเชว่ หรือ จูเสว่ คือหงส์แดงเป็นเทพอสูรแห่งทิศใต้ ตัวแทนแห่งฤดูร้อน เป็นอสูรธาตุไฟที่ถูกจับคู่กับมังกรเขียว ในฐานะความสมดุลตามธรรมชาติความสุขในการสมรสเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ในที่นี้เฟิ่งเซียนคือชื่อ จูเสว่คือตำแหน่งเทพอสูร หรือก็คือเทพอสูรหงส์แดงเฟิ่งเซียนนั่นเอง [6] ไป๋หู่ คือพยัคฆ์ขาว หรือ เสือขาว เป็นเทพอสูรแห่งทิศตะวันตก ตัวแทนแห่งฤดูใบไม้ร่วง เป็นอสูรธาตุลม พยัคฆ์ขาวเป็นเทพอสูรแห่งการปกป้อง การคุ้มครอง เป็นราชาแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง รวมถึงเป็นราชันย์แห่งขุนเขาด้วย [7] เสวียนอู่ คือเต่าดำ เทพอสูรแห่งทิศเหนือ ตัวแทนฤดูหนาว เป็นอสูรธาตุน้ำ [8]หยูหวงฉางตี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นพระมหาจักรพรรดิที่ทรงปกครองเทวดาทั้งเก้าชั้น ซึ่งประกอบด้วยเทวดาเป็นหมื่นๆ องค์ ทรงเป็นใหญ่เหนือ ฟ้า ดิน และมนุษย์ ทรงเป็นผู้สร้างสวรรค์ ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสั่งเทวดาได้ทุกชั้นฟ้า [9]ซีหวังหมู่ เจ้าแม่หวังหมู่ เป็นมเหสีแห่งองค์เง็กเซียนฮ่องเต้
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม