เรื่องราวในวันนั้นเขาเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไม่น้อยไปกว่าเง็กเซียนฮ่องเต้และพระนางซีหวังหมู่ ทั้งเรื่องที่ว่าเหตุใดเทพธิดาเหม่ยเหรินจึงต้องการหย่าขาดจากเทพมังกรจื่อหมิง
และเหตุใดในวันนั้นนางจึงตัดสินใจไปยังบ่อพันวิญญาณ
ที่สำคัญ...เหตุใดเทพมังกรจื่อหมิงซึ่งสมควรอยู่ที่หอประชุมของทวยเทพ กลับไปปรากฏตัวที่นั่นกับนางด้วย
ฝาของโลงน้ำแข็งพันปีค่อยๆ ละลายจนเกิดเป็นช่องขนาดใหญ่ ใบหน้างงงันของเหม่ยเซียนโผล่ออกมาช้าๆ ดวงตาที่จับจ้องเทพอสูรมังกรเขียวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง แต่ถึงเป็นอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังก้าวออกมา โดยไม่ลืมหันไปมองบุรุษที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในโลงนั้นให้เต็มตา
“ฉันไปแล้วนะคะ” เหม่ยเซียนกระซิบบอกลาเขาทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
จื่อชิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวลาเพราะอีกไม่นานเจ้าต้องได้พบกับเขาอย่างแน่นอน”
เหม่ยเซียนเลิกคิ้วที่อีกฝ่ายเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็แน่ล่ะเธอตั้งใจพูดเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจ เพราะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงเทพอสูรที่เป็นคนไปรับตัวเธอมา ที่สำคัญกว่านั้นภาษาจีนที่อีกฝ่ายใช้นั้น มันเป็นภาษาจีนแบบดั้งเดิมที่แม้เธอจะฟังออกแต่กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
“คุณเป็นใครหรือคะ พอจะรู้ไหมว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เจ้ามาเพราะต้องมา ในเมื่อมาแล้วก็ตามข้ามาเถิด ระหว่างนี้ยังต้องเจอกับคำถามมากมาย เจ้าอยากตอบก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ มาเถิดข้าจะนำทางให้เจ้า” จื่อชิงกล่าวเป็นนัยแล้วเดินนำหญิงสาวออกมา
“คือ... ฉันมีคำถามค่ะ หมายถึงข้าขอถามท่านสักข้อได้หรือไม่เจ้าคะ” จากภาษาไทยเปลี่ยนเป็นภาษาจีนอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนตัวหญิงสาวเองยังรู้สึกขายหน้า ...ที่เรียนมาห้าปีนั้นไม่ได้ช่วยอะไรในยามที่กำลังประหม่าอย่างนี้
“เหม่ยเหริน เจ้าเป็นคนปรับตัวเก่ง ไม่นานเจ้าจะรู้สึกคุ้นชินดังนั้นฝึกเอาไว้เถิด เพราะเจ้ายังต้องอยู่ที่นี่อีก...ชั่วระยะหนึ่ง” จื่อชิงเว้นระยะไปเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขาเองก็ลังเล
เหม่ยเซียนเบิกตากว้าง “คุณหมายถึงคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร...” เหม่ยเซียนชะงักเมื่อจื่อชิงหยุดเดินแล้วหันมามอง “ท่านรู้หรือเจ้าคะว่าข้าเป็นใคร” หญิงสาวรีบแก้ประโยคคำถามเมื่อครู่ทันควัน
“ดีมาก”
“แล้ว...” เหม่ยเซียนรอคอยคำตอบจากเขาอย่างจดจ่อ
“แน่นอนข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใครและทำไมต้องมาที่นี่ แต่ข้าจะบอกเหตุผลกับเจ้า หลังจากที่เจ้าไปพบคนที่ข้าจะพาไปพบเสียก่อน”
“อีกคำถามนะเจ้าคะ” เอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองยังโลงน้ำแข็ง
“เช่นกันกับคำถามข้อนี้ ข้าจะตอบเจ้าหลังจากนี้เช่นกัน มาเถิดเหม่ยเหรินมากับข้า”
“เดี๋ยวนะเจ้าคะเมื่อครู่ท่านเรียกข้าว่า...”
“เหม่ยเหริน”
“แต่ชื่อของข้าคือเหม่ยเซียน”
เขายิ้ม “มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปพบคนผู้หนึ่ง” จื่อชิงเพียงเดินนำหน้าไป
หญิงสาวหน้ามุ่ยเพราะไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่เธอตั้งใจจะบอกหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็เดินตามเขาไปอย่างไม่มีทางเลือก มือที่ยังคงกำจี้หยกแก้วเอาไว้แน่นคลายออกแล้วสวมมันกลับไปบนลำคอ
ก่อนเดินออกมาจากถ้ำน้ำแข็งแห่งนั้น เหม่ยเซียนอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองโลงน้ำแข็งซึ่งบัดนี้ช่องที่เธอเพิ่งจะก้าวออกมาได้ถูกปิดผนึกไปแล้ว
“ข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” เสียงกระซิบแผ่วเบาไม่ได้รับสัญญาณตอบรับใดๆ หญิงสาวได้แต่สงสัยว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกใจหายเช่นนี้ ทั้งที่ความจริงแล้วแทบจะไม่รู้จักกับชายหนุ่มที่ไม่ตอบสนองกับเสียงกระซิบผู้นั้นด้วยซ้ำ
เมื่อเดินพ้นปากถ้ำน้ำแข็งที่หนาวเย็น เหม่ยเซียนก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ลานกว้างสุดลูกหูลูกตาข้างหน้าคือปุยเมฆสีขาว โอบล้อมตำหนักลอยฟ้าที่กระจายกันไปตามจุดต่างๆ แต่ละตำหนักมีสะพานสีขาวทอดยาวเชื่อมเข้าหากัน ตรงจุดสูงสุดที่มองเห็นนั้นเป็นตำหนักที่ยิ่งใหญ่และดูอลังการที่สุดในบรรดาตำหนักทั้งหมด
หญิงสาวตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่เงยหน้ามองสิ่งต่างๆ รอบกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ กระทั่งในยามที่หันหลังกลับไปมองถ้ำน้ำแข็งที่ตนเพิ่งจะเดินออกมา หญิงสาวจึงได้รู้ว่าเหนือถ้ำน้ำแข็งนั้นยังมีตำหนักที่ใหญ่ไม่แพ้ตำหนักต่างๆ ลดหลั่นกันลงไปอีกทอดหนึ่ง
“ตำหนักเทพมังกรขอต้อนรับ” จื่อชิงพอจะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว ทว่าเขาต้องการให้อีกฝ่ายใช้เวลาทำความเข้าใจในสถานการณ์ช้าๆ เพราะนั่นอาจทำให้นางค่อยๆ ฟื้นคืนความทรงจำ
ยิ่งนางคืนความทรงจำได้เร็วเท่าไร เรื่องการนำจิตวิญญาณเทพมังกรกลับมาเข้าร่าง ก็จะยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่านั้น
การที่เขาต้องรีบไปนำตัวนางกลับมาจากโลกมนุษย์ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลานั้น เพราะพลังที่หลงเหลือในร่างเทพของจื่อหมิงเริ่มถดถอยลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งนั่นก็เท่ากับความสมดุลของสวรรค์ พื้นดิน และมนุษย์เริ่มสั่นคลอน
พลังของเทพมังกร นอกจากช่วยรักษาสมดุลของความว่างเปล่าแล้ว ยังใช้ปิดผนึกประตูระหว่างแดนสวรรค์ และภพมาร หากไร้ซึ่งพลังที่ใช้ในการปิดผนึก ประตูระหว่างแดนสวรรค์และภพมารก็จะถูกทำลาย เหล่ามารและอสูรร้ายที่ถูกขังเอาไว้ก็จะหนีออกมาก่อกรรมทำเข็ญ สร้างความเดือดร้อนอันใหญ่หลวงไม่ว่าจะต่อโลกมนุษย์หรือแดนสวรรค์เองก็ตาม
ประตูสู่ภพมารดังกล่าวก็คือถ้ำน้ำแข็งที่เก็บรักษาร่างของเทพมังกรจื่อหมิง ทั้งนี้ก็เพื่อให้พลังของเทพมังกรที่หลงเหลืออยู่ สามารถปิดผนึกประตูสู่ภพมารเอาไว้ให้ได้นานที่สุด
ด้วยเหตุที่ประตูอยู่ใกล้กับแดนสวรรค์มาก จึงเป็นสาเหตุที่ทวยเทพทั้งหลาย เริ่มคิดหาหนทางป้องกันเกิดหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
จื่อชิงเสนอให้นำเทพธิดาเหม่ยเหรินกลับมาก่อนกำหนด และเขาจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือนาง เพื่อทำให้นางคืนความทรงจำให้เร็วที่สุด
“เจ้าต้องไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้กับพระนางซีหวังหมู่” จื่อชิงเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเหม่ยเซียน
“ข้าตายไปแล้วหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยถามออกมาเสียงแผ่ว ในที่สุดก็ดูเหมือนหญิงสาวจะหาเสียงตัวเองเจอแล้ว เนื่องจากตลอดทางที่เดินตามจื่อชิงมานั้น หญิงสาวเอาแต่มองไปรอบกายด้วยอาการตื่นตะลึง
“ทุกสรรพสิ่งมีเกิดย่อมต้องมีแตกดับ เจ้าจะกลัวไปไย” จื่อชิงกล่าวเมื่อมองเห็นสีหน้าของหญิงสาว
แม้ว่าระยะห่างจากตำหนักแต่ละตำหนักจะไกลมาก แต่ตอนที่เหม่ยเซียนเดินตามจื่อชิงมานั้นกลับดูเหมือนก้าวเดินเพียงแค่ไม่ถึงสิบก้าว ราวกับว่าเมื่อก้าวเท้าออกไปนั้นสะพานที่เชื่อมระหว่างตำหนักจะช่วยย่นระยะทางให้สั้นลงกว่าที่สายตามองเห็น
“จำไว้หากเจ้าอยากตอบก็จงตอบ แต่หากไม่อยากตอบหรือไม่รู้ก็จงพูดไปตามนั้น สิ่งที่เจ้าพูดต่อไปนี้สำคัญมาก สำคัญต่อทั้งทวยเทพและเทพมังกร”
“เทพมังกร...เขา...คนที่นอนอยู่ในถ้ำน้ำแข็งผู้นั้น”
“ใช่ เขาก็คือเทพมังกรจื่อหมิง สวามีของเจ้า”
“หะ...หา!” เหม่ยเซียนอุทานออกมาเสียงหลง
หญิงสาวไม่เห็นรู้ตัวสักนิดว่าตัวเองมีสวามี ก็เธอยังไม่ได้แต่งงานเลยนี่นา ที่สำคัญแม้แต่แฟนสักคนก็ยังไม่เคยมีด้วยซ้ำ แล้วทำไมขึ้นลิฟต์มาถึงที่นี่เพียงวันเดียวถึงได้มีสวามีโผล่มา หนำซ้ำเขายังเป็นถึงเทพมังกรอีกต่างหาก
นี่มันออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!!
แทนที่จื่อชิงจะพาเหม่ยเซียนไปเข้าเฝ้าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ยังท้องพระโรงสวรรค์ แต่เขากลับนำทางนางเข้าไปยังลานแห่งเทพธิดา ซึ่งที่นั่นพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ดได้ทรงรออยู่ก่อนแล้ว
“จากตรงนี้เจ้าต้องเข้าไปเพียงลำพัง”
“แต่ว่าท่าน...”
“เรียกข้าว่าจื่อชิง”
“ท่านเป็นเทพอสูรมังกรเขียวใช่หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับท่าน ยังมี...เทพอสูรทั้งสาม ตอนที่รอให้มีคนช่วยออกมาจากโลงน้ำแข็ง”
“ข้ากับเจ้าเคยเป็นสหายกัน ดังนั้นเรียกข้าว่าจื่อชิง จำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นั่นเป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้าจะไปรอเจ้าตรงนั้นไม่ต้องกลัว” พูดจบเขาก็ชี้ไปยังต้นกุ้ยฮวา[1]ที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าวจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่ จากนั้นก็ยิ้มให้เหม่ยเซียนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ทำไมเล่าเจ้าคะ”
“ที่นี่คือลานแห่งเทพธิดา ข้าเป็นเทพอสูรทั้งยังเป็นบุรุษ”
ความหมายก็คือมีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่เข้าไปได้นั่นเอง นั่นก็คือที่มาของชื่อลานเทพธิดา ซึ่งพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงพระราชทานให้ หลังจากที่ทรงร่ายคาถาเอาไว้เพื่อให้เทพธิดาทั้งเจ็ดพระองค์ทรงพระสำราญได้อย่างเต็มที่ โดยไร้ซึ่งเงาบุรุษเข้ามารบกวน
ไม่รู้ว่าหญิงสาวรู้สึกไปเองหรือไม่ เพราะในยามที่ก้าวเข้าเดินผ่านกอดอกชุนหลัน[2] ซึ่งปลูกเป็นแนวยาวล้อมรอบลานเทพธิดา นางสังเกตเห็นว่าพระนางซีหวังหมู่และเทพธิดาทั้งเจ็ด ต่างก็พากันถอนใจก่อนยิ้มแย้มทันที
“เหม่ยเหรินมานี่สิ”
พระนางซีหวังหมู่เรียกนางด้วยชื่อที่จื่อชิงเรียกก่อนหน้า ดังนั้นเหม่ยเซียนจึงมั่นใจว่านั่นคงเป็นการเรียกตนอย่างแน่นอน ร่างเล็กนั่งลงแล้วค่อยๆ คลานเข้าไป เนื่องจากพระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงประทับอยู่บนแท่นศิลาซึ่งสูงจากพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว องค์เง็กเซียนทรงติดราชกิจ เจ้าอาจจะไม่ได้เข้าเฝ้าพระองค์ในเร็ววันนี้ เจ้า...ยังคงงดงามเช่นในวันวาน รู้สึกเช่นไรบ้างพอจะจดจำอะไรได้บ้างหรือยัง”
เหม่ยเซียนทำตามที่จื่อชิงบอกนางคือตอบเมื่ออยากตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ นางจึงได้แต่ส่ายหน้า แต่นึกขึ้นได้ว่านั่นคงจะเป็นการเสียมารยาท ดังนั้นนางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบออกไปเสียงเบา “ยังไม่ได้เพคะ ที่จริงหม่อมฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมต้องมานั่งอยู่ตรงนี้”
แม้คำตอบนั้นจะไม่ใช่คำตอบที่พระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงต้องพระประสงค์แต่ก็ยังทรงแย้มพระสรวลออกมา ทรงทอดพระเนตรยังใบหน้าผุดผ่องของเหม่ยเซียน ซึ่งเหมือนกันกับเทพธิดาเหม่ยเหรินทุกประการนิ่ง ก่อนมองไปยังสร้อยที่ยังอยู่บนลำคอของอีกฝ่าย
“ส่งสร้อยนั่นมาให้เรา”
“เพคะ” แม้จะประหลาดใจแต่เหม่ยเซียนหรือจะกล้าปฏิเสธ หญิงสาวปลดสร้อยแล้วส่งไปให้โดยดี ทว่าสายตาก็มองตามไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“หยกแก้วนี้จะนำทางให้เจ้าไปตามหาชะตาลิขิตของตัวเจ้าเอง แม้นพลัดพรากก็จักพานพบ หากพานพบแล้วก็สุดแท้แต่การเลือกของเจ้าเถิด”
ทรงตรัสเพียงเท่านั้นแล้วโบกพระหัตถ์เหนือจี้หยกแก้ว จากนั้นจี้หยกแก้วอันนั้นพลันเปลี่ยนเป็นปิ่นเงินที่ส่วนปลายด้านบนมีมังกรสีทองโอบกอดหยกแก้ว ประดับด้วยดอกโบตั๋นเล็กๆ น่ารักดอกหนึ่ง ทว่าตัวอักษรที่เคยปรากฏด้านในหยกแก้วกลับหายไปแล้ว
“จากนี้ไปนามของเจ้าคือเหม่ยเหริน ปิ่นนี้เก็บเอาไว้กับตัว เทพอสูรจื่อชิงจะพาเจ้ากลับไปยังตำหนักหวงหลง จงพำนักอยู่ที่นั่น เพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองว่าเหตุใดเจ้าจึงมานั่งอยู่ตรงนี้ต่อหน้าเรา”
“พวกเราส่งของขวัญไปแล้ว”
“เจ้าต้องชอบแน่ๆ น้องเหม่ยเหริน”
เทพธิดาที่นั่งอยู่ต่างก็พากันเข้ามาล้อมรอบตัวหญิงสาว ทันทีที่พระนางซีหวังหมู่หมู่ทรงอนุญาตให้นางออกไปจากลานเทพธิดา
พวกนางต่างก็เรียกนางอย่างสนิทสนมว่าน้องเหม่ยเหริน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เหม่ยเซียนได้รับรู้จากเหล่าเทพธิดาทั้งเจ็ดคือ นางเคยเป็นถึงเทพธิดาผู้ควบคุมดูแลกาลเวลา ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมของพระนางซีหวังหมู่กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้มาก่อน
อะไรจะน่าตื่นตระหนกปานนั้น!!!
“เป็นอะไรไปหรือ” จื่อชิงถามขึ้นเพราะเหม่ยเซียนเอาแต่เดินตามเขามาเงียบๆ หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าพระนางซีหวังหมู่
“เมื่อวานข้าคือเหม่ยเซียน เด็กกำพร้าที่ไม่รู้ชาติกำเนิดของตัวเอง แต่มาวันนี้ข้ากลับกลายเป็นเทพผู้ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลกาลเวลาของโลกมนุษย์ ข้ากลายเป็นเทพธิดานามเหม่ยเหริน เป็นชายาเทพมังกรจื่อหมิงผู้ถ่วงสมดุลของแดนสวรรค์ ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้กับพระนางซีหวังหมู่ ท่านจะให้ข้าเป็นอะไรไปได้เล่า”
เหม่ยเซียนพูดออกมาด้วยท่าทางเหม่อลอย ความตื่นตระหนกทำให้สติของนางยังคงสับสน ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังคงพยายามรักษาสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุด
“เอาเถิดข้าผิดเองที่ถาม เอาเป็นว่าข้าจะให้เวลาเจ้าได้มีเวลาทำใจสักเล็กน้อย ก่อนที่จะ...”
“จะอะไรหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนขมวดคิ้วมองจื่อชิงที่หยุดเดิน เขามองไปด้านหน้าก่อนจะถอนใจออกมา
“คงไม่ได้แล้ว เพราะพวกเขามากันแล้ว” เพิ่งกล่าวจบก็มีเสียงทักทายขึ้นทันที
“มากันแล้วหรือพวกเรารอกันตั้งนาน” โม่เฉินส่งเสียงขึ้นเป็นคนแรกทั้งยังเดินตรงเข้ามาหาเหม่ยเซียน “เหมือนเดิมจริงๆ ด้วยไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”
“นั่นสิ” ชางอี้เสริม
“เปลี่ยนสิทำไมจะไม่เปลี่ยน” ผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งจับจ้องเหม่ยเซียนมานับตั้งแต่หญิงสาวเดินใกล้เข้ามา
“ตรงไหนหรือ” แม้แต่จื่อชิงยังอดที่จะสงสัยไม่ได้
“นางกล้าสบตาพวกเราทุกคน ไม่สังเกตหรือนางจ้องทุกคนไม่มีท่าทีขัดเขินแล้วก็ไม่หลบตาสักนิด” เฟิ่งเซียนเอ่ยแล้วส่งยิ้มให้เหม่ยเซียน “ต้องอย่างนี้สิจึงจะสนุก มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปยังตำหนักในของเทพมังกร เจ้าเคยอยู่ที่นั่นมาถึงสองร้อยปีน่าจะมีตรงไหนที่ดูคุ้นตาบ้าง ไม่แน่อาจช่วยให้เจ้าจดจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง”
เหม่ยเซียนยอมเดินตามเฟิ่งเซียน ผู้ซึ่งเป็นถึงเทพอสูรแห่งทิศใต้ไป ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับเพียงแค่ยิ้มให้แล้วจับจูงนางให้ออกเดิน
“แล้วพวกข้าเล่า” จื่อชิงเอ่ยถามเสียงดัง
“ก็ตามมาสิ ใครไปห้ามพวกท่านเอาไว้กันเล่า” เฟิ่งเซียนตอบโดยไม่หันกลับไปมอง นางกำลังชี้ชวนให้เหม่ยเซียนจดจำส่วนต่างๆ ของตำหนักหวงหลงเอาไว้ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวตำหนักอาจจะทำให้เหม่ยเซียนสับสนและหลงทางได้ง่ายๆ
“พวกท่านใครก็ได้!” ในที่สุดเหม่ยเซียนก็ทนไม่ไหว “ใครสักคนช่วยเรียบเรียงทุกอย่างแล้วบอกข้าที เอาให้ละเอียดที่สุด ตอนนี้เลย! เพราะข้ากำลังจะบ้าตายจริงๆ แล้ว”
เหม่ยเซียนมองใบหน้าของอสูรทั้งสี่อย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งนั่นก็ทำให้โม่เฉินหลุดหัวเราะออกมา หลังจากที่เขาเดินตามหลังมาเงียบๆอยู่นาน
“ในที่สุดนางก็ระเบิดออกมาแล้ว” โม่เฉินเอ่ยพร้อมกับยื่นมือออกไปหาชางอี้
“ครั้งนี้เจ้าชนะ เอาไป” ถุงทองที่ดูเหมือนจะหนักเอาการถูกส่งไปให้โม่เฉิน
นั่นทำให้เฟิ่งเซียนกลอกตาด้วยความเหนื่อยหน่าย “พวกท่านเล่นสนุกกันแม้แต่เรื่องนี้หรือ”
“เจ้าอย่ามาทำเหมือนไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย เจ้าเองก็บอกว่านางน่าจะถามตั้งแต่พบหน้าเราแล้วไม่ใช่หรือ” ชางอี้ถลึงตาใส่เฟิ่งเซียนไปทีหนึ่งก่อนจะหันมายิ้มให้เหม่ยเซียน
“ข้าเทพอสูรแห่งทิศตะวันตกพยัคฆ์ขาวโม่เฉิน ส่วนเขาเทพอสูรแห่งทิศเหนือเต่าดำชางอี้ นางคือเทพอสูรแห่งทิศใต้หงส์แดงเฟิ่งเซียน จื่อชิงเป็นใครเชื่อว่าเขาคงบอกเจ้าแล้ว เราทั้งสี่เป็นเทพอสูรซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเทพมังกรทองจื่อหมิง” โม่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไปนั่งในห้องโถงตำหนักในเถิด เราจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟังทีละเรื่อง เรื่องทุกเรื่องสำคัญมากจะตกหล่นไม่ได้ดังนั้นเราทั้งสี่จึงจำเป็นต้องให้เวลาเจ้าเตรียมใจสักหน่อย” จื่อชิงเสนอขึ้นแต่ทั้งหมดยังไม่ทันได้ก้าวไปยังห้องโถงดังกล่าว สตรีผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน
เฟิ่งเซียนแค่นเสียงในลำคอครั้งหนึ่ง จื่อชิงจึงสบตากับนางก่อนจะใช้สายตาปรามอีกฝ่ายเอาไว้ ซึ่งนั่นทำให้เหม่ยเซียนรู้สึกสงสัยขึ้นมา เพราะดูเหมือนเฟิ่งเซียนจะไม่ค่อยชอบผู้มาใหม่นัก
“คารวะเทพอสูรทั้งสี่” ผู้มาใหม่ย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย ทั้งยังยิ้มด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน แต่เมื่อมองเห็นเหม่ยเซียนนางพลันเบิกตากว้างขึ้น “พระชายา”
“ใช่...ชายาเทพมังกร ได้เวลาที่เจ้าต้องส่งต่อหน้าที่ทั้งหมดในตำหนักหวงหลงคืนให้นางแล้ว” เฟิ่งเซียนหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความเป็นอริ
“ไม่เอาน่าเฟิ่งเซียน เหม่ยเหรินนี่คือจื่อเหยาน้องสาวแท้ๆ ของข้า” เป็นจื่อชิงที่ห้ามทัพเอาไว้ เพราะเขารู้ดีว่าเฟิ่งเซียนไม่ลงรอยกันกับจื่อเหยาผู้เป็นน้องสาว
“แล้วก็เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเทพมังกรจื่อหมิงด้วย” เฟิ่งเซียนเอ่ยต่อประโยคของจื่อชิง
“เอ๋ ...ท่านกับเทพมังกรจื่อหมิง แล้วก็ยังมีนาง...” เหม่ยเซียนเลิกคิ้วแล้วหันไปมองยังจื่อชิงเป็นเชิงถาม
“ข้าเป็นเพียงเทพอสูร แม้จะมีสายเลือดมังกรแต่ก็ไม่อาจเทียบเคียงเทพมังกรจื่อหมิง” เขายิ้มให้ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเหม่ยเซียน
“เช่นนั้นนาง...นางเองก็เป็นมังกรหรือ” เหม่ยเซียนหันไปมองจื่อเหยาด้วยดวงตาตื่นตะลึง นางเพิ่งจะเคยได้ยินว่ามีมังกรหลายตัวเป็นครั้งแรก
“นางเพียงมีสายเลือดมังกร แต่ก็หาได้เป็นมังกรไม่ เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก” เฟิ่งเซียนตัดบท
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบจื่อเหยาเอามากๆ แต่เหม่ยเซียนก็สงสัยในถ้อยคำของอีกฝ่ายมากกว่า นางต้องกังวลเรื่องใดเกี่ยวกับจื่อเหยาหรือ
“จื่อเหยาเจ้ามีอะไรก็ไปทำเถิด ข้าต้องสนทนากับพระชายาก่อน จากนั้นเจ้าค่อยส่งคนเข้ามาดูแลนาง”
“ไม่ต้อง! ภูตโบตั๋นของพระนางซีหวังหมู่จะเป็นผู้ดูแลเหม่ยเหรินตามเดิม” เฟิ่งเซียนเหลือบมองไปยังปิ่นปักผมที่อยู่ในมือเหม่ยเซียน
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยยังไม่ทันจบ เฟิ่งเซียนก็โบกมือผ่านหน้าของนางครั้งหนึ่ง ลำแสงสีชมพูก็พุ่งวาบออกมาจากปิ่นปักผม ซึ่งเป็นตำแหน่งของดอกโบตั๋นพอดี
“นายหญิงท่านกลับมาแล้ว!” ร่างเล็กร่างหนึ่งเข้ามากอดขาทั้งสองข้างของเหม่ยเซียนเอาไว้ หญิงสาวรู้สึกงงงันทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
“นางคือภูตดอกโบตั๋น ภูตรับใช้ที่พระนางซีหวังหมู่พระราชทานในวันที่เจ้าสมรสกับเทพมังกร นางจะดูแลเจ้ารวมไปถึงดูแลเรื่องต่างๆ ในตำหนักหวงหลงแห่งนี้” ในขณะที่พูดเฟิ่งเซียนจ้องตรงไปยังจื่อเหยาที่เอาแต่ก้มหน้าลงมองพื้นด้วยความหวาดหวั่น ซึ่งนั่นทำให้จื่อชิงต้องรีบตัดบท
“จื่อเหยาเจ้ากลับไปห้องของเจ้าก่อนเถิด ส่วนภูตโบตั๋นเจ้าก็ไปจัดการดูแลทุกอย่างให้พร้อมสำหรับนายของเจ้าเถิด”
“ข้าน้อยรับบัญชาเจ้าค่ะ” แม้จะรับคำแต่ดวงตาที่ยังคงคลอคลองไปด้วยหยาดน้ำตา ก็ยังคงจับจ้องมายังเหม่ยเซียนผู้ซึ่งเป็นนาย
“นางจะอยู่ที่นี่อีกนาน หากเจ้ายังไม่ไปเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ข้าจะพานางไปพำนักที่ตำหนักจูเสว่ของข้าเสีย” เฟิ่งเซียนกล่าวเสียงเข้ม
คำขู่ของเฟิ่งเซียนดูเหมือนจะได้ผล หลังจากที่ค้อนไปทีหนึ่งภูติโบตั๋นก็หายวับไปทันที ทั้งนี้ก็เพื่อไปสั่งการเรื่องต่างๆ ในตำหนัก เช่นเรื่องแรกอย่างเช่นเรื่องชาร้อนๆ สำหรับเทพอสูรทั้งสี่และผู้เป็นนาย ในยามที่ทั้งหมดสนทนากันในห้องโถงอันโอ่อ่าของตำหนักหวงหลง
ตำหนักหวงหลงอันโอ่อ่ากว้างใหญ่ หากแต่ยังตระการตาได้ไม่เทียบเท่ากับความงดงามของเรือนในซึ่งเป็นเรือนหอที่เทพมังกรสร้างขึ้นเพื่อเทพธิดาเหม่ยเหริน
เดิมทีเทพมังกรจื่อหมิงชมชอบความเรียบง่าย ตำหนักหวงหลงจึงไม่ใคร่จะมีข้าวของมากนัก อีกทั้งปกตินั้นเครื่องเรือนภายในที่มีก็จะเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่า
หลังจากแต่งเทพธิดาเหม่ยเหรินเป็นพระชายา และล่วงรู้ว่านางนั้นชื่นชอบดอกโบตั๋นและพรรณไม้นานาชนิด เทพมังกรผู้ซึ่งรักสันโดษกลับให้ภูตรับใช้ช่วยกันนำไม้ดอกหายาก และไม้ดอกนานาพันธุ์เข้ามาปลูกยังสวนของเรือนใน โดยเฉพาะดอกโบตั๋นที่มีเกือบทุกสี
ยิ่งเป็นด้านในของเรือนหอที่ถูกตบแต่งด้วยเครื่องเรือนที่หรูหราและตำแหน่งการวางที่ลงตัว ข้าวของเครื่องใช้เน้นโทนสีอ่อนและดูสมกับเป็นตำหนักของเทพธิดา ทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ได้ทันที ถึงความเอาใจใส่ของเทพมังกรที่มีต่อชายา
“ที่นี่คือเรือนเหม่ยเหม่ย”
“อะไรนะ!!” เหม่ยเซียนหันขวับไปยังคนพูด
จื่อชิงเพียงแค่ยิ้มให้นางเท่านั้น “มีหลายอย่างที่ข้าเองก็ไม่ใคร่จะเข้าใจนัก แต่ที่ข้ารับรู้ได้คือเทพมังกรหาได้ละเลยชายาของเขาไม่ เรื่องนี้ข้าเองก็ลำดับเหตุการณ์ไม่ถูก แต่เอาเถิดข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง”
“พวกเราต้องอยู่หรือไม่” โม่เฉินและชางอี้ถามพร้อมกันด้วยความลังเล
“พวกท่านไปกับข้า ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกมาก” เฟิ่งเซียนเป็นคนตอบ นางสบตากับจื่อชิงแล้วเขาก็พยักหน้าราวกับเข้าใจในสิ่งที่นางต้องการสื่อ
“อะไร พวกเจ้ามีความลับอะไร” ชางอี้ถามด้วยความสงสัย
“ข้าให้เขาไปค้างกับข้าที่ตำหนักจูเสว่หลังสนทนากับเหม่ยเหรินจบ ท่านได้ยินเช่นนี้แล้วพอใจกระมัง!” เฟิ่งเซียนถลึงตาใส่ชางอี้แล้วเดินนำออกไปจากห้องโถง
“อะไรกันจื่อชิง เดี๋ยวนี้เจ้าเชื่อฟังนางถึงขั้นนี้แล้วหรือ เจ้าต้องหัดปรามนางเอาไว้บ้างสิ เจ้าเป็นบุรุษทั้งยังเป็นสามีนางเป็นฮูหยินต้องเป็นฝ่ายเชื่อฟังเจ้า นี่อะไร...” โม่เฉินเลิกคิ้วแล้วเดินตามหลังชางอี้และเฟิ่งเซียนออกไป
“เอ่อ... ท่านจะบอกว่าเฟิ่งเซียนเป็นฮูหยินของท่านหรือเจ้าคะ” เหม่ยเซียนคล้ายเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ นางได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่าเทพอสูรมังกรเขียวถูกจับคู่กับเทพอสูรหงส์แดง เนื่องจากทั้งคู่เป็นตัวแทนของหยินและหยาง เป็นขั้วตรงกันข้ามที่ทำให้เกิดความสมดุลตามธรรมชาติและความสุขในการสมรส เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เพียงแต่ท่าทีของคนทั้งสองที่นางเห็นตอนนี้ช่างห่างไกลจากคำว่าคู่สมรสมากเหลือเกิน
[1]กุ้ยฮวา หรือดอกหอมหมื่นลี้
[2]ชุนหลัน เป็นกล้วยไม้จีนชนิดหนึ่ง